งานวิจัย A-QUALITY อว. X สวทช.-ซินโครตรอน ผลิตน้ำปลอดสารหนู ลุ่มน้ำกก
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) ได้จัดพิธีส่งมอบแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนู เพื่อการอุปโภคบริโภคแก่ชุมชนริมลำน้ำกก นำผลงานวิจัยออกมาใช้แก้ปัญหาจริงในพื้นที่ โดยเฉพาะประเด็นคุณภาพน้ำที่ได้รับผลกระทบจากปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ
ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวถึงภารกิจของกระทรวง อว. ในการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยแก้ปัญหาของประเทศ พร้อมย้ำว่า เรื่องน้ำเป็นเรื่องใกล้ตัวที่ส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของประชาชน
การส่งมอบแม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนูในพื้นที่ลุ่มน้ำกก จึงสะท้อนบทบาทของกระทรวง อว. ในการเชื่อมโยงนโยบาย งานวิจัย และการใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม จากโจทย์ปัญหาของชุมชน สู่การพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทจริง และส่งต่อให้หน่วยงานท้องถิ่นนำไปใช้ดูแลประชาชน
โดยเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความมั่นคงด้านน้ำและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงน้ำสะอาด เพื่อให้วิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาและสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนไทย
นโยบายของกระทรวง อว.มุ่งให้ความสำคัญกับงานวิจัยที่ตอบโจทย์ประเทศและกลุ่มเป้าหมายอย่างตรงจุด สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคม และเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงประโยชน์จากวิทยาศาสตร์อย่างทั่วถึง สอดคล้องกับทิศทางการผลักดันให้ สวทช.เป็น “เครื่องยนต์วิจัยของประเทศ” ที่นำโจทย์จริงจากพื้นที่มาแปลงเป็นนวัตกรรมเพื่อประชาชน
สวทช. เดินหน้างานวิจัย
ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช. ให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานวิจัยและพัฒนาให้ตอบโจทย์วิกฤตของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาสิ่งแวดล้อมและการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมสนับสนุนอย่างเป็นระบบ
ภายใต้แผนงาน Pre-battle นวัตกรรมน้ำสะอาดเพื่อคุณภาพชีวิต หรือ A-QUALITY สวทช. ได้ผลักดันให้งานวิจัยเกิดการใช้งานจริง ตั้งแต่การตรวจติดตามคุณภาพน้ำ การพัฒนาระบบปรับปรุงคุณภาพน้ำ ไปจนถึงการสร้างต้นแบบและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้แก่หน่วยงานในพื้นที่ โดยมีเป้าหมายให้ประชาชนเข้าถึงน้ำสะอาดและปลอดภัยได้อย่างมั่นคงในทุกสถานการณ์
แม่แบบระบบผลิตน้ำประปาหมู่บ้านสำหรับกำจัดสารหนูที่ส่งมอบในครั้งนี้ เป็นผลงานของศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) ภายใต้ สวทช. ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาคุณภาพน้ำดิบในพื้นที่ลุ่มน้ำกกทั้งเรื่องความขุ่น สารหนู และโลหะหนัก โดยเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ พร้อมส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วม เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
ที่ผ่านมา สวทช.ได้นำร่องพัฒนาระบบในพื้นที่บ้านริมกก ตำบลแม่ยาว และบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก จังหวัดเชียงราย ครอบคลุมกว่า 700 ครัวเรือน เพื่อยกระดับคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านให้เข้าสู่มาตรฐานของกรมอนามัย
นอกจากนี้ สวทช. ยังมีผลงานเครื่องผลิตและกรองน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีที่ชื่อว่า “AquaNano” ซึ่งพัฒนาระบบกรองที่สามารถจัดการสารปนเปื้อนรวมถึงโลหะหนัก และมีระบบติดตามคุณภาพน้ำในตัว ล่าสุดได้ต่อยอดเป็นรถผลิตน้ำดื่มด้วยนาโนเทคโนโลยีสำหรับรองรับสถานการณ์ภัยพิบัติ ซึ่งสามารถผลิตน้ำสะอาดได้สูงสุดถึง 250 ลิตรต่อชั่วโมง ถือเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปใช้จริงภายใต้แผนงาน A-QUALITY
เจาะต้นตอสารหนู
รองศาสตราจารย์ ดร.สาโรช รุจิรวรรธน์ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (สซ.) อธิบายว่า สซ. ได้นำเทคโนโลยีการวิเคราะห์ด้วยแสงซินโครตรอนมาใช้ตรวจสอบปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแหล่งน้ำ ซึ่งสามารถบ่งชี้ชนิดทางเคมีและเลขออกซิเดชั่นของสารหนูได้ อันเป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับแหล่งที่มา ความเป็นพิษ และแนวทางบำบัดเพื่อลดผลกระทบ
องค์ความรู้นี้จึงนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมระบบกรองสำหรับบำบัดสารหนูและโลหะหนักในน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค ทั้งการกำจัดสารหนูที่ปนอยู่กับตะกอนแขวนลอยขนาดเล็ก และการดักจับส่วนที่ละลายอยู่ในน้ำด้วยวัสดุดูดซับที่มีความจำเพาะสูงและมีประสิทธิภาพ
จากฐานความรู้ดังกล่าว สซ. ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยขอนแก่นและภาคีเครือข่ายวิจัย พัฒนาวัสดุสำหรับดูดซับสารหนูโดยใช้ระบบเรซิ่นแลกเปลี่ยนไอออนลบที่ปรับสภาพพื้นผิวให้จำเพาะต่อการดักจับสารหนูและโลหะหนัก พร้อมนำความเชี่ยวชาญด้านเทคนิคและวิศวกรรมมาพัฒนาเป็นระบบบำบัดน้ำที่ใช้งานได้จริง
โดยได้ติดตั้งใช้งานแล้วที่ประปาชุมชนบ้านฟาร์มสัมพันธกิจ หมู่ 6 ตำบลริมกก อำเภอเมืองเชียงราย เพื่อเสริมประสิทธิภาพให้ระบบกรองน้ำแบบตกตะกอนเคมีเดิมของชุมชนสามารถลดการปนเปื้อนของสารหนูได้ดียิ่งขึ้น พร้อมทั้งติดตั้งระบบ RO สำหรับผลิตน้ำดื่ม ช่วยให้ประชาชนกว่า 250 ครัวเรือนมีน้ำสะอาดและปลอดภัยมากขึ้น
สซ. ยังได้ติดตั้งระบบกรองน้ำลักษณะเดียวกันนี้ให้แก่โรงเรียนบ้านเหมืองแดง ตำบลแม่สาย อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย เพื่อแก้ปัญหาการปนเปื้อนของสารหนูในแม่น้ำสาย ซึ่งส่งผลกระทบต่อนักเรียนระดับประถมศึกษาและบุคลากรของโรงเรียนรวมกว่า 700 คน
ความมั่นคงด้านน้ำ
นายรามิล พัฒนมงคลเชฐ ปลัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า อบจ.เชียงรายให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงด้านน้ำแก่ประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มน้ำกก เนื่องจากแม่น้ำกกเป็นแหล่งน้ำสำคัญที่ชาวเชียงรายใช้ประโยชน์ทั้งด้านการเกษตร การอุปโภคบริโภค และการดำรงชีวิต ท่ามกลางสถานการณ์คุณภาพน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป ทั้งความขุ่นและการพบการปนเปื้อนของโลหะหนัก ทำให้การบริหารจัดการน้ำจำเป็นต้องอาศัยทั้งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ โดยกล่าวว่า
ที่ผ่านมา อบจ.เชียงรายได้ทำงานร่วมกับศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สวทช. เพื่อยกระดับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพัฒนามาตรฐานการผลิตน้ำประปาหมู่บ้าน โดยเริ่มจากพื้นที่นำร่องในชุมชนที่อยู่ใกล้ลำน้ำกก ได้แก่ บ้านริมกก ตำบลแม่ยาว และบ้านเมืองงิม ตำบลริมกก ซึ่งทั้งสองพื้นที่ดำเนินการแล้วเสร็จ ครอบคลุมผู้ใช้น้ำมากกว่า 700 ครัวเรือน
การทำงานร่วมกันครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตั้ง แต่เป็นการนำองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาช่วยให้ท้องถิ่นเข้าใจคุณภาพน้ำและสามารถบริหารจัดการระบบประปาได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ นำไปสู่การสร้างศักยภาพของผู้ดูแลระบบประปาและคณะกรรมการประปาหมู่บ้าน เพื่อให้สามารถเฝ้าระวังคุณภาพน้ำ ดูแลระบบผลิตน้ำ และรับมือกับความเสี่ยงจากโลหะหนักได้อย่างเป็นระบบ
นายรามิลกล่าวเสริมว่า ความร่วมมือระหว่าง อบจ.เชียงรายกับนาโนเทค สวทช. ถือเป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยมาตอบโจทย์ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม จากปัญหาคุณภาพน้ำในลำน้ำกก สู่การพัฒนาระบบประปาหมู่บ้าน และต่อยอดไปสู่การสร้างศักยภาพของคนในพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนมีน้ำที่ปลอดภัยและมีระบบบริหารจัดการน้ำที่พึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญของการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและความมั่นคงด้านทรัพยากรน้ำให้กับชาวเชียงราย
ทั้งนี้ อบจ.เชียงรายยังมีแผนพัฒนาศักยภาพคณะกรรมการประปาหมู่บ้านในพื้นที่ใกล้แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวกอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ชุมชนดูแลระบบน้ำของตนเองได้อย่างยั่งยืน
พร้อมขยายองค์ความรู้จากพื้นที่นำร่องไปยังพื้นที่เสี่ยงอื่น ๆ ของจังหวัดต่อไป