เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ศูนย์สิริกิติ์ฯ อัดแน่นอิเวนต์ชั้นนำตลอดเดือน พ.ย.
Biz Movement ศูนย์สิริกิติ์ฯ อัดแน่นอิเวนต์ชั้นนำตลอดเดือน พ.ย.
แม่ทัพ AWC ประกาศความร่วมมือ CUBIC ของ น๊อต วิศรุต เตรียมดันคอมมูฯ ไลฟ์สไตล์ครบวงจร
Biz Movement แม่ทัพ AWC ประกาศความร่วมมือ CUBIC ของ น๊อต วิศรุต เตรียมดันคอมมูฯ ไลฟ์สไตล์ครบวงจร
“เซีย จำปาทอง” ชี้ปมแรงงาน MOU เบรกวาทกรรมต่างชาติแย่งงาน ย้ำเกิดจาก demand นายจ้าง
Politics “เซีย จำปาทอง” ชี้ปมแรงงาน MOU เบรกวาทกรรมต่างชาติแย่งงาน ย้ำเกิดจาก demand นายจ้าง
นายกฯ เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2026 ย้ำสายสัมพันธ์ไทย–อินเดีย
Biz Movement นายกฯ เปิดงาน Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2026 ย้ำสายสัมพันธ์ไทย–อินเดีย
“จุลพันธ์” ดัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานใหม่ ขยายสิทธิลาปวดประจำเดือน พร้อมเปิดฟังความเห็นรอบ 2
Politics “จุลพันธ์” ดัน พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงานใหม่ ขยายสิทธิลาปวดประจำเดือน พร้อมเปิดฟังความเห็นรอบ 2
นายกฯ ยินดีรับฟังเหตุผล ‘ม็อบ’ เชื่อไม่บานปลาย สั่งเตรียมรับมือภัยไซเบอร์
Politics นายกฯ ยินดีรับฟังเหตุผล ‘ม็อบ’ เชื่อไม่บานปลาย สั่งเตรียมรับมือภัยไซเบอร์
กทม. อัปเดตสถิติเยียวยาน้ำท่วม อนุมัติเงินผ่าน “ทางรัฐ” ทะลุ 4.6 พันล้าน-ยื่นออนไลน์ทะลุ 1.5 แสนคำร้อง
News กทม. อัปเดตสถิติเยียวยาน้ำท่วม อนุมัติเงินผ่าน “ทางรัฐ” ทะลุ 4.6 พันล้าน-ยื่นออนไลน์ทะลุ 1.5 แสนคำร้อง
กทม. ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล MOU ภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 50 เขต
Biz Movement กทม. ยกระดับอัตลักษณ์ท้องถิ่นสู่สากล MOU ภาคเอกชน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก 50 เขต
“ชัชชาติ”ขึ้นเวที SX TALK ชูยุทธศาสตร์สร้างเมืองเดินได้ ย้ำ”สุขภาพดี เริ่มที่เมือง”
SD “ชัชชาติ”ขึ้นเวที SX TALK ชูยุทธศาสตร์สร้างเมืองเดินได้ ย้ำ”สุขภาพดี เริ่มที่เมือง”
สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
Business สราวุฒิ อยู่วิทยา ชู ‘พาร์ตเนอร์ชิป’ จิ๊กซอว์บุกเอเชีย
ดูทั้งหมด

ราชองครักษ์ “พล.ต.อ.วสิษฐ” เล่าเหตุระเบิด-พื้นที่สีแดง และฎีกาชาวนา

12 ต.ค. 2560 | 07:33น.

ในช่วงชีวิตหนึ่งของ “พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร” อดีตนายตำรวจราชสำนัก ได้รับเกียรติสูงสุดในชีวิตราชการตำรวจ

เพราะได้รับใช้ใต้เบื้องพระยุคลบาทเป็น “หัวหน้านายตำรวจราชสำนักประจำ”

มีโอกาสได้ติดตามพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จเยี่ยมเยียนราษฎรทุกหนแห่ง

“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “พล.ต.อ.วสิษฐ” วัย 84 ปี ย้อนความหลังครั้งยังตามเสด็จ น้อมระลึกถึงพระอัจฉริยภาพ-พระราชกรณียกิจของ “ในหลวง” ที่ทรงงานหนักเพื่อราษฎรเพียงใด

– พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่เด่นชัดที่สุดคืออะไรในทัศนะของผู้ติดตาม 

ที่เห็นชัดที่สุด พระองค์ท่านทรงมีพระอัจฉริยภาพเหนือคนอื่นคือเรื่องแก้ปัญหาบ้านเมืองในเวลาวิกฤตที่ร้ายแรงที่สุดคือเหตุการณ์14 ตุลาคม 2516 คิดว่าถ้าไม่มีพระเจ้าอยู่หัวพระองค์นี้ประชาชนจะต้องตายเป็นร้อยเป็นพันเพราะจะไม่มีใครห้ามใครได้ แต่เพราะพระองค์ท่านแท้ ๆ ถึงสามารถระงับจลาจลได้ภายในวันเดียว

และทุก ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะเห็นว่าที่ทำให้พระองค์ท่านต่างกับคนอื่น พระองค์ท่านทรงเป็นผู้นำที่ไม่เสียขวัญเสียสติเวลาเกิดวิกฤตการณ์ ทั้ง ๆ ที่จะว่าไปแล้วพระชนมพรรษาน้อยกว่าผู้ปกครองบ้านเมืองสมัยโน้น แต่ทรงเป็นคนแรกที่คุมสติได้ และสามารถหาทางออกให้คำแนะนำ คงจะประกอบด้วยพระบารมีด้วย และเป็นพระมหากษัตริย์ พอรับสั่งขึ้นมาคนเขาก็เชื่อพระองค์ท่านไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ไม่มีครั้งไหนที่เกิดอะไรขึ้นแล้วพระองค์จะเอาไม่อยู่ เอาอยู่ทุกที

– พระองค์ท่านมีบารมีกับทุกฝ่าย ทำให้คลี่คลายปัญหาได้รวดเร็วและลงตัว

กับชาวบ้านมากกว่าคนอื่น เมื่อประชาชนทรงฟังพระองค์ท่าน ฝ่ายอื่นไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือใครก็ตามจะต้องเห็นตามไปด้วย เพราะเขารู้ว่าถ้าให้เขาทำเขาทำไม่ได้ แต่พระเจ้าอยู่หัวทำได้

– ในเหตุการณ์ 14 ตุลา พระองค์มีพระราชดำรัสอะไรที่ทำให้คณะนักศึกษาและมวลชนรู้สึกรับฟังและสงบไปในที่สุด

ที่จริงเรื่องควรจะจบลงโดยดี เพราะผู้แทนคณะนักศึกษาเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวเมื่อคืนวันที่ 13 ตุลาคม พระองค์ท่านรับสั่งว่าผู้ที่ถูกจับไปที่รัฐบาลหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ รัฐบาลปล่อยหมดแล้ว และรัฐธรรมนูญที่ขอรัฐบาลกำลังจะให้ โดยขอเวลาปีครึ่ง พระองค์ท่านจึงรับสั่งว่าให้ยุติชุมนุมกันได้แล้ว เรื่องมันควรจะจบเลย หากไม่เป็นเพราะว่าพอเขาเลิกชุมนุมแล้วตำรวจไปสกัดเขาไว้ ถ้าทำตามพระเจ้าอยู่หัวปล่อยให้เลิกชุมนุมก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

– เหตุการณ์ 14 ตุลา มักถูกพูดถึงชนวนที่หน้าวังสวนจิตรลดาเสมอว่าอะไรที่เป็นชนวน และอะไรที่เป็นตัวดับชนวน

ชนวนคือ พล.ต.อ.ประจวบ (สุนทรางกูร อธิบดีกรมตำรวจ) เพราะเป็นคนสั่งตำรวจหน้าวังไม่ให้ประชาชนผ่านไปทางอำเภอดุสิต ผมไม่รู้เหตุผลว่าทำไมคุณประจวบถึงสกัดคนไม่ให้ไปทางนั้น พอเกิดจลาจลขึ้นแล้วคนล้มคนตายทั่วทั้งกรุงเทพฯ ผู้ที่ทำให้เหตุการณ์สงบโดยเร็วก็คือพระเจ้าอยู่หัว พระองค์ท่านออกโทรทัศน์คืนนั้นเลย เพราะพระราชกระแสรับสั่งนั้น ทำให้เหตุการณ์สงบลงหมดภายในวันเดียว

– ทำไม พล.ต.อ.วสิษฐบันทึกเหตุการณ์ไว้ว่า พระพักตร์ของพระองค์ท่านตอนออกทีวีเป็นพระพักตร์ที่เห็นลูกฆ่ากัน

ไปเอารูปมาดูอีกก็ยังได้ เพราะพระองค์ไม่เคยเศร้าหมองขนาดนั้นเลย รูปอธิบายตัวเองอยู่แล้ว พระองค์ท่านทรงใช้คำว่าวันมหาวิปโยค พระองค์ท่านไม่เคยรับสั่งอย่างนั้นเลย แสดงว่ามันสะท้อนถึงความรู้สึกของท่านเองว่าเป็นวันที่ทำให้ท่านสลดพระทัยที่สุด พระองค์ฟังวิทยุทางราชการตลอด พอเกิดอย่างนี้ขึ้นท่านไม่บรรทม

– ในช่วงที่เป็นราชองครักษ์มองพระวิสัยทัศน์ที่ทรงมีต่อวงการทหารตำรวจซึ่งมีคุณูปการมาจนถึงทุกวันนี้อย่างไร 

ทหารกับตำรวจคนอาจดูเหมือนกับว่าได้รับการสนพระทัยมากกว่าหน่วยอื่น เพราะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ตอนที่บ้านเมืองยังไม่สงบ เรารบกับคอมมิวนิสต์อยู่ และทหารตำรวจตายไปบางปีเป็นพันคนจึงสนพระทัยกับสองหน่วยนี้มากหน่อย และเสด็จเยี่ยมพระราชทานกำลังใจให้กับฐานทหารที่อยู่ในที่วิกฤต พระองค์ท่านเสด็จเยี่ยมหมดไม่ว่าจะลำบากลำบน เสี่ยงอันตรายแค่ไหน เป็นเรื่องให้กำลังใจมากกว่า เพราะพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้โปรดการสู้รบ

– การเสด็จไปในพื้นที่สู้รบ ในฐานะตำรวจราชองครักษ์ ได้กราบบังคมทูลอะไรบ้าง

มีอยู่หนหนึ่งที่เมืองน่าน ตอนนั้นกรมทางหลวงสร้างถนนแล้วสร้างสะพานข้ามแม่น้ำปัว คืนก่อนที่จะเสด็จผู้ก่อการร้ายเอาปืนครกยิงไปในฐานทหารโดนปืนใหญ่เสียหาย มีทหารได้รับบาดเจ็บด้วย พวกเราไปก่อนพอประเมินสถานการณ์เสร็จก็กราบบังคมทูลขอไม่ให้เสด็จพระราชดำเนิน เพราะถ้าคอมมิวนิสต์เอาปืนครกยิงจากระยะไกลอย่างนั้นได้ มันก็ยิงอีกได้ และจะตกลงมาในฐานทหาร ซึ่งเป็นบริเวณที่เสด็จ เราก็กลัวจะเกิดอันตรายก็เลยกราบบังคมทูล แต่พระองค์ท่านก็เสด็จรุ่งขึ้น ไปกราบบังคมทูลต่อว่าพระองค์ท่าน พระองค์ท่านก็ตอบว่าฟังวิทยุทั้งคืน หลังจากฐานทหารโดนปืนครกทหารเคลียร์พื้นที่ตลอดคืน เอาปืนใหญ่ยิงถล่มแถวนั้นเกลี้ยงเลย ถ้าผู้ก่อการร้ายอยู่ก็ตายหมด พระองค์จึงบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว และที่สำคัญกว่านั้น พระองค์ท่านบอกว่าชาวบ้านไปคอยพระองค์ท่านอยู่ 2 คืนแล้ว และคนเป็นหมื่นจะให้เขาผิดหวังได้อย่างไร พระเจ้าอยู่หัวท่านไม่กลัว

-มีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นในจังหวัดอื่นไหม

มีระเบิดหน้าที่ประทับ ปีนั้น 2522 เสด็จไปเพื่อพระราชทานธงประจำรุ่นให้ลูกเสือชาวบ้าน และพระราชทานรางวัลให้ครูสอนศาสนาอิสลาม พิธีจัดขึ้นที่สนามกีฬากลางเมืองยะลา กำลังจะพระราชทานพระราชดำรัสก็เกิดเหตุระเบิดขึ้นที่หน้าพระที่นั่ง 2 ลูกติด ๆ กัน เราทำได้อย่างเดียวคือขึ้นไปล้อมพระองค์เอาไว้เพื่อให้โดนเราก่อน กราบบังคมทูลให้เสด็จพระราชดำเนินกลับ พระองค์ท่านก็ไม่กลับ และยังรับสั่งต่อโดยปลอบชาวบ้านให้เขากลับเข้าไปสู่ความสงบอย่างเก่า แล้วชาวบ้านก็ฟังเสียด้วย จากนั้นก็รับสั่งต่อจนจบ หลังจากจบแล้วก็เสด็จลงไปเดินอยู่ข้างล่าง ตอนลงไปมีผมเดินนำหน้า ภาวนาให้ผมเหยียบอีกลูกหนึ่งก่อน กลัวพระองค์จะเหยียบอีก แต่บังเอิญมีอยู่ 2 ลูกเท่านั้น จากนั้นพระองค์ท่านก็เสด็จไปเยี่ยมคนเจ็บที่โรงพยาบาลอีก เชิญให้เสด็จให้กลับพระตำหนักที่นราธิวาสพระองค์ท่านก็ไม่กลับ กว่าจะกลับ 3 ทุ่มล่ะมั้ง

– พระวิสัยทัศน์ด้านความมั่นคงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ เข้าถึง เข้าใจ พัฒนา เป็นอย่างไร

พระองค์ท่านขึ้นต้นเอาไว้ แต่ไม่แน่ใจว่าตอนหลังมีคนสานต่อแค่ไหน เมื่อตอนที่เลือกที่ประทับไปสร้างพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์จะเห็นว่า คนสมัยโน้นยังแปลกใจว่าทำไมไปที่นราธิวาสซึ่งเป็นจังหวัดที่จนที่สุด ทำไมไม่ใช่สงขลาซึ่งเป็นจังหวัดที่เจริญแล้ว มีอะไรพร้อมมูลกว่า พอไปถึงจำได้ว่าพวกมุสลิมยังไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัวเลย แต่เพราะพระองค์ท่านทรงปฏิบัติพระองค์เป็นตัวอย่างในเรื่องการเข้าถึงชาวบ้าน การเสด็จไปเยี่ยมทั้ง ๆ พูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะประชาชนใช้ภาษามาลายู บางครั้งต้องใช้ล่าม แต่พระองค์ท่านไม่ทรงรังเกียจเขา เข้าไปถึงครัว แต่ปีต่อมาก็เกิดความเปลี่ยนแปลง ผมเห็นเขาพนมมือแล้ว ฉะนั้น ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างในหลวงกับชาวบ้านกลายเป็นตัวอย่างทำให้คนอื่นต้องปฏิบัติตาม

– แต่ระยะถัดมาที่พระองค์ไม่ได้เสด็จไปแล้วเหตุการณ์เป็นอย่างไร 

เชื่อว่ามีส่วนทั้งฝ่ายรัฐบาลและผู้ที่ก่อความไม่สงบ ส่วนของผู้ก่อความไม่สงบ แน่นอนว่าเขาไม่ต้องการความสงบ จนกว่าจะได้ในสิ่งที่เขาต้องการคือการแยกออกไปปกครองเป็นประเทศใหม่ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ แต่ทางราชการอาจยังไม่เข้าถึงเหมือนพระเจ้าอยู่หัวจนถึงขณะนี้ และมีปัญหาแทรกซ้อนที่แก้ยังไม่ตก เช่นปัญหาน้ำมันเถื่อนซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ ราชการมีส่วนรู้ส่วนเห็น รัฐบาลอยากเข้าใจ เข้าถึง พัฒนาแบบพระเจ้าอยู่หัวก็จริง แต่มันมีอุปสรรคคือตัวราชการ และจากผู้ก่อความไม่สงบ

– การรับถวายฎีกาจากชาวบ้านทุกชนชั้น พระองค์ท่านใส่ใจฎีกาแต่ละฉบับอย่างไร

ฎีกาจะถวายกับพระหัตถ์ก็ดี หรือ ส่งทางไปรษณีย์ก็ดี พระเจ้าอยู่หัวทรงอ่านหมดทุกฉบับ และไม่เคยทรงทิ้งขว้างเลย ถ้าอันไหนเห็นว่าราชการแก้ไขได้ก็พระราชทานไปให้ทางราชการ แต่สิ่งไหนที่พระองค์ทำได้เองก็จะทรงทำเอง มีครั้งหนึ่งที่ จ.สิงห์บุรี มีชาวนารายหนึ่งถวายฎีกา เพราะเขาเอาที่ไปจำนองแล้วขาดส่งดอกเบี้ย เจ้าหนี้เลยจะยึดที่นารายนี้ ความจริงถ้าส่งไปให้ราชการก็อาจจะโอ้เอ้เพราะหลายขั้นตอนอาจจะถูกยึดก่อน จึงสั่งให้ผมไปคุยกับชาวนารายนี้ แล้วพระองค์ท่านพระราชทานเงินให้ผมไปให้ชาวนารายนี้ไถ่ที่ แต่การแก้ไขปัญหาของพระเจ้าอยู่หัวไม่ใช่อุ้ม 100 เปอร์เซ็นต์ ให้สตางค์ไปแล้วเลิกกัน…ไม่ใช่ พระองค์ท่านบอกให้ยืมแบบมีกำหนด และให้ส่งดอก ดอกเบี้ยที่พระองค์ท่านให้ส่ง คือส่งเป็นข้าวที่ปลูก ชาวนารายนี้ส่งข้าวเข้ามาที่สวนจิตรลดา พระองค์ท่านโปรดให้สีข้าวแล้วมาพระราชทาน ผมก็ได้กินด้วย ปีต่อมาพระองค์ท่านรับสั่งกับราชเลขาธิการว่าชาวนารายนี้ซื่อตรงถึงเวลาส่งข้าวเข้ามาตามกำหนด และน้ำหนักเดิมด้วย ดังนั้น หนี้ที่เหลืออยู่กี่หมื่นไม่รู้..ก็ยกให้เลย

– พล.ต.อ.วสิษฐเคยถวายฎีกาในหลวงหรือไม่

ผมถวายฎีกาหนเดียวตอนที่พระองค์ท่านทรงพระประชวรแล้วไม่พัก ตอนนั้นปี 2518 ที่เชียงใหม่ เป็นปีที่พระประชวรหนักครั้งแรกในพระชนม์ชีพ สาเหตุเพราะเสด็จไปทรงเยี่ยมชาวเขาและจะเข้าไปถึงห้องนอน ถึงในครัวเสมอ ในที่สุดก็ไปรับเชื้อโรคไวรัส Scrub Typhus ชนิดหนึ่งมาจากบ้านชาวเขา หมอบอกว่าโดนหมัดที่อยู่ในบ้านชาวเขากัด เป็นพาหะนำเชื้อ

พระองค์มีพระไข้สูงอยู่อาทิตย์หนึ่งเต็ม ๆ พระอาการหนักจนกระทั่งหมอที่เข้าไปถวายการรักษาร้องไห้ออกมาจากห้องพระบรรทม พวกเราก็ปั่นป่วนละล้าละลังไปทั้งวัง พอพระปรอท (ไข้) ลดหมอก็กราบบังคมทูลขอให้ทรงงดพระราชกรณียกิจ 1 เดือน แต่เช้าวันหนึ่งขณะผมนั่งอยู่ในเรือนราชองครักษ์ ผมได้ยินสถานีวิทยุของตำรวจตระเวนชายแดนเขาเรียกเฮลิคอปเตอร์ของเขาเครื่องหนึ่งแต่ไม่ได้รับคำตอบ เหมือนกับเครื่องหายไปจากการติดต่อ สักพักใหญ่ผมได้ยินพระสุรเสียงของพระเจ้าอยู่หัว เกือบจำไม่ได้ว่าเป็นพระสุรเสียงของพระองค์ท่าน เพราะเครือ แหบ ห้าว เพิ่งฟื้น รับสั่งบอกเขาว่าเฮลิคอปเตอร์เครื่องนี้ลงไปจอดที่แม่ฮ่องสอน เนื่องจากสถานีของตำรวจตระเวนชายแดนไม่ได้ยินเพราะอยู่ที่ต่ำ ที่อำเภอแม่ริม แต่พระองค์ท่านอยู่พระตำหนักภูพิงค ได้ยินเสียงทั้งสองข้าง พระองค์ท่านเลยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางให้ แต่พอผมได้ยินเข้าโกรธอย่างบอกไม่ถูก เพราะรู้ว่าพระองค์ท่านลุกขึ้นมาทำงาน จึงเขียนฎีกาถวาย เป็นครั้งเดียวในชีวิต

ผมเขียนประท้วงว่าหมอห้ามพระองค์ท่านไม่ให้ทำงาน แต่ทรงลุกขึ้นมาทำงาน บอกว่าคนไทยเกือบจะไม่เป็นอันกินอันนอนอยู่แล้วเพราะทรงพระประชวร ตัวผมเองถึงขนาดปวารณาว่า ถ้าหากว่าหายพระประชวรจะบวชถวาย รุ่งขึ้นพระองค์ท่านให้สมเด็จพระเทพฯ อันเชิญพระราชหัตถเลขาลงมาพระราชทานผม ตอบเป็นข้อ ๆ พระองค์ท่านบอกว่าไม่ได้ทำงานแต่ทรงพัก

ขณะที่พักแค่พูดวิทยุไม่เหลือบ่ากว่าแรงเลย พระองค์ท่านต้องทำเพราะว่าสถานีตำรวจตระเวนชายแดนที่ค่ายแม่ริมเขาไม่ได้ยินเสียงเฮลิคอปเตอร์ เขาจึงวิตกว่าหายไปไหน นึกว่าเครื่องบินตกแค่นั้นเองไม่หนักหนาอะไร ส่วนเรื่องที่ผมบอกว่าจะบวชถวายพระองค์ท่านไม่ให้บวช พระองค์ท่านบอกว่าถ้าไม่ตายไม่ให้บวช บวชหน้าไฟได้ และผมเขียนร่ายยาวตามแบบนักเขียน พระองค์ท่านบอกว่าแบบฟอร์มเชยมาก (หัวเราะ)

– พล.ต.อ.วสิษฐ เคยเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา อยากให้พูดถึงแบบอย่างของพระองค์ในฐานะผู้บังคับบัญชาที่เป็นหลักของข้าราชการ 

พระองค์ท่านทรงเป็นตัวอย่างของผู้บังคับบัญชาที่ไม่สักแต่ว่าสั่ง แต่พระองค์ท่านทรงทำเอง เพราะฉะนั้น ใครจะตำหนิพระเจ้าอยู่หัวไม่ได้เลยว่าดีแต่สั่ง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เรียกร้องจากเรา พระองค์ท่านเรียกร้องจากพระองค์เองก่อน พระองค์ทรงงานหนักเป็นตัวอย่าง เพราะงานที่ท่านทรงทำไม่ใช่เพื่อพระองค์เอง ท่านรักษาสัญญาของพระองค์ท่านที่ให้กับประชาชนเมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์อย่างไม่เคยผิด ไม่เคยเคลื่อนที่ทรงประกาศว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม พระองค์ทำอย่างนั้นมาตลอด

– ในหลวงปฏิบัติตนในฐานะพ่อของแผ่นดินอย่างไร

จะไปบอกว่าพระองค์ท่านปฏิบัติคงไม่ได้ แต่สาเหตุที่กลายเป็นพ่อของแผ่นดินขึ้นมา เราต่างหากที่ไปยกพระองค์ท่านให้เป็นพ่อของแผ่นดิน พระองค์ท่านทรงถือว่าพระองค์เป็นลูกของแผ่นดินคนหนึ่งไม่ได้เป็นพ่อใคร เพราะพระองค์ปฏิบัติพระองค์อย่างนี้ คนถึงได้เห็นว่าพระองค์เป็นพ่ออย่างที่เห็นว่าพระองค์ท่านปฏิบัติพระองค์อย่างไร ที่คนรักพระองค์นักหนาเพราะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ถือพระองค์ว่าเป็นพระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ทรงติดดินมาตั้งแต่เด็ก ไม่หวงเนื้อหวงตัว และไม่ใช่เข้าถึงเฉย ๆ แต่อะไรก็ตามที่ร้องขอจากพระองค์ท่านก็ได้รับการตอบสนองอย่างที่คนคิดไม่ถึง พระเจ้าแผ่นดินลงมาสนพระทัยกับทุกข์สุขของเขา และไม่ใช่สนพระทัยเฉย ๆ แต่มาแก้ปัญหาให้เขาด้วยก็ต้องรักกันธรรมดา

– เมื่อพระองค์ไม่ห่วงพระองค์ ตำรวจที่อยู่รอบ ๆ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

หนักใจมาก เพราะไม่แน่ใจว่ารักหรือไม่รัก เพราะหน้าที่ผมคือต้องดูว่าทุกคนเป็นศัตรูไว้ก่อน พอเขาเข้าถึงพระองค์อย่างนั้น เราทำได้แค่เข้าไปใกล้ที่สุดเท่าที่จะใกล้ได้ ถ้าเผื่อเกิดอะไรขึ้นจะได้ป้องกันได้ทันท่วงที

-พระราชปณิธานเรื่องแก้ปัญหาความยากจนมาตลอด 70 ปี เป็นอย่างไร

พระราชปณิธานต้องดูจากการปฏิบัติ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับจากเยี่ยมชาวบ้านแต่ละครั้งไม่ได้กลับมาแล้วทิ้งปัญหา พระองค์ท่านเอาปัญหากลับมาขบที่ในวังเสมอ บางครั้งเสด็จกลับมาแล้วดึกดื่นเที่ยงคืนยังไม่บรรทม เรื่องบรรทมดึกเป็นเรื่องปกติของพระเจ้าอยู่หัว และอยู่กับสิ่งเหล่านี้ บางทีตีสอง ตีสามไปแล้ว ยังได้ยินเสียงวิทยุลงมาถามเลยว่าตอนนั้นใครพูดว่าอะไร… จำได้ไหม อย่างนี้เสมอเวลาอยู่ในวัง พระองค์ไม่ทิ้งปัญหา แก้ให้เขาต่อเนื่อง

พระองค์ท่านใช้อิทธิบาท 4 คือ มีฉันทะ แปลว่าท่านโปรดงานนั้น งานที่ทำให้ประเทศชาติท่านโปรด และมีวิริยะคือความบากบั่นที่จะแก้ปัญหา และมีจิตตะ คือการมีสมาธิเอาใจจดจ่อกับเรื่องนั้นไม่มีคลาดเคลื่อน และมีวิมังสา คือการติดตาม ประเมินผล ดังนั้น จะทำเองหรือคนอื่นทำ พระองค์ท่านต้องตาม ถ้าแก้ไม่ได้ เพราะอะไรพระองค์ท่านก็เอาข้อนี้กลับมาทบทวน แก้ใหม่

– มีเวลาที่พระองค์ท่านทรงผ่อนคลายบ้างหรือไม่ และเป็นแบบไหน

บางทีอาจจะพูดได้ว่าดนตรีเป็นการผ่อนคลาย แต่ถ้าเคยไปสังเกตการทรงดนตรีจะเห็นเลยว่าเป็นการทรงงานอีกครั้งหนึ่ง พระองค์ท่านมีกติกาทรงดนตรี ถ้าไม่เลิกไม่เคยลุกไปห้องสรง นั่งตั้งแต่หัวค่ำถึงสว่างไม่ลุก จะว่าหย่อนพระราชหฤทัยก็เป็นได้แต่ขณะเดียวกันก็ทรงงานไปด้วย

เล่นเรือใบคนก็นึกว่าพระองค์ท่านโปรด พระองค์ท่านเล่นแบบทรงงานเหมือนกัน เคยตามเสด็จครั้งหนึ่งผมรออยู่ที่ชายฝั่ง พระองค์ท่านเสด็จแข่งเรือใบในทะเลแล้ววกกลับมา มีคนกราบบังคมทูลถามว่าเสด็จกลับมาทำไม พระองค์ท่านบอกว่าฟาวล์โดนทุ่นต้องออกจากการแข่งขัน ทั้งที่ทุ่นอยู่กลางทะเล และเสด็จออกไปองค์เดียว จะทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้แข่งต่อไปก็ไม่มีใครรู้

ดังนั้น ทุกอย่างที่ทรงทำกลายเป็นงานหมด ไม่เห็นมีอะไรเลยที่หย่อนพระทัยได้ หรืออีกแง่หนึ่งหย่อนพระทัยด้วยการทำงาน

– สิ่งที่พระองค์ทรงทุ่มเทมา ปัญหาความยากจน ปัญหาทางการเมือง จากนี้ไปปัญหาเหล่านี้จะเป็นอย่างไร

คงไม่มีใครตอบได้ ผมเองหวังแต่ว่าเมื่อไม่มีพระองค์ท่านแล้วคนก็จะนึกขึ้นได้ว่าพระองค์ท่านทรงทำอะไรอย่างไร สิ่งที่ตัวผมเองทำต่อไป ทำงานที่พระเจ้าอยู่หัวทรงทิ้งไว้ให้ต่อไปให้ตลอด คือทำเพื่อประชาชน

ผมเห็นการชุมนุมที่ท้องสนามหลวง ร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี ผมค่อนข้างปลื้มใจและสบายใจว่า บางทีเราอาจร่วมกันทำอะไรต่อจากพระเจ้าอยู่หัวได้สำเร็จกระมัง เพราะสัญญาณมีแล้ว ถ้ารวมกันได้อย่างนี้ อุปสรรคหนักหนาแค่ไหนก็ผ่านพ้นไปได้

– จะทำให้บ้านเมืองที่เคยขัดแย้งกันนำไปสู่ความปรองดองกันได้หรือไม่

ผมหวังว่าอย่างนั้น ยังมีคนที่ยังไม่หวังดีต่อบ้านเมืองอยู่ แต่ก็จะกลายเป็นส่วนน้อยแล้วต่อไปนี้ ดังนั้น วิกฤตการณ์การเมืองเราอาจจะแก้กันได้ตอนนี้ก็ได้ ผมมีความหวัง