เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
News สภาพอากาศวันนี้ (4 ต.ค.) ไทยตอนบนฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง ฝนตกหนักบางพื้นที่
ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
Economic ราคาน้ำมันวันนี้ (4 ต.ค. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (4 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 0.31% อยู่ที่ 84,766 เหรียญสหรัฐ
พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
Economic พิษท่วมลามหลัง โตโยต้า ปิดโรงงานชั่วคราว
โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
Automotive โตโยต้า ช่วยลูกค้าน้ำท่วม ‘ซื้อคันใหม่’ ดาวน์ 0% ไม่ต้องมีคนค้ำ
“ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
Real Estate “ศุภาลัย” เปิดทำเลใหม่สันกำแพง ชูบ้านหลังที่สอง หนุนอสังหาฯเชียงใหม่
เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
เศรษฐกิจภูมิภาค เปิดภารกิจ ผวจ.อุดรฯชวนนั่งรถไฟ “เที่ยวพืชสวนโลก-ตั้งกองทุนช่วยคนยากไร้”
กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
Real Estate กทม.ย้ำเลิกบึงคู้บอน-บางชัน ไม่คุ้มทุน งบบาน 1.1หมื่นล้าน ยันไม่เอื้อเอกชน ชี้แก้มลิงต้องครบ ปาก–แก้ม–คอ
อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
Biz Movement อ.ลลิตา ชวนคิด เหตุใดพม่าจึงเป็น “ศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทย” ผ่าน Lecture Bar สุดคูล
‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
Automotive ‘น้ำท่วม’ กระเทือนอุตฯยานยนต์ ค่ายรถ-ชิ้นส่วนหยุดผลิตจับตาวันต่อวัน
ดูทั้งหมด

“โอสถสภา” ย้ำแชมป์ชูกำลัง เดินหน้าบุก “ซีวิท” รับตลาดโต

18 พ.ย. 2563 | 16:16น.

“โอสถสภา” กางแผนยุทธศาสตร์ปี 2564 เน้นสร้างกำไร-ลดค่าใช้จ่ายไม่จำเป็น เผยปีหน้าเตรียมงบฯ 2,500 ล้าน มุ่งดูแลเมนเทนแนนซ์โฟกัสพัฒนาผลิตภัณฑ์ทุกเซ็กเมนต์ เพิ่มช่องทางขายรองรับดีมานด์ลูกค้า ประกาศรุกหนักตลาดเพอร์ซันนอลแคร์รับโอกาสตลาดโต ด้านโรงงานผลิตขวดแก้วในเมียนมาขณะนี้เดินสายผลิตเรียบร้อย มั่นใจปีหน้าสร้างกำไรโตดับเบิลดิจิต

นางกรรณิกา ชลิตอาภรณ์ ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท โอสถสภา จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าแบรนด์เอ็ม-150 เบบี้มายด์ เปปทีน เปิดเผยว่า จากวิกฤตการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ตลอดจนปัจจัยของภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อยังชะลอตัว ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทุกภาคส่วน รวมถึงภาพรวมตลาดสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีมูลค่ากว่า 9 แสนล้านบาทอยู่ในช่วงติดลบ

โดยเฉพาะไตรมาส 2 ลดลง 10% แม้ขณะนี้จะเริ่มดีขึ้นเล็กน้อย โดยปัจจัยหลักมาจากสถานการณ์ไวรัสโควิดทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหันไปซื้อสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น และคาดว่าจะต้องรออีก 2-3 ปีตลาดถึงจะกลับมาสู่ภาวะปกติ ดังนั้นบริษัทได้นำสินค้ามาจำหน่ายผ่านอีคอมเมิร์ซ และการผสานกับช่องทางออฟไลน์ ร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และร้านค้าปลีกทั่วไป เพื่อสอดรับกับวิถีนิวนอร์มอล แต่ยังเป็นสัดส่วนที่ยังน้อย

ขณะเดียวกัน ช่วงวิกฤตโควิดที่ผ่านมา โอสถสภาได้ปรับตัวเพื่อรองรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างรวดเร็ว โดยมุ่งเน้น 3 กลยุทธ์ ได้แก่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนผ่านโครงการ Fit Fast Firm ตามด้วยการสร้างการเติบโต เน้นแบรนด์หลัก อาทิ เอ็ม-150 และซี-วิท ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่าย เน้นการบริโภคในครัวเรือนและอีคอมเมิร์ซ และรักษากระแสเงินสด

จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ผลประกอบการไตรมาส 3/2563 (กรกฎาคม-กันยายน 2563) บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้ตามเป้าหมาย มีกำไรสุทธิ 923 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่ได้เตรียมทั้งการผลิต การตลาด การขาย การขนส่ง เพื่อรองรับดีมานด์ในช่วงนั้น

โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้ในประเทศ 85% ต่างประเทศ 15% และมาจากกลุ่มเครื่องดื่ม 80% และอีก 20% เป็นสินค้าอื่น ๆ อาทิ ผลิตภัณฑ์สำหรับเด็กเบบี้มายด์ และลูกอมโอเล่ เป็นต้น

ด้านนางวรรณิภา ภักดีบุตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โอสถสภา กล่าวถึงกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานในปี 2564 บริษัทจะเน้นกลยุทธ์สร้างกำไรมากกว่ายอดขาย ตลอดจนการปรับวิธีการทำงาน ลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และการลงทุนจากนี้จะต้องระมัดระวังมากขึ้น

โดยปีหน้าเตรียมงบประมาณสำหรับลงทุนกว่า 2,500 ล้านบาท หลัก ๆ จะใช้ดูแลด้านเมนเทนแนนซ์เพื่อให้มีคุณภาพดี ควบคู่กับการเพิ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ครบทุกเซ็กเมนต์

เริ่มจากการสร้างการเติบโตในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มบำรุงกำลัง และขยายตลาดเครื่องดื่มซี-วิทให้สอดรับกับภาพรวมของตลาดวิตามินซี ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมาเติบโต 14% และเครื่องดื่มซี-วิทยังคงเป็นผู้นำตลาดเครื่องดื่มวิตามินซี ด้วยส่วนแบ่ง 32.0%

โดยปีนี้ได้เพิ่มไลน์การผลิตให้สามารถรองรับการขยายตัวของตลาดฟังก์ชั่นนอลดริงก์และตอบสนองความต้องการของตลาดได้มากขึ้น ส่วนกลุ่มผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลแบรนด์เบบี้มายด์ยังคงรักษาความเป็นผู้นำในตลาดสบู่เหลวสำหรับเด็ก

“บริษัทยังครองความเป็นผู้นำในกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มชูกำลัง ด้วยส่วนแบ่ง 54.4% โดยเอ็ม-150 ยังคงเป็นผู้นำตลาด ขณะที่แบรนด์ซี-วิท เป็นผู้นำของตลาดเครื่องดื่มวิตามินซี โดยมีส่วนแบ่งตลาด 32% และยังช่วยผลักดันการเติบโตของตลาดฟังก์ชั่นนอลดริงก์ในประเทศด้วย”

นางวรรณิภากล่าวว่า โดยแต่ละกลุ่มผลิตภัณฑ์จะมีกลยุทธ์การทำตลาดแตกต่างกัน โดยกลุ่มเครื่องดื่มบำรุงกำลังจะเน้นสร้างความแข็งแกร่งของตราสินค้าในพอร์ต พร้อมสินค้าใหม่ที่มีนวัตกรรมและการทำตลาดที่สร้างความผูกพันกับลูกค้า ส่วนฟังก์ชั่นนอลดริงก์จะเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายของซี-วิท และเปปทีนให้ครอบคลุมมากขึ้น

ด้านผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลเน้นชูนวัตกรรมทั้งด้านฟังก์ชั่นการใช้งาน และรูปแบบสินค้าของแบรนด์เบบี้มายด์ให้ทันสมัยและเหมาะกับการใช้งาน ควบคู่กับการทำตลาดเพื่อสื่อสารแบรนด์อยู่เป็นระยะ ๆ

นอกจากนี้ บริษัทยังมีความสนใจตลาดเพอร์ซันนอลแคร์ทั้งในรูปแบบการซื้อแบรนด์หรือการร่วมทุน แต่ต้องมองในเรื่องของความคุ้มค่า และเปิดกว้างทั้งแบรนด์ไทยและต่างประเทศ เนื่องจากตลาดนี้มีแนวโน้มการเติบโตสูงตามเทรนด์ตลาดที่ผู้บริโภคหันมาใส่ใจสุขภาพ ตลอดจนสังคมผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นและเริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ โดยเริ่มเห็นสัญญาณว่าเป็นกลุ่มสินค้าที่มีสัดส่วนกำไรสูง

ด้านธุรกิจในประเทศเมียนมาต้นปีที่ผ่านมา ได้ลงทุนโรงงานประกอบธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายขวดแก้วในประเทศเมียนมา ซึ่งเป็นการร่วมทุนกันกับพันธมิตรในเมียนมา ใช้เวลาก่อสร้างประมาณ 1 ปี และสามารถเดินสายการผลิตได้แล้ว

โดยโรงงานขวดแก้วในเมียนมานั้นจะเป็นการรับจ้างผลิตและจำหน่ายให้กับผู้ผลิตสินค้ารายอื่น ๆ เพราะปกติแล้วเมียนมาได้นำเข้าขวดแก้วไม่ได้ผลิตเอง ทำให้เป็นโอกาสสร้างการเติบโตได้ และโรงงานดังกล่าวถือว่าจะเป็นโรงงานผลิตขวดแก้วแห่งแรกในเมียนมา

พร้อมกันนี้ ที่ผ่านมาบริษัทได้มุ่งสร้างแบรนด์เอ็ม-150 และชาร์ค พร้อมขยายช่องทางจัดจำหน่ายให้ครอบคลุม แต่เมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ทำให้การทำตลาดมีความท้าทายมากขึ้น เพราะเหตุการณ์ยังไม่แน่นอน ผู้คนยังมีความตื่นกลัวอยู่ ดังนั้น ปีหน้าจะต้องให้ความสำคัญในการทำตลาดที่เมียนมามากขึ้น

สำหรับธุรกิจเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติหรือเวนดิ้งแมชีน ยังอยู่ระหว่างหาโมเดลที่เหมาะสม คาดว่าจะมีความชัดเจนในอีก 2-3 ปี แต่เป้าหมายหลัก ๆ ยังต้องการขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีทำเลติดตั้งในโรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน มหาวิทยาลัย และที่พักอาศัย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การปรับแนวทางการทำธุรกิจเพิ่มความยืดหยุ่นเพื่อให้รับมือปัจจัยลบที่อาจเกิดขึ้นได้ บริษัทเชื่อมั่นว่าในปี 2564 จะสามารถรักษาเป้าการเติบโตของรายได้และผลกำไรในระดับตัวเลข 2 หลักได้