เจาะเหตุผล Yum! Brands ตัดสินใจขาย ‘Pizza Hut’ 2.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ
Pizza Hut พิซซ่าฮัท
Yum! Brands ตัดสินใจขาย Pizza Hut ทั่วโลกและในจีน มูลค่ารวมกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์ หลังยอดขายหลายตลาดชะลอตัว ท่ามกลางการแข่งขันรุนแรงและพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน พร้อมนำเงินลงทุนต่อยอด KFC และ Taco Bell ให้เติบโตขึ้น
นับเป็นข่าวใหญ่อีกครั้งในวงการธุรกิจอาหาร เมื่อ “Yum! Brands” บริษัทเจ้าของเชนฟาสต์ฟู้ดระดับโลก ตัดสินใจขาย “Pizza Hut (พิซซ่าฮัท)” เชนร้านพิซซ่าชื่อดังระดับโลก หลังจากที่บริษัทแม่มีการทบทวนกลยุทธ์ธุรกิจ ตั้งแต่พฤศจิกายน 2025 ที่ผ่านมา ด้วยมูลค่ารวมสูงถึงกว่า 2.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยการขายกิจการในครั้งนี้ แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ
ธุรกิจ Pizza Hut ทั่วโลก (ยกเว้นจีน) ขายให้กับ LongRange Capital (บริษัท Private Equity) ในราคาประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยส่วนนี้ครอบคลุมร้านกว่า 15,500 แห่งในกว่า 100 ประเทศ
นอกจากนี้ Yum! Brands ยังมีโอกาสได้รับเงินส่วนเพิ่มตามผลประกอบการในอนาคต (Earn-out) อีกสูงสุด 75 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030
ธุรกิจ Pizza Hut ในจีน ขายให้กับ Yum China Holdings (ผู้บริหารจัดการแฟรนไชส์หลักในจีนปัจจุบัน) ในราคาประมาณ 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยธุรกิจส่วนนี้มีสาขาอยู่ประมาณ 4,375 แห่งและมีผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ดีลการขายกิจการครั้งนี้ คาดการณ์ว่า Yum! Brands จะได้รับเงินสดสุทธิประมาณ 2.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (หลังหักภาษี ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง และการปรับปรุงยอดก่อนปิดดีล) ยังไม่รวมโอกาสในการได้รับเงินส่วนเพิ่มตามผลประกอบการ (Earn-out) อีก 75 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 พร้อมทั้งคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว (One-time expenses) ประมาณ 85 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาที่เหลือของปี 2026 เพื่อใช้ในการดำเนินการแยกธุรกิจให้เสร็จสมบูรณ์
สำหรับเงินสดที่ได้จากการขายกิจการครั้งนี้ จะนำไปลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตใน Taco Bell และ KFC และการใช้เป็นส่วนหนึ่งของการซื้อหุ้นคืน ตามที่คณะกรรมการบริษัทฯ อนุมัติงบฯ ไว้สูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนกำหนดการขายกิจการทั้ง 2 ส่วนของ Pizza Hut คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในไตรมาสที่ 3 ของปี 2026
ยอดขายหด-แข่งเดือด-พฤติกรรมเปลี่ยน
สำหรับภาพใหญ่ที่กระทบต่อการแข่งขันในตลาดพิซซ่าของ Pizza Hut มากที่สุด หนีไม่พ้นเรื่องของการแข่งขันของคู่แข่ง ผลประกอบการ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยข้อมูลระบุว่า ยอดขายในสหรัฐอเมริกาและหลายพื้นที่ทั่วโลก (ยกเว้นจีน) ชะลอตัว โดยยอดขายสาขาเดิมในสหรัฐฯ (Same Store Sale Growth : SSSG) ลดลงต่อเนื่อง 10 ไตรมาสติดต่อกัน และเฉพาะปี 2025 ยอดขายในสหรัฐฯ ลดลงถึง 5% สวนทางแบรนด์ในเครืออย่าง Taco Bell ที่ยอดขายเติบโตขึ้น 7%
ประกอบกับแบรนด์คู่แข่งและร้านสะดวกซื้อ ต่างสู้กันด้วยโปรโมชั่นและการทำระบบสั่งอาหารผ่านมือถือ ซึ่งทำให้ดึงส่วนแบ่งการตลาดไปด้วย และ Pizza Hut เอง ยังเผชิญผลกระทบจากภาวะเงินเฟ้อและต้นทุนวัตถุดิบที่มีการปรับตัวสูงขึ้นด้วย
ขณะที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างมาก โดยเฉพาะการเติบโตของแพลตฟอร์มฟู้ดดีลิเวอรี่ ทำให้ผู้บริโภคมีทางเลือกในการสั่งอาหารมากขึ้น โดยไม่ได้จำกัดแค่การสั่งพิซซ่า รวมถึงการสนใจในเรื่องสุขภาพ จากกระแสความนิยมของยาลดน้ำหนักกลุ่ม GLP-1 ส่งผลให้ผู้บริโภคหันไปเลือกรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพมากขึ้น
อย่างไรก็ดี การแข่งขันของ Pizza Hut ในตลาดโลก สวนทางกับการแข่งขันในตลาดจีนแผ่นดินใหญ่ ที่ Pizza Hut สามารถก้าวขึ้นเป็นร้านอาหาร Casual Dining ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยมียอดขายเติบโต 4% กำไรจากการดำเนินงานเติบโต 19% ในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนปรับเมนูต่าง ๆ ให้เข้ากับท้องถิ่น การออกเมนูราคาประหยัด และการพัฒนาร้านรูปแบบใหม่
หันโฟกัส Taco Bell-KFC
Chris Turner ซีอีโอของ Yum! Brands เปิดเผยกับ CNBC ว่า การขาย Pizza Hut จะช่วยให้บริษัทสามารถมุ่งเน้นไปที่แบรนด์ที่มีโอกาสเติบโตมากกว่า นั่นคือ แบรนด์ Taco Bell และ KFC โดย Taco Bell มียอดขายสาขาเดิมเติบโตถึง 18% ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และยังมีโอกาสขยายสาขาในต่างประเทศได้อีกหลายพันแห่ง จากปัจจุบันที่มีสาขาอยู่นอกสหรัฐฯ เพียง 1,200 แห่ง
ส่วน KFC ก็เป็นแบรนด์ที่ทรงพลังระดับโลกด้วยจำนวนสาขาประมาณ 34,000 แห่ง และยังคงมีโมเมนตัมทางธุรกิจที่ดีในตลาด อีกทั้งเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา KFC Global เพิ่งประกาศแผนการปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่ของแบรนด์ โดยจะมีผลครอบคลุมทั่วโลก ภายในปี 2026 นี้
ผู้บริหาร ยังเชื่อด้วยว่า การโฟกัสที่สองแบรนด์นี้จะช่วยเร่งการเติบโตให้กับบริษัทได้อย่างมหาศาล
เทรนด์ธุรกิจสหรัฐฯ ดัน ‘Local Operator’ ลุยตลาดจีน
ส่วนตลาดจีนแผ่นดินใหญ่เอง แม้จะมีการขายธุรกิจ Pizza Hut ในจีน ให้กับ Yum China แล้ว แต่ยังคงเดินหน้าร่วมกันในการผลักดันแบรนด์ใหญ่ที่เหลือให้เติบโตในจีน ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่อันดับ 2 ของโลก โดยได้มีการบรรลุข้อตกลงทางการเงิน เพื่อขยายการเติบโตของ KFC ในประเทศ พร้อมทั้งเตรียมผลักดันแผนการขยายสาขา Taco Bell ในจีน
ดีลที่เกิดขึ้นกับ Pizza Hut ในจีน สอดคล้องกับเทรนด์ธุรกิจที่บรรดาบริษัทใหญ่ หันมามอบอำนาจให้บริษัทท้องถิ่นเป็นผู้บริหารแบรนด์ในท้องถิ่นนั้น ๆ เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่ดุเดือดขึ้น และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น กรณีของ General Mills ที่เพิ่งตกลงขายกิจการร้าน Haagen-Dazs ในจีน ให้กับกลุ่มทุนที่นำโดยแบรนด์ชา Ningji หรือกรณีของ Starbucks ที่ขายหุ้นใหญ่ในธุรกิจที่จีนให้กับ Boyu Capital ไปเมื่อปีที่แล้ว
ย้อนเส้นทาง แบรนด์ Pizza Hut
สำหรับ Pizza Hut เกิดขึ้นเมื่อปี 1958 มีสาขาแรกที่ Wichita, Kansas และเติบโตจนกลายเป็นเชนร้านพิซซ่าอันดับ 1 ของโลก ทั้งยอดขายและจำนวนสาขา เมื่อปี 1971
ก่อนที่ Pizza Hut ได้ถูกเข้าซื้อกิจการโดยบริษัทเครื่องดื่มยักษ์ใหญ่อย่างเป๊ปซี่โค (PepsiCo) ตั้งแต่ปี 1977 และได้มีการตัดสินใจแยกธุรกิจร้านอาหาร (Spin-off) ออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ เมื่อปี 1997 โดยมีแบรนด์ที่ถูกแยกออกมาร่วมกันคือ Pizza Hut, KFC และ Taco Bell
ก่อนที่บริษัทแห่งนั้นจะถูกเปลี่ยนชื่อและกลายมาเป็น “Yum! Brands” อย่างที่เรารู้จักกันในปี 2002
เรียบเรียงข้อมูลจาก Pizza Hut, Yum! Brands Press Release, Reuters, CNBC, Yahoo! Finance