LWS ชวนส่องเทคโนโลยี BIM ตัวช่วยลดต้นทุนก่อสร้าง 10% บวกลบ
เพียงชั่วพริบตาเวลาเดินมาถึงเดือนสุดท้ายของปี 2563 ข่าวล่ามาเร็วจาก LPN Wisdom หรือ LWS บริษัทลูกในเครือ LPN อัพเดตเนื้องานที่ปรึกษาไซต์ก่อสร้าง พบว่ามีตัวช่วยในการควบคุมต้นทุนพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยผ่านเทคโนโลยี ที่เรียกว่า BIM
ระบบ BIM ซึ่งทาง LWS ฟันธงมาแล้วว่าเป็นเทคโนโลยีที่ช่วยลดต้นทุนก่อสร้างไม่น้อยกว่า 10% กันเลยทีเดียว
ขมวดปม 4 ข้อกำจัดจุดอ่อน
BIM-building information modeling แบบจำลองสารสนเทศอาคาร เป็นหนึ่งในนวัตกรรมยุคดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในแวดวงอสังหาริมทรัพย์ นอกจากลดต้นทุนในไซต์ก่อสร้างแล้ว สามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมคุณภาพงานออกแบบและก่อสร้างทั่วทั้งกระบวนการ
“ประพันธ์ศักดิ์ รักษ์ไชยวรรณ” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ลุมพินี วิสดอม แอนด์ โซลูชั่น จำกัด (LPN Wisdom: LWS) บริษัทวิจัยและที่ปรึกษาด้านการออกแบบในการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์โดยใช้เทคโนโลยี BIM และนวัตกรรมอาคารเขียวในเครือ LPN-บริษัท แอล.พี.เอ็น. ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า ข้อดีของ BIM สะท้อนได้ ดังนี้
1.แบบจำลองก่อนลงมือก่อสร้างจริง ทำให้ผู้ประกอบการสามารถตรวจสอบพบปัญหาของแบบที่อาจเกิดขึ้น 2.ช่วยทำให้ลดระยะเวลาในการ “แก้ไข” ในระหว่างการก่อสร้างได้ โดยเฉพาะลดอัตราการแก้ไขงานก่อสร้างที่ไม่ได้มาตรฐาน
3.ลดความสูญเสียที่เกิดระหว่างการก่อสร้าง เช่น ช่วยทำให้ประหยัดเวลาในการทำงานซ้ำซ้อน 4.ลดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขงานที่เกิดจากความผิดพลาดจากการก่อสร้างตามแบบที่มีปัญหา
จากการขมวดปมอย่างน้อย 4 ข้อดังกล่าว ทำให้ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุนดำเนินงานได้ 10-15% โดยเฉลี่ย
วินวินผู้ประกอบการ-ผู้บริโภค
สำหรับผู้สนใจอยากจะลิ้มลองใช้ BIM ดูบ้าง การเตรียมตัวหรือขั้นตอนวิธีการมีอะไรบ้าง
เรื่องนี้ “ประพันธ์ศักดิ์” อธิบายว่า การพัฒนากระบวนการทำงาน BIM ควรเริ่มตั้งแต่การพัฒนาระบบ BIM ภายในองค์กร หรือ BIM corporate โดยสร้างมาตรฐานการทำงาน ที่เรียกว่า BIM standard เพื่อจูนความคิดความเข้าใจให้การทำงานของบุคลากรในองค์กรอยู่ในแพลตฟอร์มและมาตรฐานเดียวกัน
แน่นอนว่าต้องตั้งเป้าและช่วยกันหาหนทางทำให้งานสำเร็จลุล่วงในการใช้ BIM หรือ BIM goal เมื่อมีมาตรฐานกลางในการทำงานแล้วจะนำไปสู่การใช้ระบบ BIM ในการพัฒนาโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หัวใจสำคัญระบบ BIM คือการทำงานบนฐานข้อมูลเดียวกัน (single source) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารในการทำงาน เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงแบบก่อสร้าง ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะสามารถติดตามการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้แบบเรียลไทม์ (real time)
สิ่งนี้คือข้อแตกต่างของ BIM เมื่อเทียบกับการทำงานในไซต์ก่อสร้างที่เป็นระบบเดิม ๆ
ขยายความ “ระบบเดิม ๆ” เป็นระบบที่ต่างคนต่างทำ เมื่อเกิดข้อติดขัดขึ้นมาความคล่องตัวในการเปลี่ยนแปลงแบบหรือขั้นตอนทำงานแต่ละครั้งต้องเสียเวลาไปกับการรายงาน แถมต้องมีการแก้ไขแบบบนกระดาษอีกต่างหาก
“ปัจจุบันมีผู้ประกอบการอสังหาฯหลายแห่งให้ความสำคัญกับการนำระบบ BIM เข้ามาใช้ในการบริหารจัดการงานก่อสร้างเพื่อสร้างมาตรฐานในการทำงาน ผลลัพธ์โดยอัตโนมัติจะถูกส่งไปถึงผู้บริโภคเองก็ได้ประโยชน์จากการที่ได้ซื้อที่อยู่อาศัยที่มีระบบการก่อสร้างที่มีมาตรฐานในระดับราคาที่เหมาะสม”
งานบริการหลังการขายก็มา
หนึ่งในไฮไลต์ที่เป็นข้อดีของระบบ BIM ยังรวมถึงสามารถต่อยอดดูแลการบำรุงรักษาอาคารได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้มีความสะดวกรวดเร็วในการบำรุงรักษาและแก้ไขปัญหาจากการชำรุดจากการใช้งานอาคารได้อย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับระบบการก่อสร้างแบบเดิม
คำถามที่น่าสนใจ คือ สถิติที่ผ่านมา BIM เข้าไปช่วยแก้ไขข้อบกพร่องในส่วนใดบ้าง ยกตัวอย่าง 3 จุดหลัก ๆ
แนวคำตอบพบว่า เรื่องแรก BIM ช่วยลดความเสียหายจากความผิดพลาดในการก่อสร้าง เช่น พื้นที่ช่องท่องานระบบไม่เพียงพอ ถ้าหากปล่อยให้ปัญหานี้ไปพบตอนที่ลงมือก่อสร้างไปแล้ว จะเกิดความเสียหายทั้งค่าวัสดุ ค่าแรง เสียเวลาในการแก้ปัญหา ส่งผลกระทบทำให้ส่งมอบโครงการได้ช้าลง
เรื่องที่ 2 BIM ช่วยเพิ่มความแม่นยำของปริมาณงานก่อสร้างเพราะทำงานบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม เปรียบเทียบกับระบบเดิม ๆ ปริมาณงานก่อสร้างจะถูกประมาณการโดยทักษะและประสบการณ์ จุดอ่อนตรงนี้เองที่ BIM เข้ามาช่วยเป็นเครื่องมือถอดปริมาณงานก่อสร้าง, ลดปัญหา human error, ต้นทุนโครงการคำนวณได้แม่นยำ และลดการสูญเสียของวัสดุก่อสร้าง
เรื่องที่ 3 เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ BIM ยังสามารถนำไปใช้ต่อยอดในการบริหารจัดการอาคารได้ ซึ่งเป็นส่วนของเนื้องานด้านบริการหลังการขายโดยตรง หากโครงการมีการใช้ BIM ก็จะมีข้อมูลของอาคารที่ครบถ้วน ซึ่งส่งผลต่อการบริหารจัดการหรือซ่อมแซมอาคาร อาทิ การทำ space planning, การวางแผนซ่อมบำรุงอาคาร หรือกระทั่งการควบคุมอาคารแบบอัตโนมัติ (BAS) เป็นต้น
โอกาสทางธุรกิจที่ปรึกษา BIM
ทั้งนี้ มีข้อมูลการออกใบอนุญาตก่อสร้างอาคารชุดในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑลของกรมที่ดินในปี 2562 อยู่ที่ 273 อาคาร ขณะที่อัพเดตล่าสุดช่วง 8 เดือนแรก (มกราคม-สิงหาคม 2563) มีจำนวน 82 อาคาร อาจกล่าวได้ว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจของบริษัทที่ปรึกษาเกี่ยวกับ BIM
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า BIM เป็นเรื่องใหม่ที่มาพร้อมกับต้นทุนดำเนินการ ปัจจุบันมีผู้ให้บริการในด้านนี้ไม่มากนักเนื่องจากมีข้อจำกัดในด้านบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญอย่างแท้จริง ซึ่งค่าตัวจะอยู่ที่เป็นผู้นำองค์ความรู้ 2 ขั้ว คือ “สถาปนิก-วิศวกรรม” มาบรรจบกัน โดยทำงานบนดิจิทัลแพลตฟอร์ม
“LPN Wisdom เป็นหนึ่งในบริษัทที่ปรึกษา BIM ที่มีทั้งประสบการณ์และมีฐานลูกค้าอสังหาฯมากกว่า 10 โครงการ ความแตกต่างในฐานะที่ปรึกษาที่ทำให้เราโดดเด่นจากคู่แข่งในตลาด คือ เราให้คำแนะนำในการพัฒนา BIM ในรูปแบบที่สอดคล้องกับกระบวนการทำงานเดิมและวัฒนธรรมของแต่ละองค์กรนั้น ๆ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้เราได้รับการตอบรับที่ดีทั้งจากดีเวลอปเปอร์และผู้รับเหมาก่อสร้าง”