“ความโปร่งใส” คือหัวใจของนโยบายการเงิน
ร่วมด้วยช่วยคิด
นิธิสาร พงศ์ปิยะไพบูลย์ ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย
ในช่วงปลายปี หลายองค์กรทั้งภาครัฐและเอกชนมีการผลัดเปลี่ยนผู้บริหารและคณะกรรมการกันจำนวนมาก เป็นไปตามจังหวะเวลาทั้งการเกษียณอายุและการครบวาระดำรงตำแหน่ง “คณะกรรมการนโยบายการเงิน” (กนง.) ของแบงก์ชาติก็จะครบวาระ 3 ปีในปีนี้เช่นกัน และจะมี กนง.ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2563 นี้เป็นต้นไป วันนี้จึงอยากชวนผู้อ่านมาทำความรู้จักกับ กนง.กันให้มากขึ้นครับ
กนง.เป็นหนึ่งในคณะกรรมการด้านนโยบายของแบงก์ชาติ ทำหน้าที่กำหนดนโยบายการเงิน จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งมุ่งหมายให้การตัดสินใจดำเนินนโยบายการเงินมีความน่าเชื่อถือ เป็นอิสระจากการเมือง มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ และมีความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของหลักธรรมาภิบาล (good governance)
กนง.ประกอบด้วยกรรมการจำนวน 7 ท่าน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอกแบงก์ชาติ 4 ท่าน และเป็นผู้บริหารระดับสูงของแบงก์ชาติจำนวน 3 ท่าน จึงเชื่อมั่นได้ว่า นโยบายการเงินไม่ได้ตัดสินใจจากคนแบงก์ชาติแต่เพียงฝ่ายเดียว กรรมการ กนง. 4 ท่านจากภายนอกต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์ หรือด้านการเงินการธนาคาร ได้รับการคัดสรรและแต่งตั้งโดยคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานหลักด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ แบงก์ชาติ สภาพัฒน์ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และผู้ทรงคุณวุฒิอื่น ๆ ทั้งนี้ กรรมการ กนง. 4 ท่านจากภายนอกมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 3 ปี และเป็นติดต่อกันเกิน 2 วาระไม่ได้
กฎหมายกำหนดให้ กนง.มีความเป็นอิสระจากการเมือง โดยต้องไม่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือมีตำแหน่งในพรรคการเมือง เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี และ กนง.ต้องไม่มีการขัดกันแห่งผลประโยชน์ โดยต้องไม่เป็นกรรมการหรือดำรงตำแหน่งใดในสถาบันการเงิน เว้นแต่จะพ้นจากตำแหน่งมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ปี เช่นเดียวกัน รวมถึง กนง.ต้องไม่เป็นกรรมการหรือผู้บริหารของนิติบุคคลซึ่งมีผลประโยชน์ได้เสียเกี่ยวข้องกับกิจการของแบงก์ชาติอีกด้วย
สำหรับเรื่องความโปร่งใสตรวจสอบได้ มีหลายประเด็นให้พูดถึงครับ เรื่องแรกคือการเปิดเผยตารางการประชุมล่วงหน้า โดยจะเปิดเผยทางเว็บไซต์แบงก์ชาติตั้งแต่ปีก่อนหน้า และกรรมการ กนง. รวมถึงเจ้าหน้าที่แบงก์ชาติที่เกี่ยวข้องจะไม่สามารถให้สัมภาษณ์ หรือให้ความเห็นเกี่ยวกับการตัดสินนโยบายการเงินได้เป็นเวลา 7 วันก่อนหน้าวันประชุม กนง. หรือที่เรียกว่า “silent period” อย่างไรก็ดี เมื่อการประชุม กนง.เสร็จสิ้นลงแล้ว จะมีการสื่อสารเพื่อเปิดเผยข้อมูลตามมาหลายเรื่องด้วยกัน
กนง.จะประชุมปีละ 8 ครั้ง ทุก 6-8 สัปดาห์ แต่หากสถานการณ์ไม่ปกติสามารถเรียกประชุมนัดพิเศษเพิ่มได้ เช่น กนง.ประชุมนัดพิเศษเพื่อลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงโควิด-19 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2563 ตามปกติ กนง.จะประชุมในช่วงเช้าวันพุธ เมื่อประชุมเสร็จแล้วจะมีการแถลงผลการประชุม กนง.เวลาบ่ายสองโมงตรง ซึ่งในโลกยุคดิจิทัลนี้ จะมีการถ่ายทอดสดทาง Facebook Live ด้วย
ในแถลงผลการประชุมจะระบุถึงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้น/คงที่/ปรับลง เหตุผลในการตัดสินใจ ประมาณการแนวโน้มเศรษฐกิจและเงินเฟ้อในอนาคต (เผยแพร่ประมาณการไตรมาสละครั้ง) รวมทั้งเปิดเผยสัดส่วนการลงคะแนนของ กนง.อีกด้วย ซึ่งจัดว่ามีความโปร่งใสมากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคที่เปิดเผยเพียงผลการตัดสินอัตราดอกเบี้ยนโยบายโดยไม่บอกสัดส่วนการลงคะแนน
หลังประชุม กนง. 2 สัปดาห์ จะมีการเผยแพร่รายงานการประชุม กนง. (ฉบับย่อ) ในเอกสารดังกล่าวจะมีข้อมูลแนวโน้มและความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงินในมิติต่าง ๆ ซึ่งเจ้าหน้าที่แบงก์ชาตินำเสนอต่อ กนง. รวมถึงความเห็นของกรรมการ กนง. ต่อประเด็นต่าง ๆ และเหตุผลในการตัดสินนโยบายการเงิน ทั้งที่เป็นความเห็นของเสียงส่วนใหญ่และเสียงส่วนน้อย
เพื่อสะท้อนข้อมูลและการตัดสินใจที่รอบด้านของ กนง.ให้สาธารณชนรับทราบ
นอกจากนี้ ในทุก ๆ ไตรมาส กนง.จะเผยแพร่รายงานนโยบายการเงิน ที่นำเสนอข้อมูลและการวิเคราะห์เศรษฐกิจการเงินในรายละเอียด และจัดการประชุมนักวิเคราะห์เพื่อเปิดโอกาสให้นักวิเคราะห์ได้สอบถามแลกเปลี่ยนความเห็นกับผู้บริหารแบงก์ชาติที่เป็นกรรมการ กนง. และเลขานุการ กนง.โดยตรง
ผมเล่าถึงที่มา ความเป็นอิสระ และความโปร่งใสของ กนง.แล้ว หลายท่านคงคิดต่อถึงเรื่องเป้าหมายและความรับผิดชอบของ กนง.ว่าเป็นอย่างไร กฎหมายกำหนดให้ กนง.จัดทำเป้าหมายของนโยบายการเงินร่วมกันกับรัฐบาลครับ ความเป็นอิสระของ กนง.อยู่ที่วิธีการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อไปสู่เป้าหมาย แต่เป้าหมายจะกำหนดร่วมกันกับรัฐบาล
โดย กนง.จัดทำความตกลงร่วมกัน (MOU) กับกระทรวงการคลังเพื่อกำหนดเป้าหมายนโยบายการเงิน และเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติทุกสิ้นปี
สำหรับ MOU ประจำปี 2563 มีเนื้อหาสำคัญ คือ ให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพด้านราคาในระยะปานกลาง เป็นเป้าหมายหลัก ควบคู่กับการดูแลเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืนและเต็มศักยภาพ และการรักษาเสถียรภาพของระบบการเงิน โดยกำหนดให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปในช่วงร้อยละ 1-3 เป็นเป้าหมายนโยบายการเงินด้านเสถียรภาพราคาสำหรับระยะปานกลาง
สำหรับความรับผิดชอบนั้น กนง.ต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินงานทุกครึ่งปีส่งให้คณะรัฐมนตรี ซึ่งจะเผยแพร่สู่สาธารณชนผ่านทางมติคณะรัฐมนตรีด้วย รวมทั้งในช่วงหลังโควิด-19 เป็นต้นมากนง.ได้รายงานภาวะและแนวโน้มเศรษฐกิจให้คณะรัฐมนตรีทุกไตรมาส เพื่อใช้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น สำหรับในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปออกนอกกรอบเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็นค่าเฉลี่ยออกนอกกรอบในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือในช่วง 12 เดือนข้างหน้าจากการประมาณการ
กนง.จะออกจดหมายเปิดผนึก (open letter) ถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังและเปิดเผยต่อสาธารณชน ในจดหมายเปิดผนึกจะระบุถึงสาเหตุของการออกนอกกรอบเป้าหมาย แนวนโยบายเพื่อนำกลับเข้ากรอบเป้าหมาย และระยะเวลาที่คาดว่าจะกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมาย โดยจะเขียนจดหมายเปิดผนึกอีกครั้งทุก ๆ 6 เดือน หากอัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังคงอยู่นอกกรอบเป้าหมาย
อย่างไรก็ดี ความรับผิดชอบของ กนง.ต่อสาธารณชนเป็นเรื่องสำคัญที่สุด เพราะการดำเนินงานของธนาคารกลางทั้งหมดรวมถึงนโยบายการเงิน ล้วนตั้งอยู่บนรากฐานของความเชื่อมั่น หรือ public trust ของประชาชน หากประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการทำงานของ กนง.แล้ว นโยบายการเงินย่อมขาดประสิทธิผล
ซึ่งการสร้าง public trust นั้นขึ้นอยู่กับความโปร่งใส หากประชาชนเห็นว่า กนง.ตัดสินนโยบายการเงินด้วยหลักการที่เหมาะสม บนข้อมูลที่ครบถ้วนรอบด้าน และสามารถอธิบายเหตุผลให้สาธารณชนเข้าใจได้ จะช่วยให้ทุกฝ่ายเชื่อมั่นในนโยบายการเงินและร่วมกันปรับตัว เพื่อฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนี้ไปได้ครับ