เดอะพิซซ่าฯเบรกขยายสาขา เข้มดีลิเวอรี่เพิ่มยอดสู้ไวรัส
พิซซ่า คอมปะนี ปรับตัวสู้โควิด-19 ระลอก 2 หลังยอดขายหน้าร้านลด 60% โยกงบฯลงสื่อออนไลน์-เลื่อนแผนเปิดสาขาใหม่ หันโฟกัสดีลิเวอรี่-take away ล่าสุดนำนิวยอร์ก พิซซ่า หวนทำตลาดอีกรอบ พร้อมหั่นราคาถูกลง ส่งไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต รับหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์ สื่อสารแบรนด์ครั้งแรกในรอบ 10 ปี หวังขยายฐานลูกค้า เพิ่มยอดขาย
นายภานุศักดิ์ ซื่อสัตย์บุญ ผู้จัดการทั่วไป เดอะพิซซ่า คอมปะนี ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ไมเนอร์ ฟู้ด กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นรอบใหม่ ร้านเดอะพิซซ่า คอมปะนี ได้รับผลกระทบลากยาวมาตั้งแต่การระบาดรอบแรก ในช่วงเดือนมีนาคมปี 2563 จนถึงขณะนี้ที่มีการระบาดรอบ 2 รวมถึงภาวะทางเศรษฐกิจ และกำลังซื้อ ส่งผลให้ทราฟฟิกในศูนย์การค้าลดลง เนื่องจากผู้บริโภคมีความตื่นกลัว และระมัดระวังในการจับจ่าย
จากปัจจัยดังกล่าวส่งผลกระทบต่อช่องทางขายหน้าร้านลดลงกว่า 60% รวมถึงต้องปิดการให้บริการชั่วคราว 3 สาขา ในเขตพื้นที่ควบคุมจังหวัดชลบุรี และสมุทรสาคร รวมถึงสาขาที่อยู่ในแหล่งท่องเที่ยวได้ปิดชั่วคราว 7 สาขา มาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา รวมทั้งหมด 10 สาขา จากจำนวนสาขาที่มีอยู่ 420 แห่งทั่วประเทศ
ขณะเดียวกันก็ได้หันมาเน้นการซื้อกลับบ้านและดีลิเวอรี่ โดยปีที่ผ่านมาได้ลอนช์พิซซ่า นิวยอร์ก ปล่อยออกในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ทำให้ไตรมาสสุดท้ายของปี 2563 ยอดขายจะเติบโตขึ้น 20% และล่าสุดได้นำ นิวยอร์ก พิซซ่า XXXL กลับมาทำตลาดอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว 4 หน้าใหม่ ชูจุดขาย การใช้แป้งโฮมเมด ราคามาตรฐาน มีให้เลือก 2 ขนาด ได้แก่ ไซซ์ยักษ์ใหญ่ XXXL ขนาด 18 นิ้ว ลดราคาเหลือ 399 บาท จากเดิมที่ขาย 569 บาท และไซซ์ยักษ์เล็ก XXL ขนาด 15 นิ้ว ราคา 379 บาท และได้นำ ไอซ์-พาริส อินทรโกมาลย์สุต นักแสดงหน้าใหม่ ที่กำลังได้รับความนิยม เข้ามารับหน้าที่แบรนด์แอมบาสซาเดอร์
“ถือเป็นการใช้กลยุทธ์พรีเซ็นเตอร์ในรอบ 10 ปีของแบรนด์ โดยเมนูใหม่นี้มีกำหนดขายถึงวันที่ 30 เมษายน เพื่อช่วยเพิ่มความถี่ในการเข้าร้าน รวมถึงความถี่ในการสั่งทั้งช่องทางของแอปพลิเคชั่นและคอลเซ็นเตอร์ 1112 เดอะพิซซ่า คอมปะนี และการสั่งผ่านเว็บไซต์ 1112 ดีลิเวอรี่ และตั้งเป้าทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท”
นายภานุศักดิ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาเมนูและรสชาติใหม่จะช่วยขับเคลื่อนตลาดพิซซ่าที่มีมูลค่า 12,000-15,000 ล้านบาท ให้เติบโตขึ้นได้ โดยเฉพาะตัวเลขจากช่องทางขายดีลิเวอรี่ที่ช่วยไดรฟ์ตลาดได้ โดยปัจจุบันเดอะพิซซ่า คอมปะนี มีมาร์เก็ตแชร์อยู่ 70-80%
สำหรับกลยุทธ์และแผนการตลาดในปี 2564 จะต้องปรับแผนการดำเนินงานใหม่ทั้งหมด หลัก ๆ จะเน้นด้านนวัตกรรม (product & service innovation) นำมาใช้ทั้งเมนู รสชาติเข้มข้นและจัดจ้าน ต้องถูกปากคนไทย ตามด้วยการบริการที่มีมาตรฐาน และการจัดกิจกรรมรูปแบบใหม่ ๆ โดยในทุกการเปิดตัวสินค้าและการจัดกิจกรรมจะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมของสถานการณ์ ตลอดจนเทรนด์ความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงการเพิ่มไลน์อัพเมนูใหม่ ๆ เข้ามาขายช่องทางดีลิเวอรี่ โดยปัจจุบันจะมีหน้าพิซซ่าให้เลือกมากถึง 30 หน้า แต่หน้าที่ขายได้และตอบโจทย์มีอยู่ราว 13 หน้า ซึ่งที่ขายดีที่สุดคือ เมนูฮาวาเอี้ยน
นอกจากนี้ ยังได้เตรียมงบประมาณสำหรับการทำสื่อการตลาด จากเดิมจะเน้นช่องทางเอาต์ออฟโฮม (out of home) แต่จากนี้จะเน้นช่องทางดิจิทัลทุก ๆ แพลตฟอร์ม เพราะจะสามารถเข้าถึงผู้บริโภคเป้าหมายได้มากกว่า โดยปีนี้ตั้งเป้าขยายฐานลูกค้าใหม่ ๆ จากเดิมจะเป็นกลุ่มครอบครัว หรือเจน X และเจน Y รวมถึงการจัดโปรโมชั่นซื้อ 1 ถาด แถมฟรีอีก 1 ถาด ก็ยังจัดอยู่เป็นระยะ ๆ เพื่อรองรับการแข่งขันในตลาดที่ผู้ประกอบการหลาย ๆ แบรนด์จะเน้นจัดโปรโมชั่นลดราคามาต่อเนื่อง ถึงแม้ต้นทุนจะสูง แต่ต้องแลกมากับการที่กำไรลดลง เพื่อได้ยอดทราฟฟิกที่ผู้บริโภคเลือกกินมากขึ้น
ส่วนแผนการขยายสาขา ปกติแล้วเตรียมเปิดเพิ่มอีก 7-8 สาขา แต่ด้วยสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน จะต้องเลื่อนออกไปก่อน โดยปัจจุบัน เดอะพิซซ่า คอมปะนี มีจำนวนสาขาครอบคลุมทุกพื้นที่ ที่ผ่านมาการขยายสาขาร้านเดอะพิซซ่า คอมปะนี แบ่งเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ สาขา full service restaurant ตามด้วยรูปแบบ delco สำหรับรองรับบริการดีลิเวอรี่ เน้นเปิดตามอาคารพาณิชย์ และรูปแบบ delco มีที่นั่งรับประทาน เน้นขยายเข้าไปตามคอมมิวนิตี้มอลล์ เพื่อตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้บริโภคในยุคที่ต้องการความสะดวกมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน เดอะพิซซ่า คอมปะนี มีสัดส่วนรายได้แบ่งเป็น ช่องทางขายหน้าร้าน 10% ดีลิเวอรี่ 60% และซื้อกลับบ้าน take away 30% ถือเป็นรายได้หลักในเครือไมเนอร์ฟู้ด และที่ผ่านมาได้มีแอปพลิเคชั่น 1112 ดีลิเวอรี่ ที่เป็นแหล่งรวมแบรนด์ร้านอาหารในเครือไมเนอร์ อาทิ ซิซเล่อร์, สเวนเซ่นส์, แดรี่ควีน, เบอร์เกอร์คิง, เดอะคอฟฟี่ คลับ เข้ามาอยู่ในแอปเดียวเพื่อเพิ่มความสะดวก รวมถึงการทำลอยัลตี้โปรแกรม สะสมแต้มแลกของรางวัลร่วมกัน โดยเปิดให้บริการดีลิเวอรี่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล และได้เริ่มขยายไปหัวเมืองหลักในต่างจังหวัดอย่างครอบคลุม