เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
แลคตาซอย x มูลนิธิหัวใจ เปิดสอน CPR-AED ให้คนไทยฟรี ต.ค.-ธ.ค. นี้
SD แลคตาซอย x มูลนิธิหัวใจ เปิดสอน CPR-AED ให้คนไทยฟรี ต.ค.-ธ.ค. นี้
‘สีหศักดิ์’ ติง สถานทูตจีนออกคำเตือนเกินสมควร ทำนักท่องเที่ยวตื่นตระหนก
World ‘สีหศักดิ์’ ติง สถานทูตจีนออกคำเตือนเกินสมควร ทำนักท่องเที่ยวตื่นตระหนก
กลุ่มแบรนด์ลักชูเหยื่อจลาจล ปล้น-เผา-ทำลาย Dior จ้างการ์ดคุ้มกันเอง
Business กลุ่มแบรนด์ลักชูเหยื่อจลาจล ปล้น-เผา-ทำลาย Dior จ้างการ์ดคุ้มกันเอง
Pink Park Run 2026 ระดมทุน 5.59 ล้าน สร้างบ้านพิงพัก-ช่วยผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
SD Pink Park Run 2026 ระดมทุน 5.59 ล้าน สร้างบ้านพิงพัก-ช่วยผู้ป่วยมะเร็งเต้านม
มหกรรมบ้าน-คอนโดแข่งเดือด 9 บิ๊กอสังหากระหน่ำโปรฉ่ำ หั่นราคา 50%
Real Estate มหกรรมบ้าน-คอนโดแข่งเดือด 9 บิ๊กอสังหากระหน่ำโปรฉ่ำ หั่นราคา 50%
เพื่อไทย ไม่หวั่นกระแส ‘กล้าธรรม’ ซบ ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ไร้สัญญาณปรับ ครม.
Politics เพื่อไทย ไม่หวั่นกระแส ‘กล้าธรรม’ ซบ ‘ภูมิใจไทย’ ชี้ไร้สัญญาณปรับ ครม.
รัฐ-บิ๊กโทรคมนาคม ส่งซิก ผวา ศึก กสทช. สะเทือน USO 5.4 พันล้าน
Tech รัฐ-บิ๊กโทรคมนาคม ส่งซิก ผวา ศึก กสทช. สะเทือน USO 5.4 พันล้าน
เปิดปฏิทินงบประมาณใหม่ ‘อนุทิน’ ขึ้นปี 2 ดึง กกร.กำหนดทิศใช้เงิน
Politics เปิดปฏิทินงบประมาณใหม่ ‘อนุทิน’ ขึ้นปี 2 ดึง กกร.กำหนดทิศใช้เงิน
‘fai-fah Art Fest 2026’ ทีทีบีชูศิลปะจากเด็กธรรมดา ปลุกพลังรักโลก
SD ‘fai-fah Art Fest 2026’ ทีทีบีชูศิลปะจากเด็กธรรมดา ปลุกพลังรักโลก
ราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,450 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (21 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 50 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,450 บาท
ดูทั้งหมด

ส่งออกไทยอนาคตสดใส รับนโยบาย “โจ ไบเดน”

02 ก.พ. 2564 | 10:14น.
คอลัมน์ Smart SMEs

ชัยยศ ตันพิสุทธิ์
ธนาคารกสิกรไทย

เมื่อต้นปีที่ผ่านมา นายโจ ไบเดน ได้เข้าพิธีสาบานตนเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีคนที่ 46 ของสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการไปแล้ว ซึ่งผู้นำคนใหม่นี้มีนโยบายการบริหารประเทศค่อนข้างจะแตกต่างจาก นายโดนัลด์ ทรัมป์ อยู่พอสมควร

หลายฝ่ายเชื่อว่าไบเดนจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐให้กลับมาฟื้นตัวได้ไม่ต่ำกว่า 3.0% จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจชุดใหม่ที่เตรียมจะดำเนินการ เป็นวงเงินสูงถึง 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 9% ของจีดีพีสหรัฐ ซึ่งก็ทำให้บรรยากาศการค้าและการลงทุนกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปสหรัฐได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย

คาดว่าในปี 2564 นี้การส่งออกไทยไปสหรัฐจะกลับมาขยายตัวได้ถึง 10-12% มีมูลค่าการส่งออกที่ 36,700-37,300 ล้านดอลลาร์ ทั้งยังเพิ่มโอกาสในการส่งออกสินค้าไทยหลายรายการ

รวมถึงอาจมีการลดความรุนแรงจากการกีดกันการค้ากับไทย โดยมี 3 กลุ่มสินค้าส่งออกของผู้ประกอบการไทยที่อนาคตสดใสได้อานิสงส์จากนโยบายของไบเดน ดังนี้ครับ

1.สินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น โดยเฉพาะในกลุ่มอาหาร เช่น อาหารทะเลกระป๋อง/แปรรูป ข้าว ผลไม้กระป๋องอาหารสัตว์เลี้ยง และสินค้าเกษตรอื่น ๆ น่าจะยังคงเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดและผ่านวิกฤตโควิด-19 มาแล้ว

2.สินค้าอุปโภคบริโภคกลุ่มฟุ่มเฟือย ซึ่งขึ้นอยู่กับกำลังซื้อของภาคครัวเรือน โดยมีความเป็นไปได้ว่าการจ้างงานและครัวเรือนชนชั้นกลางน่าจะได้ประโยชน์จากนโยบายของนายโจ ไบเดนที่น่าจะเอื้อให้คนอเมริกันมีรายได้ส่วนเกิน พอที่จะจับจ่ายสินค้าฟุ่มเฟือยได้มากขึ้น ทำให้สินค้าไทย อย่างเช่น อัญมณีและเครื่องประดับ ยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า และเฟอร์นิเจอร์ ได้รับอานิสงส์ได้ด้วย

3.สินค้าขั้นกลางเพื่อการผลิตของไทยได้อานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ และนโยบายลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานไม่ต่ำกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์ ของนายโจ ไบเดน ที่ให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนพลังงานสะอาด และการขยายเครือข่ายระบบ 5G ทำให้มีความต้องการสินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ แผงโซลาร์เซลล์และไดโอด อุปกรณ์คอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยมีศักยภาพในการผลิตอยู่แล้วน่าจะทำตลาดได้ดียิ่งขึ้นอีก

นอกจากนี้ อานิสงส์ทางอ้อมจากกำลังซื้อของสหรัฐที่ฟื้นตัว ยิ่งมีความต้องการสินค้าอุปโภคบริโภคจากต่างประเทศ หนุนให้มีความต้องการสินค้าขั้นกลางของไทยเพื่อเป็นส่วนหนึ่งในห่วงโซ่การผลิตในประเทศต่าง ๆ เพื่อส่งสินค้ากลับไปขายให้ผู้บริโภคในสหรัฐอีกที

อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะมีประธานาธิบดีคนใหม่แต่สงครามการค้ากับจีนก็จะยังคงดำเนินต่อไป และมีความเสี่ยงที่จะกลับมาร้อนแรงได้อีกจากการขึ้นภาษีสินค้าจีนต่อเนื่อง และแรงกดดันจีนในด้านเทคโนโลยีก็ยังมีอยู่ เพียงแต่กลยุทธ์ในการกดดันจีนจะเริ่มเปลี่ยนไป โดยจะเน้นหนักไปที่การกลับมาสร้างพันธมิตรเพื่อโดดเดี่ยวจีน และสร้างฐานอำนาจของสหรัฐในเวทีโลก

โดยมีความเป็นไปได้ว่าอาจกลับมาสนใจเข้าร่วม CPTPP และเดินหน้าเจรจาสานสัมพันธ์กับสหภาพยุโรป (TTIP) ทำให้จีนเผชิญคู่กรณีที่มากขึ้น ซึ่งน่าจะสร้างผลกระทบให้ผู้ประกอบการไทยที่มีค้าขายกับจีนอยู่ไม่มากก็น้อย โดยเฉพาะในส่วนของห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับสินค้าเทคโนโลยีที่ผลิตหรือประกอบในจีน จะถูกลดบทบาทลงไปโดยปริยาย ซึ่งสงครามการค้าระหว่างสหรัฐ และจีนไม่น่าจะจบลงโดยง่าย

ผู้ประกอบการจึงต้องเตรียมปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือสงครามที่อาจจะยืดเยื้อต่อไปครับ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คอลัมน์ Smart SMEs ส่งออกไทย