เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
Politics อ.เชน สวนกลับกระแสค้านเพิ่มแพทย์ เมืองหลวงหมอล้น รพ.ชนบท คนไข้รอนานนับเดือน ยัน ไม่มีนโยบายสั่งเปิดคณะแพทย์ใหม่
“ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
Politics “ภูมิธรรม–จักรพงษ์” ร่วมแสดงความยินดีครบรอบ 105 ปีพรรคคอมมิวนิสต์จีน
NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
Biz Movement NIA จับกระแสซีรีส์แนวตั้ง เปิด ‘ขวดเล็กความฝันใหญ่’ ถ่ายทอดธุรกิจนวัตกรรม
จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
News จี้ ศธ. รื้อประกาศปี’54 ห้ามกัก ‘ใบจบ’ บี้หนี้ค่าเทอม สภาผู้บริโภคยื่น 5 ข้อเสนออุดช่องว่างรีดเงิน
SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
Real Estate SC เปิดเกมครึ่งปีหลัง ส่ง “แกรนด์ บางกอก บูเลอวาร์ด ราชพฤกษ์-พรานนก” เสิร์ฟตลาดบ้านหรู พรีเซล 4-5 ก.ค.นี้
วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
Finance วิจัยกสิกรไทย : 29 ปี ลอยตัวค่าเงินบาท 3 บทเรียนที่เปลี่ยนเศรษฐกิจไทย
ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
Finance ตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 ก.ค.) ปิดที่ 1,593.56 จุด เพิ่มขึ้น 5.33 จุด (+0.34%) หุ้นแบงก์ตัวแบกพา SET บวกต่อ
‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
Business ‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
ออริจิ้น ร่วมทุน Hotel101 พัฒนาโรงแรม 4 ดาว Hotel 101 ย่านพหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้า
Real Estate ออริจิ้น ร่วมทุน Hotel101 พัฒนาโรงแรม 4 ดาว Hotel 101 ย่านพหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้า
กยศ. แจงผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงิน ยอดหนี้ไม่ลดทันที ยันเงินไม่หาย
Finance กยศ. แจงผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงิน ยอดหนี้ไม่ลดทันที ยันเงินไม่หาย
ดูทั้งหมด

ทำไมต้องเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยวจากจีนแบบไม่กักตัว

21 ต.ค. 2563 | 11:00น.
นักท่องเที่ยวจีน

นักท่องเที่ยวจีน

นิพนธ์ พัวพงศกร
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ประสบความสำเร็จสูงในการควบคุมการแพร่ระบาดของโวรัสโควิค-19 แต่ความสำเร็จนี้ก็ตามมาด้วยต้นทุนการเศรษฐกิจที่สูงมหาศาล ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดว่าจีดีพีของไทยปีนี้จะลดลงไม่ต่ำกว่า 7.8% ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางสำนักคาดว่าจีดีพีอาจลดลงถึง 8-10% นับเป็นอัตราการติดลบที่รุนแรงที่สุดในอาเซียน หรืออยู่ในกลุ่ม 12 ประเทศ จาก 42 ประเทศที่มีอัตราเติบโตติดลบมากที่สุดตามรายงานของนิตยสาร The Economist

ผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด คือ คนจำนวนหลายล้านคนทั้งในเมืองและชนบทที่ตกงาน หรือต้องหยุดทำงาน กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก อัตราการฆ่าตัวตายใน 6 เดือนแรกของปีนี้พุ่งสูงขึ้นผิดปกติถึง 22% ธุรกิจจำนวนนับแสนแห่งคงต้องปิดกิจการในไม่ช้า แม้รัฐบาลจะแจกเงินให้คนทั่วประเทศแล้ว 30.5 ล้านคน ๆ ละ 15,000 บาท เงินประทังชีพกำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว

แต่กว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวจนประชาชนมีงานและมีรายได้ต่อหัวเท่ากับปี 2562 คงต้องกินเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี โดยเฉพาะภาคท่องเที่ยวที่เคยเป็นแหล่งจ้างงานใหญ่และเคยทำรายได้ให้ประเทศถึงร้อยละ 18 ของจีดีพี น่าจะฟื้นตัวช้าที่สุด

คนที่เดือดร้อนเหล่านี้มีจำนวนเท่าไร คือใคร ทำอะไร และเดือดร้อนอย่างไร

สถิติการสำรวจแรงงานของทางราชการ พบว่าจำนวนผู้ว่างงานรวมทั้งผู้ที่หยุดทำงานชั่วคราวหรือลดชั่วโมงทำงานลงเหลือต่ำกว่าสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง ในเดือนเมษายน-มิถุนายน 2563 มีจำนวน 5.464 ล้านคน (เพิ่มขึ้น 3.3 ล้านคนจากปี 2562) และมีผู้ถอนตัวออกจากตลาดแรงงานอีก 0.413 ล้านคน (เพราะสิ้นหวังที่จะหางานทำ) แต่ตัวเลขผู้ว่างงาน 0.745 ล้านคน และผู้ที่หยุดทำงานชั่วคราวและลดชั่วโมงทำงานน่าจะต่ำกว่าข้อเท็จจริงมากพอควร สำนักงานสถิติฯ พอทราบสาเหตุและกำลังดำเนินการแก้ไขแล้ว

ดังนั้น เราจึงต้องอนุมานจำนวนแรงงานที่ถูกผลกระทบของโควิค-19 รวมทั้งผู้ที่อาจจะถูกผลกระทบใน 2 ปีข้างหน้า จากจำนวนแรงงานทั้งหมดในอุตสาหกรรมที่ถูกผลกระทบอย่างหนักจากการระบาดของโควิค-19
รายงานภาวะเศรษฐกิจของสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม ปรากฏว่าอุตสาหกรรมที่มีรายได้ลดลงมากที่สุดในไตรมาส 2 ปี 2563 (เทียบกับไตรมาสเดียวกันในปี 2562) คือ โรงแรมและที่พัก บันเทิง ขนส่งและโลจีสติกส์ บริการสนับสนุน ภาคบริการ การค้าปลีก/ค้าส่ง รถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ เป็นต้น

การวิเคราะห์ฐานะการเงินของบริษัท 473,324 แห่งในอุตสาหกรรม 60 สาขา โดยธนาคารกรุงศรีอยุธยาพบว่าอุตสาหกรรมไทยเกือบครึ่งหนึ่ง (26 สาขาจาก 60 สาขา) ที่ถูกผลกระทบอย่างหนักจากโควิค-19 จะไม่สามารถฟื้นตัวกลับสู่ระดับเดิมก่อนเกินโควิค-19 ภายในปี 2565 อุตสาหกรรมกลุ่มนี้มีผลผลิตสูงถึงร้อยละ 46 ของผลผลิตรวมของทุกอุตสาหกรรม

ตัวอย่างเช่น โรงแรม ร้านอาหาร กิจการบันเทิง การขนส่งทางอากาศ การขนส่งทางเรือ บริการด้านธุรกิจ รถยนต์และการซ่อมแซม อสังหาริมทรัพย์ เป็นต้น ส่วนอีก 24 สาขา ที่มีผลผลิตรวม 48% ถูกผลกระทบระดับปานกลาง เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ไฟฟ้า การก่อสร้างที่อยู่อาศัย เป็นต้น

ในแง่จำนวนบริษัท การวิเคราะห์พบว่า ก) 30% ของบริษัททั้งหมด (รวม 473,324 แห่ง) อาจประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง (คือมีรายได้ไม่พอขำระหนี้) หรือมีฐานะการเงินที่แย่ลงในปี 2021 ธุรกิจที่จะถูกผลกระทบอย่างหนักจากผลของโควิค-19 ได้แก่ กลุ่มบันเทิงและสนทนาการ กลุ่มโรงแรม กลุ่มร้านอาหารและกลุ่มประมง ส่วนอีก 132,980 บริษัท (28% ของทั้งหมด) จะมีความเปราะบางและมีความเสี่ยงมากขึ้น ได้แก่ กลุ่มถ่านหิน กลุ่มสันทนาการ กลุ่มสิ่งทอ และ กลุ่มเครื่องหนัง ข) บริษัทส่วนใหญ่ที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง เป็นบริษัทขนาดเล็กถึง 95% (136,152 แห่ง)

อุตสาหกรรมที่ถูกผลกระทบอย่างรุนแรงจำนวน 26 สาขา เคยจ้างแรงงานเป็นจำนวน 14 ล้านคน ในไตรมาสสองของปี 2563 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนที่มีการศึกษาต่ำ คือเป็นผู้มีการศึกษาแค่ชั้นประถม 4 ล้านคน มัธยมต้น 2.3 ล้านคน มัธยมปลาย 2.9 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นแรงงานที่อยู่ในครัวเรือนเกษตรไม่ต่ำกว่า 1.3 ล้านคน (โดยไม่รวมเกษตรกรที่ทำงานนอกภาคเกษตรอีกหลายล้านคน)

แต่ถ้าวิเคราะห์จำนวนผู้มีโอกาสตกงานในบริษัททั้งหมดในทุกอุตสาหกรรมที่ถูกผลกระทบของโควิด ธนาคารฯประมาณการว่าอาจจะมีแรงงานจำนวน 11.8 ล้านคน ที่เสี่ยงตกงาน หรือถูกลดเงินเดือน แรงงานกลุ่มที่จะมีปัญหาการเงินชักหน้าไม่ถึงหลังส่วนใหญ่จะเป็นลูกจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระ (sef-employed)

ผลการสำรวจแรงงานล่าสุด (ก.ค.-ก.ย. 2563) แบบไม่เป็นทางการพบว่ามีแรงงานถึง 19.96 ล้านคน (หรือ 52.6% ของผู้มีงานทำ 37.93 ล้านคน) ทีถูกผลกระทบในการประกอบอาชีพจากโควิด- 19 ในภาคบริการมีผู้มีงานทำที่ถูกผลกระทบจากโควิดมากที่สุดถึง 70.2% ส่วนภาคการผลิตมีผู้มีงานทำถูกผลกระทบ 65.3% และภาคเกษตรมีผู้ถูกกระทบ 23.9%

คนที่ตกงานหรือรายได้ลดลงปรับตัวอย่างไร

ข้อมูลเหล่านี้เป็นประจักษ์พยานว่ากลุ่มแรงงานที่กำลังประสบความเดือดร้อนมากที่สุด เป็นผู้ที่มีการศึกษาไม่สูง เป็นคนชั้นกลางระดับล่างที่มีรายได้แค่พอเพียงกับรายจ่าย วิกฤติโควิดกำลังทำให้คนเหล่านี้อยู่ในฐานะเปราะบาง ชักหน้าไม่ถึงหลังและลำบากมากขึ้น

นอกจากการปรับลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ในบ้านแล้ว คนจำนวนมากได้ขายทองที่เคยสะสมไว้ เพราะโชคดีที่ราคาทองพุ่งทะยานอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ขณะนี้เงินที่ได้จากการขายทอง เงินออม และเงินที่รัฐให้ความช่วยเหลือ กำลังหมดไป รายได้ก็ไม่มี ทางออกคือ ขายทรัพย์สิน หรือกู้เงินมาใช้จ่าย ทว่าปัญหาคือครัวเรือนไทยมีหนี้สินคงค้างอยู่ก่อนแล้วเป็นจำนวนมาก

การศึกษาของสถาบันวิจัยเศรษฐกิจป๋วย อึ๊งภากรณ์ พบว่าก่อนวิกฤติโควิค-19 คนไทยเกือบหนึ่งในสามมีหนี้ และมูลหนี้คงค้างสูงถึง 128,384 บาท/คน ผลการวิเคราะห์ทางสถิติพบว่าหลังเกิดโควิค-19 ผู้กู้ 2.1 ล้านคน (หรือ 9.1% ของผู้กู้ที่อยู่ในระบบเครดิตบูโร) จะมีปัญหาการชำระหนี้หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือใด ๆ ผู้กู้เหล่านี้ส่วนใหญ่อยู่ต่างจังหวัด

ผลที่ตามมา คือ ในไม่ช้าครัวเรือนจำนวนมากจะสูญเสียหลักทรัพย์ค้ำประกัน ขณะที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตความเป็นอยู่ของเขา ความยากจนจะพุ่งสูงขึ้น เด็กและเยาวชนจำนวนมากอาจจะต้องออกจากโรงเรียน ยิ่งกว่านั้นหากครัวเรือนที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้เป็นครัวเรือนเกษตรที่สูญเสียที่ดินทำกินไป ไทยจะเริ่มสูญเสียความมั่นคงด้านอาหาร กลายเป็นวิกฤติการณ์ใหญ่ทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม

เราจะหลีกเลี่ยงวิกฤติดังกล่าวได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดเมืองให้นักท่องเที่ยวจากประเทศที่ปลอดภัยจากโควิค-19มากที่สุด เข้ามาท่องเที่ยว แม้รัฐบาลจะพยายามส่งเสริมการท่องเที่ยวในหมู่คนไทยด้วยทุกวิถีทาง แต่จำนวนนักท่องเที่ยวไทยยังต่ำมากเมื่อเทียบกับนักท่องเที่ยวต่างชาติ (เกือบ 40 ล้านคนในปี 2562) และรายได้จากนักท่องเที่ยวไทยก็เพียง 1.1 ล้าน ๆ บาทเทียบกับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวน 2 ล้าน ๆบาท

แต่ทำไมรัฐบาลและคนไทยส่วนหนึ่งยังไม่ต้องการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวจากต่างชาติ ส่วนหนึ่งเกิดจากความกลัวว่านักท่องเที่ยวเหล่านั้น จะเป็นผู้นำเชื้อไวรัสมาแพร่ในไทย ความกล้วนี้เกิดจากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การให้ข่าวและความเห็นของบุคคลบางคนในลักษณะที่สร้างความน่ากลัวเกี่ยวกับการระบาดของไวรัสระลอกที่ 2-3 รวมทั้งการให้ข่าวของ ศบค.เองที่ตอกย้ำเรื่องการติดเชื้อไว้รัสของคนไทยที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ (แม้จะไม่มีเจตนาในการสร้างความกลัวก็ตาม)

เหตุผลสำคัญที่คนไทยจำนวนมาก ไม่ยินดีต้อนรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ น่าจะเกิดจากความไม่ไว้วางใจรัฐ กรณีทหารอียิปต์ และทูตจากประเทศๆหนึ่งไม่ถูกกักตัว นอกจากจะสร้างความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชนแล้ว ยังทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งเริ่มไม่ไว้วางใจ “เจ้าหน้าที่รัฐ”

เหตุผลอีกประการหนึ่งน่าจะเป็นประเด็นทางการเมือง คนที่มีฐานะและคนชั้นกลางในเมืองที่ไม่ตกงานกับข้าราชการส่วนใหญ่คงไม่เข้าใจความเดือดร้อนของคนที่ตกงาน ส่วนหนึ่งเพราะรัฐขาดข้อมูลจำนวนผู้ว่างงานดังกล่าวแล้ว อีกสาเหตุหนึ่งก็เพราะคนตกงาน/คนเดือดร้อนส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนชั้นกลางระดับล่าง/คนจนจากชนบทที่ไม่มีเสียงทางการเมือง

ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจที่นโยบายของรัฐจะตอบสนองต่อความต้องการของข้าราชการและคนเมืองที่ไม่เดือดร้อนเป็นหลัก แม้กระทั่งกรณีมาตรการ Special visa ของจังหวัดภูเก็ตที่มีการเตรียมตัวอย่างรอบคอบ ผู้ที่จะเดินทางเข้าประแทศต้องถูกตรวจโควิคและกักตัว 14 วัน ฯลฯ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่อาจทานกระแสความกลัวและการเมืองของฝ่ายที่ไม่ถูกผลกระทบของโควิด มาตรการ special visa จึงถูกคนกลุ่มนี้ไฮแจ๊คไปต่อหน้าต่อตา

ทางออกคืออะไร

ทางออกที่สำคัญที่สุด คือ นโยบายการเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยว/จากประเทศที่มีความปลอดภัยจากโควิคมากที่สุด โดยเฉพาะจีน โดยไม่ต้องกักตัว (ยกเว้นการกักตัวสั้นๆระหว่างรอผลตรวจ) เพราะรัฐบาลจีนสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสได้ผลที่สุด ทำให้เวลานี้คนจีนสามารถเดินทางไปเที่ยวมณฑลต่างๆได้อย่างเสรีตามนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลจีน

จำนวนนักท่องเที่ยวจากจีนน่าจะมากพอที่จะช่วยชีวิตของธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจบริการที่เกี่ยวข้องในไทยได้เป็นจำนวนมาก และอาจช่วยได้มากกว่านโยบายไทยเที่ยวไทย แต่ไม่ต้องใช้เงินภาษีมาจ้างให้คนเที่ยว เมื่อธุรกิจมีลูกค้า รัฐบาลก็ไม่ต้องเสียเงินกับมาตรการพักชำระหนี้ มาตรการ refinance หรือแม้กระทั่งมาตรการช่วยเพิ่มทุนให้ธุรกิจ

ยิ่งกว่านั้นผลสำคัญ คือ เกิดการจ้างงานจำนวนนับล้านคนในภาคท่องเที่ยวและบริการที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแรงงานที่มีการศึกษาไม่สูงซึ่งมีปัญหาการปรับตัวมากที่สุด ฉะนั้นในด้านเศรษฐกิจ นโยบายนี้จึงเป็นนโยบายแบบ “ได้กับได้” (win-win)

แต่ขณะเดียวกัน เราจะต้องมีมาตรการด้านสาธารณสุขและการป้องกันโควิด-19 ที่เข้มข้น ฉับไว และมีความพร้อมที่จะดำเนินการในเชิงรุก เพื่อป้องกันมิให้ความเสี่ยงจากการระบาดของไวรัส เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แน่นอนไม่มีประเทศใดสามารถลดความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ได้ แต่รัฐบาลกับภาคประชาสังคมสามารถร่วมกันกำหนดระดับความเสี่ยงจากการเปิดรับนักท่องเที่ยวจากจีน ว่าเราจะยอมรับความเสี่ยงได้เท่าไร จึงจะสามารถรักษาสมดุลระหว่างประโยชน์ทางเศรษฐกิจ และสังคมกับผลกระทบด้านสาธารณสุข และสุขภาพของคนไทย

หลังจากตกลงกันได้ เราต้องกำหนดมาตรการป้องกันการระบาดอย่างเข้มข้นอย่างน้อย 4 มาตรการดังนี้
มาตรการแรก คือ การตรวจเชื้อไวรัสนักท่องเที่ยวอย่างเข้มงวดทั้งก่อนเข้าประเทศ และวันที่เดินทางมาถึงประเทศไทยและตรวจซ้ำหลังเข้ามาอยู่เกิน 5-6 วัน รวมทั้งมีประวัติการเดินทางในช่วง 1 เดือนโดยละเอียด รายละเอียดเป็นเรื่องที่คณะทำงานต้องร่วมกันจัดทำในภายหลัง

ประเด็นสำคัญของมาตรการที่ใช้คัดกรองนักท่องเที่ยว คือการควบคุมความเสี่ยงจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะนำเชื้อไวรัสมาแพร่ในหมู่คนไทย สิ่งที่ต้องตกลงกันให้ได้ก่อนคือ ระดับความเสี่ยงที่สังคมยอมรับได้ คือ เท่าไร เช่น 5% หรือ 3% แต่คงไม่ใช่ 0% (เช่นกักตัวนาน 21 วัน) และรัฐต้องใช้มาตรการคัดกรองนักท่องเที่ยวอย่างไร จึงจะลดความเสี่ยงสู่ระดับที่ยอมรับได้

มาตรการที่สอง คือ รัฐต้องลงทุนในเทคโนโลยีและระบบการติดตามตัวนักท่องเที่ยวตลอดเวลา (แบบตามเวลาจริง) รวมทั้งกรณีที่เกิดการระบาดขึ้น รัฐต้องมีระบบติดตามผู้ที่ติดต่อหรือสัมผัสกับนักท่องเที่ยวที่มีผลตรวจเป็นบวก (tracing) ที่รวดเร็วและครอบคลุม คณะทำงานจะต้องศึกษารายละเอียดของการลงทุน ในระบบดังกล่าว การฝึกอบรมบุคคลากรและการร่วมมือกับธุรกิจการท่องเที่ยว

มาตรการที่สาม คือ การลงทุนเพิ่มเติมในระบบสาธารณะสุข โดยเฉพาะจำนวนเตียงคนป่วย ห้องไอซียู โรงพยาบาล ศูนย์บริการตรวจวัดเชื้อโคววิค-19 ฯลฯ ทั้งนี้เพื่อให้แน่ใจว่าหากเกิดการระบาดที่ไม่คาดหมายไว้ ไทยจะมีอุปกรณ์และเครื่องมือเพียงพอที่จะรับมือกับสถานการณ์ที่เลวร้ายได้ ข้อสังเกตคือที่ผ่านมาฝ่ายสาธารณสุขใช้เงินค่อนข้างน้อยมากแต่มีประสิทธิผลสูง รัฐบาลจัดสรรงบเงินกู้ให้ 45,000 ล้านบาท แต่ใช้ไปแค่ 1,677.3 ล้านบาท

ดังนั้นรัฐสามารถนำเงินที่เหลือบางส่วนมาลงทุนเพิ่มศักยภาพการป้องกันและการรับมือกับการระบาดรอบใหม่ เพื่อแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจให้แรงงานจำนวนนับล้านๆคนและธุรกิจได้
แน่นอนว่าค่าใช้จ่ายในการตรวจเชื้อไวรัสรวมทั้งค่ารักษาพยาบาล (ในกรณีที่เกิดการติดเชื้อ) ย่อมต้องเป็นค่าใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว

มาตรการสำคัญประการที่สี่ คือ การสื่อสารทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องมาตรการป้องกันความเสี่ยง การขอความร่วมมือด้านต่างๆจากประชาชน รวมทั้งควรจัดกระบวนการรับฟังสาธาณะ เพื่อให้ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมเสนอแนะ และให้ข้อคิดเห็น

ก่อนที่จะนำเสนอนโยบายนี้ รัฐควรจัดให้มีการศึกษาความคุ้มค่าและประเมินความเสี่ยงของข้อเสนอชุดนี้ รวมทั้งการเสนอนโยบายทางเลือกที่สามารถช่วยแรงงานจำนวนหลายล้านคนและธุรกิจทั้งเล็กใหญ่นับแสนกิจการ โดยทีมศึกษาต้องประกอบไปด้วยนักระบาดวิทยา แพทย์ พยาบาล นักเศรษฐศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจท่องเที่ยวและบริการทั้งเล็ก/ใหญ่ ตลอดจนแรงงานในภาคบริการ เป็นต้น

นอกจากนั้น รัฐบาลควรมีนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยสร้างงานหรือสร้างทักษะให้ผู้ว่างงานและแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากโควิดที่มีการศึกษาต่ำ ได้แก่ (1) การผ่อนผันให้ผู้ค้ารายย่อยสามารถขายของขายอาหารบนทางเท้าในกทม. และเมืองใหญ่ๆ ในช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา กทม. ยกเลิกเขตผ่อนผันให้ค้าขายไปถึง 512 จุดจาก 683 จุดในพื้นที่ 50 เขต

แต่ขณะนี้มีคนตกงานที่เคยมีอาชีพทำอาหารจำนวนมาก ข้อมูลจากผู้กู้เงินสินเชื่อฉุกเฉินตามมาตรการโควิดของธกส.จำนวน 2 ล้านคน ปรากฏว่าผู้กู้จำนวน 8.5 แสนคน เคยมีอาชีพประกอบอาหาร ส่วนการสำรวจแรงงานพบว่ามีผู้ประกอบอาชีพอาหารมากกว่า 2.5 ล้านคน การผ่อนผันให้คนเหล่านี้ค้าขายบนทางเท้าจะสามารถบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจของคนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด โดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณจากเงินกู้ กทม. และเทศบาลเมืองใหญ่ๆเพียงแต่ลงทุนเรื่องระบบสุขาภิบาล ดูแลควบคุมเรื่องความปลอดภัยของอาหาร ความปลอดภัยบนถนน ฯลฯ

(2) รัฐบาลควรเร่งจัดทำโครงการ/แผนงานการจ้างแรงงงานและการฝึกอบรมอาชีพ โดยใช้จ่ายจากเงินกู้ที่ยังเหลืออยู่ 3.217 แสนล้านบาทจากเงินกู้สำหรับแผนงานการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ดังนี้ (ก) โครงการจ้างงานผู้ที่ตกงานจากธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนอุตสาหกรรมที่ถูกผลกระทบอย่างหนัก (เช่นรถยนต์ อสังหาริมทรัพย์) การจ้างงานดังกล่าวจำเป็นต้องคำนึงถึงทักษะและภูมิลำเนาของคนตกงาน

นอกจากโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือซ่อมแซมอาคาร/ถนนหนทาง และระบบสาธารณูปโภค (เพราะมีแรงงานก่อสร้างและช่างตกงานจำนวนมาก) แล้ว รัฐควรอุดหนุนให้ภาคเอกชน หรือบริษัทต่าง ๆเสนอโครงการจ้างแรงงานที่ตกงานและมีการศึกษาต่ำ รวมทั้งการให้กระทรวงแรงงานและบริษัทจัดหางานเอกชนจัดบริการจัดหางานให้คนตกงานมีโอกาสพบปะหางานกับนายจ้างโดยตรงในจังหวัดต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากโควิด-19 (ข) โครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะและอาชีพสำหรับแรงงานที่มีการศึกษาต่ำกว่าอุดมศึกษา โดยเฉพาะผู้ที่เคยทำงานในภาคท่องเที่ยว/ภาคบริการ และอุตสาหกรรมที่ถูกผลกระทบรุนแรง เช่น รถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ แต่การฝึกอบรมอาชีพต้องเน้นหลักสูตรและการวัดผลตามสมรรถนะ หรือความสามารถในการประยุกต์ใช้ทักษะความรู้ (competency based curriculum) และมีเป้าหมายให้ผู้เข้าอบรมมีงานทำหลังจบการอบรม โดยการสนับสนุนสถาบันการศึกษาร่วมพัฒนาหลักสูตรกับภาคเอกชน

ประเด็นสุดท้าย คือ แนวทางการบริหารจัดการนโยบายฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรฐกิจที่จะใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาทส่วนที่เหลือ และเงินงบประมาณในอนาคต ควรเป็นอย่างไร จึงจะสัมฤทธิ์ผล นอกจากการกำหนดเป้าหมายการเพิ่มอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว ควรกำหนดเป้าหมายการลดจำนวนผู้ว่างงาน ตลอดจนเป้าหมายการพัฒนาทักษะของแรงงานที่เคยทำงานในสาขาเศรษฐกิจที่ถูกผลกระทบหนักให้สามารถหันไปประกอบอาชีพอื่นที่ตลาดต้องการได้

นโยบายฟื้นฟูฯ ควรประกอบด้วยแนวทางการบริหารจัดการอย่างน้อย 3 แนวทาง คือ ก) การกระจายอำนาจตัดสินใจคัดเลือกโครงการและดำเนินงานไปยังจังหวัดต่าง ๆ โดยให้คณะกรรมการระดับจังหวัดที่รัฐบาลเพิ่งแต่งตั้งเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งนี้เพราะคนในพื้นที่จะมีความรู้เรื่องศักยภาพ ความต้องการของธุรกิจ ข้อมูลและข้อจำกัดต่าง ๆ ดีกว่ากรรมการไม่กี่คนในส่วนกลาง การบริหารจัดการในระดับจังหวัดจะต้องไม่ใช่การแยกส่วนให้หน่วยราชการแต่ละหน่วยงานต่างคนต่างทำ แต่จะต้องจัดทำในรูปบูรณาการร่วมมือกันระหว่างหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม และนักวิชาการ

ส่วนคณะกรรมการระดับประเทศควรมีบทบาทด้านการกำหนดเป้าหมาย แนวทางและหลักเกณฑ์การพิจารณาโครงการและจัดสรรงบประมาณ จังหวัดที่เดือดร้อนที่สุด โดยเฉพาะจังหวัดพื้นที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญควรได้รับการจัดสรรงบประมาณมากกว่า รวมทั้งการวางแผนและนโยบายโดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลเกี่ยวกับผู้ว่างงาน และผู้ที่ถูกผลกระทบจากโควิดที่หน่วยงานรัฐได้จากการจดทะเบียนในโครงการต่าง ๆ โดยเฉพาะฐานข้อมูลเราไม่ทิ้งกัน และบัตรสวัสดิการผู้มีรายได้น้อย

การดำเนินการตามแนวทางนี้หมายความว่าสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมต้องส่งคืนโครงการกว่า 40,000 โครงการที่หน่วยราชการในพื้นที่ต่างคนต่างเสนอ เพื่อให้มีการทบทวนเป็นโครงการที่มีการบูรณาการร่วมมือกันทุกฝ่าย ซึ่งจะทำให้จำนวนโครงการของแต่ละจังหวัดลดน้อยลงเหลือจังหวัดละไม่เกิน 10-20 โครงการ/แผนงาน วิธีนี้จะทำให้การบริหารจัดการโครงการมีต้นทุนต่ำลง และสามารถก่อผลสัมฤทธิ์อย่างมีนัยสำคัญ การติดตามและประเมินผลก็จะง่ายและรวดเร็วขึ้น

ข) แนวทางที่สอง คือ การจัดตั้งคณะกรรมการฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจขึ้นในสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจ โดยให้องค์ประกอบของคณะกรรมการเป็นผู้บริหารมืออาชีพและผู้ทรงคุณวุฒิคล้ายกับคณะกรรมการด้านศรษฐกิจมหภาคและงบประมาณจาก 4 หน่วยงานที่ประสบความสำเร็จในการดูแลเสถียรภาพเศรฐกิจไทยตลอดเวลากว่า 60 ปี (ได้แก่ สภาพัฒนาการฯ ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานเศรฐกิจการคลัง และสำนักงบประมาณ) แต่กรรมการฟื้นฟูฯ ชุดนี้จะประกอบด้วยเจ้าหน้าที่อาวุโสทั้งจาก 4 หน่วยงานและหน่วยงานราชการที่ดูแลภาคเศรษฐแท้จริง (เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม พาณิชย์ แรงงาน) ผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน รวมทั้งนักวิชาการจำนวนหนึ่ง

เหตุผลที่ต้องมีคณะกรรมการฟื้นฟูฯ มืออาชีพที่เป็นสถาบันค่อนข้างถาวร เพราะงานฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเป็นงานที่ต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5-10 ปี และต้องการผู้รับผิดชอบที่มีความรู้และประสบการณ์ทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คำแนะนำแก่รัฐบาล โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณ การกู้เงิน การเก็บภาษีเพื่อชำระหนี้ การปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม การพัฒนาทักษะความรู้ของแรงงานไทย ตลอดจนการพัฒนาความร่วมมือกับบริษัทและรัฐบาลต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง เป้าหมายการทำงานก็เพื่อสร้างการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงเป็นธรรมและยั่งยืน

ค) การบริหารจัดการประการสุดท้าย คือ การฟื้นฟูและปรับโครงสร้างเศรษฐกิจควรเน้นการการสร้างงานและพัฒนาอุตสาหกรรมและสร้างทักษะแรงงานตามความต้องการของตลาด ไม่ใช่ความต้องการของหน่วยราชการ รวมทั้งการลงทุนโครงสร้างพี้นฐานด้านต่างๆ เพื่อกระจายความเจริญจากพื้นที่ชายฝั่งทะเลตะวันออกและกรุงเทพฯ

โดยมีหลักการที่คล้ายกับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก คือ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐต้องเป็นการลงทุนที่เกื้อหนุนการลงทุนของภาคเอกชน (crowding-in investment) เพราะเงินที่ใช้ในนโยบายฟื้นฟู และปรับโครงสร้างฯ ครั้งนี้เป็นเงินกู้ ยิ่งกว่านั้น รัฐควรสร้างกติกาและสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อชักจูงใจให้เอกชนเข้ามาเป็นผู้ลงทุนในโครงการต่างๆ ร่วมกับรัฐ วิธีนี้จะทำให้รัฐไม่ต้องกู้เงินจำนวนมากเพื่อลงทุนในอนาคต เศรษฐกิจไทยจะสามารถเติบโตได้มากขึ้นตามศักยภาพที่แฝงอยู่ในจังหวัดต่างๆของประเทศ แต่ไม่มีโอกาสได้รับการสนับสนุนจากส่วนกลาง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นักท่องเที่ยวจีน