เศรษฐศาสตร์ จุฬา ชวนรู้จักพฤติกรรมแห่กันซื้อ ดันราคาบิทคอยน์พุ่ง
โดย ผศ.ดร.วรประภา นาควัชระ ผู้ช่วยอธิการบดี และ อาจารย์ประจำ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ราคา Bitcoin ร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีวัวไฟ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่เมื่อ 8 มกราคม 2564 ที่ 41,962 ดอลลาร์สหรัฐ หรือมากกว่า 1.2 ล้านบาท แต่หลังจากนั้นราคาก็เริ่มร่วงอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมูลค่าตลาดของ Cryptocurrencies สูงกว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นำโดย Bitcoin ประมาณ 70% รองมาคือ Ethereum อยู่ที่ 13% และ Tether อยู่ที่ 3% โดยในช่วงที่ราคา Bitcoin ขึ้นไปสูงมาก เคยแซงหน้ามูลค่าตลาดของสกุลเงินบาทไทยอยู่ช่วงหนึ่ง

ข้อมูลจาก www.coinmarketcap.comเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564
ผศ.ดร.วรประภา นาควัชระ ผู้ช่วยอธิการบดี และ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า Bitcoin เกิดมาตั้งแต่ปี 2009 แต่คนส่วนใหญ่ยังไม่ได้ให้ความสนใจมาก จนกระทั่งราคาพุ่งสูงนับ 20 เท่า เมื่อปี 2017 (จากประมาณ 1,000 เป็น 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ) ทำให้นักเศรษฐศาสตร์หันมาหาคำตอบของปัจจัยที่ส่งผลต่อราคา Bitcoin โดยเป็นการหาความสัมพันธ์ของสกุลเงินดิจิทัลกับสินทรัพย์ประเภทต่าง ๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ โลหะมีค่า รวมไปถึงสกุลเงินทั่วโลก
ส่วนใหญ่พบว่าราคา Bitcoin ไม่มีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์ใด ๆ เลย อีกทั้งไม่สามารถอธิบายได้ด้วยพื้นฐานทางเศรษฐกิจ ซึ่งต่างจากราคาหุ้นที่ขึ้นอยู่กับผลประกอบการของบริษัทหรือวัฏจักรทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งที่หลายงานวิจัยค้นพบตรงกันคือ ราคา Bitcoin วิ่งตาม Sentiment ในข่าวหรือสื่อโซเชียลมีเดีย เช่น Twitter Reddit ซึ่งในปัจจุบันมีเครื่องมือที่สามารถจับกระแสเหล่านี้และนำมาวิเคราะห์ หากช่วงนั้นมีคำที่เกี่ยวข้องกับ Bitcoin ในเชิงบวก เช่น good, rise และ profitable ราคา Bitcoin จะวิ่งขึ้นต่อ รวมทั้งสกุลเงินดิจิทัลตัวหลักอื่น ๆ ค่อนข้างวิ่งไปในทิศทางเดียวกัน แม้ว่าแต่ละสกุลเงินดิจิทัลอาจถูกสร้างขึ้นด้วยวิธีและวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน

ภาพจาก economicshelp.org
ลักษณะเช่นนี้ในทางเศรษฐศาสตร์พฤติกรรมอธิบายได้ว่าเป็น การแห่เข้าไปซื้อ (Herding Behavior) ซึ่งพฤติกรรมนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะขาขึ้นเพียงอย่างเดียว อาจเกิดการวิ่งแห่ซื้อตามกันหรือตระหนกตกใจเทขายพร้อมกันก็เป็นได้ โดย Herding Behavior นี้ได้ส่งผลไปยังสกุลเงินดิจิทัลอื่นด้วย หากดูราคา Ethereum, Stellar หรือ Litecoin สกุลเงินดิจิทัลเหล่านี้เคยมีประวัติวิ่งขึ้นในช่วงปลายปี 2017 พร้อม Bitcoin และร่วงลงมาพร้อมกันในปี 2018
ดังนั้น การเข้าไปซื้อ Cryptocurrencies จึงต้องทำด้วยความระมัดระวัง และไม่แนะนำสำหรับการลงทุนระยะยาว เพราะมีความผันผวนสูง ผู้ซื้อควรตระหนักว่าเงินที่ลงทุนอาจสูญไปทั้งหมดได้ในพริบตา ส่วนตัวมองว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาแทบจะไม่มีปัจจัยพื้นฐาน สำหรับตอนนี้ หากต้องคาดการณ์ราคาในอนาคตผลลัพธ์จะคล้ายกับการพนันมากกว่า
อย่างไรก็ตาม ผศ.ดร.วรประภา มองว่า แท้จริงแล้ว Cryptocurrencies บางตัว อาจจะมีราคาที่เหมาะสมได้ เช่น Ethereum ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวางรากฐานให้กับเทคโนโลยี Smart Contract และ เทคโนโลยี Ethereum Blockchain ก็เป็นรากฐานให้เกิด Initial Coin Offering (ICO) บางตัวขึ้นมา ดังนั้น หากตลาดมองว่าเทคโนโลยี Ethereum Blockchain มีประโยชน์ เหรียญ Ethereum ก็อาจมีราคาที่เหมาะสมได้ตามคุณค่าที่แท้จริงของมัน
นอกจากนี้ เหรียญ ICO ที่ออกโดยบริษัทที่มีพื้นฐานดี ก็ควรจะมีราคาของเหรียญที่สะท้อนมูลค่าของบริษัทนั้น เทคโนโลยี Blockchain ยังเป็นสิ่งที่น่าจับตาดู เพราะน่าจะสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อีกในอนาคต
- Bitcoin ร่วงต่อเนื่องกว่า 100,000 บาท เหตุปัจจัยดอลลาร์แข็งค่ากดดัน
- “บิตคอยน์” พุ่งแตะ 1 ล้านบาท กูรูวิเคราะห์ปัจจัยหนุน-ลุ้นนิวไฮครั้งใหม่
- บิทคอยน์ ปี’63 ผลตอบแทนพุ่ง 275 % “ทรีนีตี้” ชวนลูกค้ากระจายพอร์ตมาลงทุน
ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ก็ได้นำเทคโนโลยี Blockchain นี้มาพัฒนา โครงการอินทนนท์ สร้างสกุลเงินดิจิทัล ที่ออกโดยแบงก์ชาติ เพื่อใช้ในการโอนเงินระหว่างสถาบันการเงินแทนที่จะโอนด้วยเงินบาทจริง เรียกว่า Central Bank Digital Currency (CBDC) เทคโนโลยีทางการเงินแห่งอนาคตเหล่านี้กำลังมีบทบาทมากขึ้นและมีข้อดีมหาศาลที่จะช่วยให้เกิดความโปร่งใส สะดวกรวดเร็ว
ปัจจุบันความรู้ด้านเทคโนโลยี รวมถึงการเข้าใจผลกระทบของเทคโนโลยีต่อระบบเศรษฐกิจเป็นสิ่งจำเป็น คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้เริ่มเปิดสอนวิชา เศรษฐกิจดิจิทัลและนวัตกรรม (Digital and Innovative Economy) ตั้งแต่ระดับปริญญาตรี เพื่อผสมผสานศาสตร์ด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ มาประยุกต์ใช้ในเชิงเศรษฐศาสตร์ หัวข้อที่มีการเรียนการสอน นอกจากเรื่องของเทคโนโลยี Blockchain และ Cryptocurrencies แล้ว ยังมีหัวข้ออื่นที่น่าสนใจ เช่น Artificial Intelligence (AI), Platform Economy, Internet-of-Things (IoT) เป็นต้น