เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
SD ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์สร้างพื้นที่ปลอดภัยทางอาหาร
ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
Automotive ใครจะเป็นเจ้าสนาม 10 เซียนประจัญบาน วันนี้รู้กัน
“ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
Real Estate “ชัชชาติ” พลิกหลุมฝังกลบ “โรงขยะอ่อนนุช” สู่ผืนป่า 580 ไร่ เร่งแก้ปัญหากลิ่น พัฒนาเป็นเส้นทางวิ่งเทรล
แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
Finance แม่ทัพ ThaiBMA ชูภารกิจ ยกระดับคุ้มครอง ‘ผู้ถือหุ้นกู้’ ผลักดันอุดช่องโหว่ พ.ร.บ.ล้มละลาย
ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
Finance ลุ้นหุ้นแบงก์ปันผลครึ่งปี ‘Pi’ ชี้ผลงานไม่แย่กำไร 1.2 แสนล้าน
HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
Automotive HONGQI E-HS9 SUV EV ขับเฟิร์ม ทรงดี
เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
Economic เปิดมหกรรมชายแดนสระแก้ว 2026 ดัน 200 คูหา เชื่อมผู้ประกอบการไทยสู่ตลาดโลก
อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตแรง 41% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังสะดุด จับตานำเข้าพุ่งทะลุเท่าตัว
Economic อิเล็กทรอนิกส์ไทยโตแรง 41% แต่เครื่องใช้ไฟฟ้ายังสะดุด จับตานำเข้าพุ่งทะลุเท่าตัว
อุตุฯ เตือน 30 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก-ท่วมฉับพลัน อันดามันคลื่นสูง 4 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
News อุตุฯ เตือน 30 จังหวัด รับมือฝนตกหนัก-ท่วมฉับพลัน อันดามันคลื่นสูง 4 เมตร เรือเล็กงดออกจากฝั่ง
ราคาน้ำมันวันนี้ (12 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (12 ก.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ดูทั้งหมด

ยุทธศาสตร์ของไทย ยุทธศาสตร์ของใคร

13 พ.ย. 2563 | 15:16น.
ท่าเรือ ส่งออก
คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ
กษมา ประชาชาติ

เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาหนึ่งในกระแสเศรษฐกิจที่ฮือฮากับไทยมากที่สุด คือ การที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐสมัยที่ 2 ประกาศตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) สินค้าไทย 231 รายการ มูลค่าส่งออกถึง 25,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลค่าภาษี 600 ล้านบาท โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2563 นี้เป็นต้นไป จากเหตุที่ไทยไม่เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ เพราะใช้สารเร่งเนื้อแดง ซึ่งเป็นประเด็นที่กระทบต่อฐานเสียงของทรัมป์

การประกาศตัด GSP ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2 หลังจากไทยถูกตัดสิทธิ GSP เมื่อเดือนเมษายน 2563 ที่ผ่านมา 573 รายการ มีมูลค่า 1,300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 40,000 ล้านบาท ซึ่งเมื่อนับรวมกันแล้วจะมีจำนวนมากกว่า 800 รายการ

ประเด็นที่กำลังจะตามมาก็คือสิ้นปีนี้สหรัฐจะพิจารณาทบทวนโครงการการให้สิทธิ GSP กับสินค้าไทยทั้งโครงการ ซึ่งเป็นระเบียบที่ต้องทำทุก ๆ 3 ปี นั่นหมายถึงว่าไทยมีความเสี่ยงที่จะต้องถูกตัดสิทธิทั้งโครงการ ต้องกลับไปสู่การแข่งขันแบบที่ไม่มีแต้มต่อทางภาษีมาช่วย

กรมการค้าต่างประเทศในฐานะทัพหน้าเดินหน้าอย่างเต็มที่ แต่ลึก ๆ แล้วการตัดสิทธิจีเอสพีไม่น่าจะใช่เพียงแค่เรื่องการค้า แต่น่าจะเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศด้วยเสียมากกว่า หากใครที่อยู่แก๊งทรัมป์ก็จะไม่ถูกทำโทษ อะไรประมาณนั้น แต่ถ้าใครอยู่นอกแก๊งจะถูกทำโทษจากขั้นเบาไปหาขั้นหนัก ตัดภาษีบ้าง ไปจนถึงคว่ำบาตรขั้นรุนแรง (ในความรู้สึก)

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยต้องทำความเข้าใจให้ชัดเจนและยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า การให้สิทธิ GSP เป็นการให้ “ฝ่ายเดียว” ให้โดยเสน่หา เมื่อไม่เสน่หาก็ไม่ให้ นั่นหมายความว่าจะถูกตัดสิทธิเมื่อไรก็ได้ จะมาหวังใช้ GSP ตลอดไปไม่ได้

ดังนั้น เอกชนต้องปรับตัว สร้างจุดแข็งให้สินค้าพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อยอดนวัตกรรม หาตลาดใหม่รองรับ บลา ๆ ตามนั้นเลย

แต่อีกเรื่องที่คนมักลืมนึกถึงกันว่า นอกจากการผลักให้เอกชนต่อสู้บนสนามรบแล้ว ภาครัฐได้วางยุทธศาสตร์การค้าระยะยาวอย่างไร?

ยกตัวอย่างชัด ๆ ที่มีให้เห็นเลยคือ “กัมพูชา” ซึ่งเดิมจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าจากสหภาพยุโรป คล้าย ๆ กับไทย ที่เรียกว่า everything but arms : EBA แต่อียูเพิ่งตัดสิทธินี้ไปเมื่อปีก่อน โดยให้เหตุผลว่าวิตกกังวลถึงเรื่องปัญหาสิทธิมนุษยชนในกัมพูชา ส่งผลให้สินค้าสำคัญของทางกัมพูชา ทั้งสิ่งทอและรองเท้าที่จะส่งออกไปอียูต้องกลับไปเสียภาษีในอัตราปกติ

ซึ่งก็กระทบไทยกลาย ๆ เพราะมีผู้ส่งออกไทยไปลงทุนสร้างโรงงานในกัมพูชา และได้สิทธิประโยชน์นั้นด้วย แต่ปรากฏว่าถามไปที่เอกชนไทยกลับไม่เดือดเนื้อร้อนใจ คุยแผนการตลาดกับลูกค้าต่อเนื่องหลายปีเลย โดยเขาอธิบายว่า ทันทีที่ถูกตัดสิทธิดังกล่าว บิ๊กรัฐบาลกัมพูชาเร่งผลักดันการหาตลาดทดแทนสหภาพยุโรปโดยทันที ซึ่งหนึ่งในตลาดที่กัมพูชามุ่งไปก็คือ “จีน”

กัมพูชาก็ได้สร้างปรากฏการณ์เจรจาความตกลงเปิดเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กัมพูชา-จีน แบบทวิภาคีฉบับแรกของประเทศเสร็จในเวลาเพียง 1 ปี โดยเพิ่งจะลงนามไปเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2563 ที่ผ่านมา มีพิธีลงนามใหญ่โตที่กรุงพนมเปญ โดยมีท่านหวัง อี้ มนตรีแห่งรัฐของจีน และนายกรัฐมนตรี ฮุน เซน ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย พอลงนามเสร็จท่านหวัง อี้ ก็เดินทางมาเยือนไทยต่อ

ประเด็นนี้สะท้อนภาพความชัดเจน ของ “นโยบายรัฐบาลกัมพูชา” ยุคใหม่ มุ่งปฏิรูปนโยบายทางเศรษฐกิจ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ สนับสนุนการลงทุนในอุตสาหกรรมที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน

สำหรับเนื้อหาของความตกลงนี้ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การบริการท่องเที่ยว และการเกษตร ซึ่งไทยต้องย้อนกลับมามองว่าความสัมพันธ์ระหว่างกัมพูชา-จีนที่แน่นแฟ้นขึ้นเรื่อย ๆ เทียบกับไทยที่มองว่าจีนเป็นพันธมิตร แต่ขายอะไรทำสัญญาอะไรก็ยังไม่จบเลย เช่น จีทูจีข้าวยาวนานกี่ปีมาแล้ว

ไม่เพียงเท่านั้น ตอนนี้ปัญหาการเมืองในประเทศของไทยก็เป็นที่รู้กัน (ไม่ต้องพูดถึง) ส่วนการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจละเป็นอย่างไร? นอกจากคำว่า ไทยแลนด์ 4.0 EEC ในสมัยอดีตรองนายกรัฐมนตรี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เคยรังสรรค์ไว้แล้วมีใครให้มากกว่านี้ไหม

อย่าไปถามถึง “ยุทธศาสตร์แผนระยะยาวหรืออะไรเลย” ทุกอย่างถูกโยงไปกับความนิยมทางการเมือง อะไรที่ทำแล้วเสียความนิยมก็ยากที่จะได้เห็น จึงไม่แปลกที่จะเห็นแต่งานตัดริบบิ้นรายวัน

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ ชั้น 5 ประชาชาติ