ดนุชา : เสนาธิการ ศก.คนที่ 17 ภารกิจ 2 ขา ‘กู้วิกฤต-รีวิวแผนชาติ’
เศรษฐกิจติดลบ-สังคมครัวเรือนเต็มไปด้วยภาวะหนี้ คนทั้งประเทศตั้งรับกับวิกฤตโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
สำนักงานฝ่ายเสนาธิการด้านเศรษฐกิจ-สังคมของรัฐบาล ถึงยุคเปลี่ยนผ่านอีกครั้ง
“ดนุชา พิชยนันท์” ขึ้นกุมบังเหียนเป็น เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ คนที่ 17
“ประชาชาติธุรกิจ” สนทนากับ “ดนุชา” ยุคที่สภาพัฒน์ต้องขับเคลื่อนสองขา ทั้งพันธะแห่งการจัดทำแผนพัฒนา-กลไกเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ และภาระแห่งการตอบสนองการจัดการเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ร่วมกับทีม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจทุกขา
“ดนุชา” รายงานภาวะเศรษฐกิจล่าสุดว่า เศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวขึ้นอย่างช้า ๆ ตัวเลขหลายตัวปรับดีขึ้นค่อนข้างมาก เช่น การลงทุนภาคเอกชนที่เคยหดตัว -7.5% ในเดือน ก.ค. พอเดือน ส.ค. ก็ติดลบน้อยลงเหลือ -4.6% ดัชนีปริมาณการส่งออกก็ดีขึ้น ติดลบน้อยลง ส่วนตัวที่บวกขึ้นมาแรง ๆ คือ ดัชนีราคาสินค้าเกษตร เดือน ส.ค.ขยายตัว 7.7% จากเดือน ก.ค.ขยายตัว 2.0% รายได้เกษตรกร เดือน ก.ค.ขยายตัว 3.0% เดือน ส.ค.เพิ่มเป็น 9.1% และอัตราการใช้กำลังการผลิต เดือน ส.ค.ก็ขึ้นมาอยู่ที่ 60% ใกล้เคียงช่วงก่อนที่จะมีโควิด-19
ส่วนด้านแรงงาน ข้อมูลจากกระทรวงแรงงานให้ตัวเลขมาถึงเดือน ก.ย.พบว่า ผู้ใช้สิทธิตามมาตรา 75 เดิมอยู่ที่ประมาณ 1.7 แสนคน ลดลงเหลือแค่ 7.9 หมื่นคน แสดงให้เห็นว่าคนเริ่มมีงานทำ ขณะที่ตัวเลขการปิดกิจการก็น้อยลง เดิมตอนเดือน มิ.ย.ปิดกิจการเพิ่ม 5.7% พอเดือน ก.ค.ติดลบ -20.9% และเดือน ส.ค. -23.9% ซึ่งยิ่งลบมากแสดงว่าดีขึ้น
“แต่ก็ยังวางใจไม่ได้ เพราะว่ายังมีปัญหาเรื่องภาคธุรกิจ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มาตรการพักหนี้จะหมดลง ซึ่งในที่ประชุม ศบศ.จะต้องหาทางออกร่วมกันกับภาคเอกชน ธนาคารพาณิชย์”
รัฐบาลจะมีมาตรการดูแลเศรษฐกิจต่อเนื่อง โดยที่ ศบศ.เพิ่งเห็นชอบไป ก็มีทั้ง “ช้อปดีมีคืน” การปรับปรุง “เราเที่ยวด้วยกัน” นอกจากนี้ยังมีมาตรการ “workation” (เที่ยวไป ทำงานไป) สำหรับบริษัทที่จะออกไปจัดกิจกรรมนอกสถานที่ ซึ่งล่าสุดมีการจองเข้ามา วงเงินกว่า 18 ล้านบาทแล้ว
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการให้บริษัทที่มีการจัดประชุมสัมมนาพนักงานในต่างจังหวัด สามารถนำค่าใช้จ่ายมาหักภาษีได้ 2 เท่า ซึ่งเป็นมาตรการเดิมที่จะสิ้นสุดในเดือน ธ.ค. 2563 ได้ขยายออกไปจนถึงเดือนมีนาคม 2564
มาตรการต่าง ๆ ที่ออกมาแล้ว ทั้งเราเที่ยวด้วยกัน, กำลังใจ, เพิ่มเงินบัตรสวัสดิการ, คนละครึ่ง, workation และช้อปดีมีคืน ก็น่าจะกระตุ้นการบริโภคได้ในระดับหนึ่ง อย่างมาตรการคนละครึ่ง คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 0.2% ของจีดีพี เนื่องจากมีเม็ดเงินไหลเข้าระบบรวม 6 หมื่นล้านบาท
“มาตรการเหล่านี้คงต้องมาประเมินกันทุกเดือน ซึ่งหากจำเป็นต้องปรับก็ต้องปรับ อย่างเช่น เราเที่ยวด้วยกัน ที่มีคนใช้สิทธิไป 1 ล้านคืน เหลืออีก 4 ล้านคืน ก็ขยายเวลาไปถึงเดือน ม.ค. 2564 และปรับให้ใช้สิทธิในจังหวัดตัวเองได้”
สเต็ปต่อไป กระตุ้นยอดขาย “รถยนต์-บ้าน”
“ดนุชา” บอกว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจยังต้องทำอีกหลายอย่าง เพราะจากตัวเลข “สินค้าคงทน” ที่ยังไม่ค่อยดี ไม่มีออร์เดอร์ ก็ต้องหามาตรการเข้ามาช่วย อาทิ รถยนต์ บ้าน ซึ่งหากจะช่วยอุตสาหกรรมรถยนต์ ก็อาจจะต้องดูว่าควรมีมาตรการที่จะทำให้คนรู้สึกว่า ถ้าเปลี่ยนรถที่ใช้มา 10 ปีขึ้นไป ก็อาจจะมีค่าใช้จ่ายลดลงในแง่ภาษีประมาณ 1 แสนบาท เป็นต้น ส่วนจะออกมาเมื่อใดก็คงต้องดูข้อมูลชัด ๆ ก่อน
“หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหารือร่วมกัน หากจะออกมาตรการจะเป็นรูปแบบใด”
ถมเงินสารพัดบัญชี ลงทุนท้องถิ่น
มาตรการด้านเศรษฐกิจลำดับถัดไปที่ต้องผลักดันก็คือ การกระตุ้นการลงทุน หลังจากที่ผ่านมารัฐเป็นกลุ่มเดียวที่ลงทุน ขณะที่ในระยะข้างหน้าก็จะต้องผลักดันทั้งงบประมาณที่ออกมา ทั้งเงินกู้ ที่จะต้องเน้นกระตุ้นการลงทุนมากขึ้น เช่น ลงทุนแหล่งน้ำ ถนน โครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ ในท้องถิ่น เป็นต้น
“สเต็ปต่อไป เราอยากไปโฟกัสเรื่องกระตุ้นการลงทุน งบฯลงทุนปี’64 มีส่วนใดบ้างที่สามารถดึงมาลงทุน เพื่อให้เกิดผลในทางเศรษฐกิจ ก็จะมีเงินกู้ที่มีวงเงินเหลืออยู่ประมาณ 2 แสนล้านบาท จากวงเงินเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม ก็ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากเกิดอะไรขึ้นมา เกิดการระบาด
รอบ 2 ก็จะต้องมีเงินก้อนนี้สำรองไว้ ส่วนเงินกู้ในหมวดเยียวยาและบรรเทาผลกระทบโควิด-19 ยังเหลืออยู่ราว 2.5 แสนล้านบาท และหมวดด้านสาธารณสุขอีก 4 หมื่นล้านบาท ส่วนนี้รวมถึงโปรเจ็กต์ปรับปรุงโรงพยาบาลด้วย”
ดันรัฐวิสาหกิจเบิกจ่าย 3 แสนล้านบาท
ขณะที่รัฐวิสาหกิจก็ต้องเร่งเบิกจ่ายงบฯลงทุน โดยวงเงินที่ ครม.อนุมัติเมื่อวันที่ 29 ก.ย.ที่ผ่านมา มีประมาณ 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งตั้งเป้าเบิกจ่ายไม่ต่ำกว่า 95% และต้องเร่งให้เกิดการลงทุนในโครงการที่มีความจำเป็น แต่ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นก็ให้ตัดไปก่อน เพื่อให้รัฐวิสาหกิจมีสภาพคล่องเอาไว้ เพื่อรองรับกรณีหากรัฐบาลจะมีมาตรการให้ช่วยอีก โดยก่อนหน้านี้ตอนที่มีการให้รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานช่วยประชาชนเรื่องมาตรการลดค่าไฟฟ้า ไม่ได้เตรียมเงินไว้จึงกระทบสภาพคล่องพอสมควร แต่ก็ผ่านมาได้
“งบฯลงทุนของรัฐวิสาหกิจ ถ้าเร่งเบิกจ่ายเต็มที่ก็จะกระตุ้นจีดีพีได้ 0.7-0.8%”
จัดทีมรับวิกฤต-เป็นพันธมิตรเอกชน รุกทำแผน 13
ขณะภารกิจหลักของสภาพัฒน์นั้น “ดนุชา” บอกว่า เป็นเรื่องการขับเคลื่อนระยะกลาง-ระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ การปฏิรูปประเทศ การพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) แต่เมื่อมีปัญหาเฉพาะหน้าก็ต้องมีการแบ่งทีมกันทำ ซึ่งตอนนี้เจ้าหน้าที่สภาพัฒน์ทุกคนทำงานหนักกันหมด โดยสภาพัฒน์เป็นเลขานุการของคณะกรรมการระดับชาติหลายชุด อย่างชุด ศบศ. แล้วก็มีอนุกรรมการระยะกลาง ระยะสั้น, อนุกรรมการขับเคลื่อนมาตรการ และมาตรการรายสาขา
“ตอนนี้ต้องใช้วิธีสนธิกำลังกันในสำนักงาน จัดทีมเอาไว้ ซึ่งทุกอย่างก็สามารถบริหารจัดการได้ โดยเราก็ดึงทีมจากส่วนอื่น ๆ เข้ามาช่วยด้วย อย่างเรื่องยกระดับฝีมือแรงงาน รักษาการจ้างงาน ยกระดับการเกษตร ท่องเที่ยว อุตสาหกรรม”
“ดนุชา” บอกว่า การทำงานของสภาพัฒน์ยุคนี้ต้องปรับวิธีการทำงาน ต้องไปคุยกับภาคเอกชนมากขึ้น ดำเนินการให้เร็ว ซึ่งคนที่ขับเคลื่อนประเทศจริง ๆ ไม่ใช่ภาครัฐ แต่เป็นภาคเอกชนก็ต้องคุยกัน เพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน เดินไปด้วยกัน
ทั้งนี้ ในการก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาพัฒน์ในยุคนี้ สิ่งที่ต้องโฟกัสช่วง 1-2 ปีข้างหน้านี้ก็คือ การแก้ปัญหาวิกฤต ส่วนต่อมาก็เป็นเรื่องการวางทิศทางในระยะถัดไปของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13
“แผนสภาพัฒน์ฉบับถัดไปต้องโฟกัส และชี้นำ มีความชัดเจนให้มากขึ้น ว่าอะไรคือความสำคัญของประเทศที่จะต้องเดินในช่วง 5 ปีข้างหน้า บนทิศทางที่ถูกกำหนดไว้บนยุทธศาสตร์ชาติและแผนแม่บท จะต้องกำหนดอะไรออกมาให้ชัดและจับต้องได้”
รีวิวแผนพัฒนาฉบับ 12 แก้พิษ “โควิด”
เลขาธิการสภาพัฒน์ยอมรับว่า โควิด-19 ทำให้แผนพัฒนาฯ 12 สะดุดจากเป้าหมายไปบ้าง เพราะเป็นปัจจัยที่ไม่ได้คาดมาก่อนในแง่ผลกระทบที่จะรุนแรงขนาดนี้
“เราต้องมาดูว่าที่เราตั้งเป้าไว้ในช่วงแผนพัฒนาฯ 12 มีอะไรที่สะดุดและเดินไม่ได้ หรือเดินได้แค่ครึ่งเดียว ต้องกลับมารีวิวก่อนว่า ที่เราวางไว้แล้วสะดุดยังมีความจำเป็นอยู่หรือไม่ ที่จะต้องเดินไปข้างหน้า บางเรื่องอาจจะไม่เข้ากับระยะข้างหน้า เช่น เรื่องท่องเที่ยว ในระยะข้างหน้าอาจจะต้องเปลี่ยน คงไม่ใช่เน้นจำนวนนักท่องเที่ยวเหมือนเดิม ไม่มีการทำลายสถิติคนเข้ามาเที่ยว 30 ล้านคน 40 ล้านคน แบบนี้แล้ว เพราะรูปแบบการเดินทางระหว่างประเทศเปลี่ยนไป ระยะข้างหน้าแม้จะมีวัคซีน แต่การกระจายวัคซีนคงทำได้ไม่เร็ว ฉะนั้นอาจจะประมาณปี 2567 ไปแล้ว กว่าที่การเดินทางระหว่างประเทศจะกลับมาใกล้เคียงกับช่วงก่อนที่มีโควิด-19”