คอลัมน์ Tech Times มัชฌิมา จันทร์สว่างภูวนะ
รายงานของ The New York Times กลาง ธ.ค.ที่ผ่านมาระบุว่า เว็บไซต์ cloud computing ของอาลีบาบา อธิบายวิธีใช้ซอฟต์แวร์ของบริษัทในการตรวจจับใบหน้าชนกลุ่มน้อย ทั้งจากภาพนิ่ง และภาพเคลื่อนไหวบนอินเทอร์เน็ต โดยฟีเจอร์นี้เป็นส่วนหนึ่งของซอฟต์แวร์ที่อาลีบาบาพัฒนาขึ้นเพื่อให้ลูกค้าที่เป็นเจ้าของเว็บแพลตฟอร์มต่าง ๆ มีส่วนช่วยรัฐ “สอดส่อง” ดิจิทัลคอนเทนต์ ที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อการร้ายและการทำผิดกฎหมายอื่น ๆ
การเปิดโปงครั้งนี้อาจทำให้ “อาลีบาบา” โดนประณามจากนานาชาติ เรื่องละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะจากอเมริกาที่แสดงจุดยืนต่อต้านการปราบปรามชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมของจีนมาโดยตลอด
The New York Times รายงานว่า สอบถามไปยังอาลีบาบาได้คำตอบเพียงว่า เป็นแค่การทดสอบภายใน และไม่มีการอธิบายเพิ่มเติม เมื่อถามต่อว่าทำไมนำข้อมูลเกี่ยวกับฟีเจอร์นี้ขึ้นเว็บไซต์ และทำไมต้องพัฒนาฟีเจอร์ดักจับใบหน้าชนกลุ่มน้อย ไม่นานข้อมูลดังกล่าวก็อันตรธานหายไปจากหน้าเว็บอาลีบาบา
สัปดาห์ก่อนหน้าที่จะเป็นข่าว เว็บไซต์ อาลีบาบา ระบุว่า เครื่องมือและซอฟต์แวร์ตรวจจับใบหน้าชาวอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของ “content security” โดยระบบจะแจ้งเตือนทันทีที่พบใบหน้าชาวอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยอื่น ๆ ในคอนเทนต์ที่มีการอัพโหลดขึ้นแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ
ทั้งบอกด้วยว่าในยามที่รัฐบาลมีการบังคับใช้กฎหมายเข้มงวดมากขึ้น บรรดาเจ้าของแพลตฟอร์มและเว็บไซต์มี “หน้าที่” ในการตรวจสอบคอนเทนต์อย่างจริงจังและเร่งด่วน
ที่น่าสังเกตคือ เอกสารเกี่ยวกับซอฟต์แวร์ตัวเดียวกันแต่เป็นเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษกลับไม่มีรายละเอียดเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อย ทำให้เกิดข้อสันนิษฐานว่าฟีเจอร์พิเศษนี้มีไว้ใช้เฉพาะในประเทศเท่านั้น
นอกจาก อาลีบาบาแล้ว The Washington Post รายงานว่า หัวเว่ย ก็มีการทดสอบซอฟต์แวร์ที่ส่งสัญญาณ เตือนเจ้าหน้าที่แบบอัตโนมัติทันทีที่กล้องตรวจจับใบหน้าชาวอุยกูร์ได้โดยพบข้อมูลในหน้าเว็บของหัวเว่ยเอง
จากรายงานชิ้นนี้ทำให้ “อ็องตวน กรีซมาน” นักฟุตบอลชื่อดังชาวฝรั่งเศสตัดสัมพันธ์กับหัวเว่ย ในฐานะ brand ambassador แต่เมื่อสอบถามไปยังหัวเว่ยได้คำตอบเพียงว่า เป็นแค่ “การทดสอบ”
Kingsoft Cloud บริษัทที่ให้บริการ cloud computing เป็นอีกรายที่มีการระบุในเว็บไซต์ถึงเทคโนโลยีที่สามารถจำแนกภาพชาวอุยกูร์เช่นกัน แต่บริษัทบอกว่าไม่เคยขายซอฟต์แวร์ให้ลูกค้า และยืนยันว่าไม่สามารถจำแนกใบหน้าชาวอุยกูร์ได้ ทั้งย้ำว่าการแยกแยะผู้คนตามเชื้อชาติเป็นสิ่งที่ “ไม่เหมาะสม” และขัดนโยบาย และคุณค่าที่บริษัทยึดถือ สินค้าของบริษัทจึงจะไม่ทำแบบนั้นเด็ดขาด หลังจากนั้นข้อมูลเกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยบนเว็บไซต์ก็มลายหายไปในพริบตา
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา รัฐบาลจีนมีการจับกุมชาวอุยกูร์ และชนกลุ่มน้อยชาวมุสลิมอื่น ๆ อย่างเข้มข้น โดยมีรายงานว่า ชนกลุ่มน้อยหลายแสนคนโดนส่งเข้าค่ายเพื่อไป “ปรับทัศนคติ” ในซินเจียง โดยรัฐบาลจีนอ้างว่าเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการ “ต่อต้านการก่อการร้าย”
อาวุธสำคัญที่จีนนำมาใช้ ได้แก่ เทคโนโลยีที่ช่วยมอนิเตอร์ความเคลื่อนไหว เช่น ระบบจดจำใบหน้า กล้องเฝ้าระวังไปจนถึงการตรวจสอบพันธุกรรม
การปราบปรามชนกลุ่มน้อยของจีนส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐ ซึ่งปกติระแวงบริษัทเทคโนโลยีจากจีนอยู่แล้ว เพิ่มเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนเข้าไปอีกข้อในการสั่งแบนบริษัทจีนที่เข้ามาทำธุรกิจในอเมริกา
ปลายปีที่แล้ว มีเทคสตาร์ตอัพจีน 28 ราย โดนแบล็กลิสต์โทษฐานที่เชื่อได้ว่ามีเอี่ยวกับการปราบปรามชาวอุยกูร์ในซินเจียง แต่ทางการจีนไม่ยี่หระ แถมตอกหน้ากลับด้วยว่าในอเมริกาก็มีความขัดแย้งทางเชื้อชาติมพร้อมทั้งเดินหน้าสนับสนุนบริษัทน้อยใหญ่ในจีนให้เร่งพัฒนาเทคโนโลยีเด็ด ๆ มาช่วยควบคุมประชากรในประเทศของตนต่อไป
ปฏิบัติการซินเจียงยังได้รับการยกให้เป็นแม่แบบของ “ความสำเร็จ” ในการใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย
The Guardian อ้างการศึกษาหัวข้อ “The Rise of Surveillance Capitalism” ของ Shoshana Zuboff นักศึกษาฮาร์วาร์ดว่า การปราบปรามชาวอุยกูร์ของรัฐบาลจีนทำให้เทคสตาร์ตอัพของจีนเติบโตอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงแค่ 2 ปี รัฐบาลอัดฉีดเงินลงทุนให้สตาร์ตอัพหลายรายพัฒนา และติดตั้งระบบรักษาความปลอดภัยในซินเจียงไปแล้วกว่า 7.2 พันล้านเหรียญ
เชื่อกันว่าโครงการนี้เป็นตัวอย่างให้ประเทศเผด็จการอื่น ๆ เจริญรอยตาม เช่น ปี 2018 รัฐบาลซิมบับเวทำสัญญาสั่งซื้ออุปกรณ์และซอฟต์แวร์จดจำใบหน้าจาก CloudWork สตาร์ตอัพที่เคยได้รับเงินสนับสนุนจากรัฐบาลจีน มาแล้วกว่า 300 ล้านเหรียญ เพื่อรับมือภัยคุกคามต่อ “ความมั่นคง” ด้วยการติดตั้งกล้องวงจรปิด ระบบจดจำใบหน้า และระบบระบุอัตลักษณ์แบบ biometric ทำให้ทุกความเคลื่อนไหวของประชาชนในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะที่สนามบิน สถานีรถไฟ และสถานีรถเมล์ อยู่ใน “สายตา” ของรัฐตลอดเวลา
หากใช้ศัพท์ในวงการสตาร์ตอัพ ต้องบอกว่า “ซินเจียง” บ้านเกิดชาวอุยกูร์เป็น “incubator” ของสตาร์ตอัพสายพันธุ์ใหม่ไปแล้ว เมื่อประสานกับเทคโนโลยีสมัยใหม่จากบิ๊กเทคอย่างอาลีบาบา หรือหัวเว่ย ก็ยิ่งติดปีกให้ภาครัฐกำราบชนกลุ่มน้อยได้เร็วและครอบคลุมขึ้น