เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (29 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,700 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (29 ก.ย. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,700 บาท
โป๊ปเลโอเตือน! AI อาจสร้าง ‘วิมานจักรกล’ กลืนกินมนุษยชาติ จี้เร่งคุมเข้มจริยธรรมเทคโนโลยี
Tech โป๊ปเลโอเตือน! AI อาจสร้าง ‘วิมานจักรกล’ กลืนกินมนุษยชาติ จี้เร่งคุมเข้มจริยธรรมเทคโนโลยี
คมนาคมจี้การบินไทย เคลียร์สัมภาระตกค้าง ย้ำต้องรับผิดชอบชดเชยผู้โดยสาร
Politics คมนาคมจี้การบินไทย เคลียร์สัมภาระตกค้าง ย้ำต้องรับผิดชอบชดเชยผู้โดยสาร
ไชยชนก โต้ข่าวปลอมชง ครม. ของบ 497 ล้าน ร่วม Tomorrow.io ทำระบบพยากรณ์เท่า NASA
Politics ไชยชนก โต้ข่าวปลอมชง ครม. ของบ 497 ล้าน ร่วม Tomorrow.io ทำระบบพยากรณ์เท่า NASA
ปรากฏการณ์ ‘เนเน่’ กวาด 105 ล้านเอ็นเกจเมนต์ สะท้อนพลังแห่งความภาคภูมิใจ
News ปรากฏการณ์ ‘เนเน่’ กวาด 105 ล้านเอ็นเกจเมนต์ สะท้อนพลังแห่งความภาคภูมิใจ
รัฐบาล คาดปัญหาสัมภาระล้าช้าที่สนามบิน 1 สัปดาห์คลี่คลาย
Politics รัฐบาล คาดปัญหาสัมภาระล้าช้าที่สนามบิน 1 สัปดาห์คลี่คลาย
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังเจรจาสันติภาพครั้งใหม่ของสหรัฐ-อิหร่าน ยังไม่แน่นอน
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังเจรจาสันติภาพครั้งใหม่ของสหรัฐ-อิหร่าน ยังไม่แน่นอน
บีโอไอ ส่ง 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม เว้นอากรเปลี่ยนเครื่องจักร–ตัดบัญชีของเสีย ยื่นภายใน 6 เดือน
Economic บีโอไอ ส่ง 3 มาตรการช่วยน้ำท่วม เว้นอากรเปลี่ยนเครื่องจักร–ตัดบัญชีของเสีย ยื่นภายใน 6 เดือน
โครงการแก้น้ำท่วม “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” 1.6 แสนล้าน ผ่าน EIA แล้ว ครม.เคาะพร้อมลุย
Politics โครงการแก้น้ำท่วม “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” 1.6 แสนล้าน ผ่าน EIA แล้ว ครม.เคาะพร้อมลุย
คลัง ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วม รับเรื่องประชาชน-ผู้ประกอบการ
Finance คลัง ตั้งศูนย์ประสานงานช่วยเหลือน้ำท่วม รับเรื่องประชาชน-ผู้ประกอบการ
ดูทั้งหมด

นักวิจัย สวทช. สังเคราะห์สารตั้งต้นยา “ฟาวิพิราเวียร์” ต้านโควิด สำเร็จ

03 มี.ค. 2564 | 17:21น.

นักวิจัย สวทช. สังเคราะห์สารตั้งต้นยา “ฟาวิพิราเวียร์” ต้านโควิดสำเร็จ ทดแทนวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศ ด้านองค์การเภสัชฯ เตรียมศึกษาความเป็นไปได้กับเอกชนสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบยา

วันที่ 3 มีนาคม 2564 ที่กระทรวงการอุมดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในการแถลงข่าวความร่วมมือเพื่อสร้างความสามารถในการพัฒนากระบวนการสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม (API: Active Pharmaceutical Ingredients) ของประเทศ: ยาต้านไวรัส “Favipiravir” ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม กล่าวว่า

ในการพัฒนาวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา หรือ API (Active Pharmaceutical Ingredients) สำหรับใช้เป็นสารตั้งต้นในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) เพื่อใช้ต้านไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (SAR-CoV-2) เป็นงานส่วนหนึ่งภายใต้แผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy : BCG Model) พ.ศ. 2564-2569 ตามที่นายกรัฐมนตรีประกาศให้ BCG เป็นวาระแห่งชาติ และเป็นต้นแบบการพัฒนาเศรษฐกิจ ซึ่งจะเป็นหนึ่งในวาระที่นำเสนอในการจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ปี พ.ศ. 2565 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพในการจัดงาน

“โดยการพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจ BCG ประกอบด้วย 4 สาขายุทธศาสตร์ คือ เกษตรและอาหาร สุขภาพและการแพทย์ พลังงาน วัสดุและเคมีชีวภาพ และการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดยอาศัยจุดแข็งของประเทศซึ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม และในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ซึ่งประเทศไทยก็เป็นที่ประจักษ์ของชาวโลกอย่างมากว่าเรามีการแพทย์และสาธารณสุขที่ก้าวหน้าประเทศหนึ่งในเอเชียและระดับโลก

ที่สำคัญขณะนี้ประเทศไทยก็ประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัคซีน 2 ชนิด จาก 7 ชนิด และวัคซีนอีก 5 ชนิด กำลังอยู่ระหว่างการวิจัยและพัฒนา ซึ่งการพัฒนาวัคซีนเพื่อคนไทยไม่เท่าไหร่ แต่การผลิตวัคซีนโดยคนไทยต่างหากที่เป็นเป้าหมายของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงสาธารณสุข”

“นอกจากนี้ เรายังประสบความสำเร็จในการพัฒนาวัตถุดิบสารออกฤทธิ์ทางยา หรือ API ซึ่งเป็นนิมิตหมายที่ดีที่ประเทศไทยจะสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมวัคซีน ยา รวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่จะช่วยรับมือต่อวิกฤตโรคระบาดในอนาคต ทำให้ประเทศมีความเข้มแข็งทางด้านการแพทย์และสาธารณสุข สามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดการนำเข้า ซึ่งเป็นแนวทางที่ช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง เพราะเราไม่ได้มีแค่วิทยาการความรู้ แต่เรายังสามารถผลิตเพื่อการส่งขายได้อีกด้วย”

อย่างไรก็ดี ขณะนี้ สวทช. ได้เตรียมผลักดันเชื่อมโยงงานวิจัยไปสู่ระดับอุตสาหกรรม โดยนำเรื่องการพัฒนาสังเคราะห์สารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม สำหรับยา Favipiravir ต้านโรคโควิด-19 บรรจุในโครงการ BCG กลุ่มสาขายาและวัคซีนแล้ว และเป็นกรอบการทำงานของงบประมาณปี 2565 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล

ด้าน ดร.ณรงค์ ศิริเลิศวรกุล ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า “อุตสาหกรรมการผลิตยาของประเทศไทยยังคงอยู่ระดับปลายน้ำ ต้องนำเข้าสาร API ซึ่งเป็นสารตั้งต้นในการผลิตยารักษาโรคต่าง ๆ จากต่างประเทศมากถึง 95% ดังนั้นหากเราสามารถสังเคราะห์ API ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาตำรับยาได้สำเร็จ จะช่วยผลักดันอุตสาหกรรมของไทยให้ผลิตยาได้ครบวงจรด้วยตนเองตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทาง ทำให้เราสามารถพึ่งพาตนเอง ลดการนำเข้า สร้างความมั่นคงด้านสุขภาพและการแพทย์ให้กับประชาชนได้

จะเห็นได้จากในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด โรคอุบัติใหม่ที่ยังไม่มียารักษา ทำให้มีความพยายามนำยาหรือสารออกฤทธิ์ต่างๆ มาทดลองรักษาโรคปอดอักเสบจากไวรัส SARS-CoV-2 กระทั่งพบยาที่มีประสิทธิผลดีในการรักษาผู้ป่วยโควิด-ได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ ฟาวิพิราเวียร์”

ดร.ณรงค์ กล่าวต่อว่า ด้วยโควิดมีการระบาดใหญ่ทั่วโลก ทำให้ยาฟาวิพิราเวียร์เป็นที่ต้องการอย่างมาก ประเทศผู้ผลิตต้องเก็บไว้รักษาประชากรของตนเอง ทำให้ยาขาดตลาด การสั่งซื้อทำได้ยากและมีจำนวนจำกัด จึงอาจไม่เพียงพอต่อการรักษาของผู้ป่วยในประเทศที่ไม่สามารถผลิตยาเองได้

ซึ่งนั่นเป็นจุดเริ่มต้นให้ สวทช. ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม เดินหน้าวิจัยพัฒนากระบวนการผลิต API ด้วยตนเองในระดับห้องปฏิบัติการกระทั่งประสบความสำเร็จ ซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาสูตรตำรับยาที่ทางองค์เภสัชกรรมดำเนินการอยู่ เพื่อใช้ในการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์สำหรับต้านโรคโควิด

“อย่างไรก็ดี ในกระบวนการสังเคราะห์ API นั้น แม้ทีมวิจัยจะเลือกแนวทางการผลิตที่ดีที่สุดจากหลายแนวทางการผลิตที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็ยังเป็นวิธีที่ต้องใช้สารตั้งต้นที่มีราคาแพง ทำให้ทีมวิจัยเร่งศึกษาวิจัยต่อยอด พัฒนากระบวนการสังเคราะห์จากเดิม 6 ขั้นตอน เป็น 9 ขั้นตอน ถึงแม้จะมีขั้นตอนที่มากขึ้นแต่เป็นวิธีที่สามารถใช้วัตถุดิบราคาถูก หาได้ง่าย และพึ่งพาตนเองได้ โดย API ที่นักวิจัย ไบโอเทค สวทช. สังเคราะห์ได้มีคุณภาพดี มีมาตรฐานทัดเทียมระดับสากล สามารถใช้เป็นสารตั้งต้นทดแทน API ที่นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อการผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

สำหรับในขั้นต่อไป องค์การเภสัชกรรมจะขยายการผลิตในระดับกึ่งอุตสาหกรรม (Pilot Scale) ร่วมกับทีมนักวิจัย ไบโอเทค สวทช. และจะมีการต่อยอดขยายผลไปสู่อุตสาหกรรม API โดยมี บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ร่วมศึกษาความเป็นไปได้เพื่อขยายผลสู่ขั้นตอนการผลิตในเชิงพาณิชย์ เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน มีการใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมยกระดับอุตสาหกรรมยา สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่มุ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจ BCG ตั้งเป้าสร้างศักยภาพการผลิตยาในประเทศ”

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า องค์การเภสัชกรรม ได้ร่วมมือกับ สวทช. ดำเนินการวิจัยและพัฒนากระบวนการสังเคราะห์วัตถุดิบ Favipiravir ซึ่งขณะนี้ สวทช. ได้ดำเนินการในระดับห้องปฏิบัติการเสร็จแล้ว ได้กระบวนการสังเคราะห์จากสารตั้งต้นตัวใหม่ที่มีราคาถูกกว่าสารตั้งต้นที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบันขณะนี้องค์การฯ อยู่ในระหว่างการยื่นจดสิทธิบัตรต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญา

ขณะเดียวกัน สวทช. พร้อมที่จะถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตให้กับองค์การฯ เพื่อจะได้พัฒนาต่อยอดกระบวนการสังเคราะห์ไปสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมและอุตสาหกรรมต่อไป ทั้งนี้องค์การฯ สวทช. และ ปตท. จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างโรงงานสังเคราะห์วัตถุดิบยา Favipiravir และวัตถุดิบยาจำเป็นอื่นๆ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาวัตถุดิบยาที่มีความจำเป็นต่อระบบสาธารณสุข และมีศักยภาพในเชิงพาณิชย์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สวทช.