สัมภาษณ์พิเศษ
ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) มอบให้กระทรวงพลังงานจัดทำ “แผนพลังงานแห่งชาติ” วางนโยบายด้านพลังงานของประเทศไทยท่ามกลางความท้าทายจากกระแสเทคโนโลยี ดิสรัปชั่น การเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาด และภาวะไฟฟ้าสำรองล้น ต้นทุนค่าไฟแพง ซึ่งถือเป็นความท้าทาย “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์พิเศษ “นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท” ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.)
ร่างแผนพลังงานแห่งชาติ
สนพ.เข้าไปเป็นผู้ช่วยดำเนินการเรื่องแผนพลังงานแห่งชาติ จะเป็นคล้ายยุทธศาสตร์กำหนดทิศทางนโยบายแต่ละด้านว่า ไฟฟ้า น้ำมัน ก๊าซ พลังงานหมุนเวียน อนุรักษ์พลังงานจะเดินหน้าอย่างไร เช่น โลกเน้นพลังงานสะอาด คาร์บอนนูทรอลไทยก็ต้องปรับให้สอดคล้องกับโลก
“ตอนนี้อยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูล หารือกับกระทรวง เพราะยังมีหลายส่วนที่ยังไม่ตกผลึก ถ้าไดเร็กชั่นออกมาว่าจะทำอะไรบ้าง และจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ก่อนจะทำแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (พีดีพี) แผนพลังงานทดแทน (เออีดีพี) ซึ่งเป็นแอ็กชั่นแพลนต่อไป”
ปูทาง “แผน PDP 2022”
“สิ่งที่ทำวันนี้มาจากแผนปฏิรูปพลังงานที่กำหนดว่าควรจะมีการทำแผนพีดีพีปลายทาง คือ ปี 2022 สนพ.ก็เป็นหลักในเรื่องไฟฟ้า เราเริ่มทำ คือ ค่าพยากรณ์ หรือโหลดฟอร์แคสต์ตัวใหม่ ซึ่งจะต้องเปลี่ยนโมเดลในการคำนวณ เพื่อรองรับเรื่องการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่จะเข้ามาดิสรัปต์ภาคไฟฟ้า ดีมานด์ใหม่ เช่น รถอีวี นวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น ไมโครกริด IPS แบตเตอรี่ ต่อไปจะมีโรงไฟฟ้าเสมือน virtual power plant เข้ามา อาจไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ เพียงแต่มีแบตเตอรี่ไว้หลาย ๆ จุดในช่วงที่ต้องการไฟฟ้าพีก”
การจัดโรงไฟฟ้าจะมาดูหลังจากได้ค่าพยากรณ์ระยะยาวใหม่แล้ว เดิมมีโรงไฟฟ้าฟอสซิลทั้งถ่านหินและก๊าซ แต่เทรนด์โลกจะเป็นกรีนกับคลีน คือ เน้นเรื่องพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น จากที่กำหนดให้ใช้พลังงานหมุนเวียนผลิตไฟฟ้าสัดส่วน 20% ต้องหารือกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ว่าควรมีนโยบายอย่างไร ตั้งเป้าหมายมากกว่านี้ได้หรือไม่ ผมคิดว่าฟอสซิลที่เป็นคลีนต้องเป็นก๊าซเป็นหลัก ถ่านหินยังมีอยู่แต่อาจน้อยลง การรับซื้อไฟฟ้าจากประเทศเพื่อนบ้านก็จะเป็นคลีนเอเนอร์ยีอยู่ในพีดีพีใหม่
บริหารจัดการ “ไฟฟ้าสำรองล้น”
ขณะนี้ไทยประสบกับภาวะสำรองไฟฟ้าล้น ซึ่งตามแผนพีดีพีเดิมกำหนดว่าถึงประมาณปี 2568 ที่ยังล้น ผลจากเศรษฐกิจไม่ได้เติบโตตามที่เราคาด และไทยเจอโควิดตั้งแต่ปีที่แล้ว
“การสร้างโรงไฟฟ้าต้องทำล่วงหน้า 7-8 ปี ณ วันนั้นเรามองอนาคตว่าเศรษฐกิจจะโต กลับกลายเป็นว่าเศรษฐกิจไม่เติบโตตามที่คาดการณ์ แต่โรงไฟฟ้าเกิดขึ้นแล้วทำให้รีเซิร์ฟสูงระดับหนึ่ง ตามแผนพีดีพีเราพยายามกดรีเซิร์ฟมาร์จิ้นไม่ให้สูงมาก เฉลี่ยทั้งแผนของดิวิชั่น 1 อยู่ที่ 18% จากระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 15-20% ซึ่งถ้าเรามุ่งสู่พลังงานทดแทน เช่น ในต่างประเทศอย่างเยอรมนีหรือยุโรปมันดีแต่ไม่เสถียร ต้องมีแบ็กอัพ ก็คือ รีเซิร์ฟต้องพร้อมในวันที่แดดไม่มาหรือลมไม่มี”
อย่างไรก็ตาม คาดว่าปีหน้าหลังจากมีวัคซีนเวิร์ก กิจกรรมภาคการผลิตหรือการท่องเที่ยวกลับมา เศรษฐกิจกลับมา ดีมานด์การใช้ไฟฟ้าอาจเพิ่มขึ้นกลับมาที่เดิมหรือสูงกว่าเดิม และอันที่ 2 คือ วันนี้เรามีเรื่อง EEC เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ซึ่งรัฐบาลโปรโมตตรงนี้อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่เข้ามาลงทุนจะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น หรือเรื่องอีวีถ้ามาเร็วใน 3-4 ปีนี้ ก็จะทำให้ตัวรีเซิร์ฟลดลงเองโดยธรรมชาติ
ผ่องถ่ายขายไฟล้นให้เพื่อนบ้าน
มีไอเดียการผ่องถ่ายไปขายที่ประเทศเพื่อนบ้าน กระทรวงก็ให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ไปคุยกับทั้งเมียนมา กัมพูชา แต่คงไม่ได้เร็ว ๆ นี้ ตอนนี้เพื่อนบ้านก็โดนโควิด และโครงสร้างพื้นฐาน สายส่ง ต้องพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกว่าจะสร้างเสร็จประมาณปี 2566
“ตอนนี้ไม่มีนโยบายรับซื้อไฟ 10 ปีโรงไฟฟ้าเอกชนใหญ่ ๆ ไม่มีการก่อสร้าง มีรับซื้อแค่จากพวกรีนิวตัวเล็ก ๆ ส่วน 2 โปรเจ็กต์ คือ โซลาร์ลอยน้ำนั้นอยู่ในแผนพีดีพีอยู่แล้ว เป็นไปตามดีมานด์ซัพพลายไม่มีประเด็นอะไร ส่วนโซลาร์ ทบ.ยังไม่มีในแผนพีดีพี แต่จะดำเนินการอย่างไรต้องหารือกระทรวง”
ไฟล้นแต่แพงจากต้นทุนในอดีต
ตอนที่วางแผน PDP มองอนาคตค่าไฟจากปีนี้ไปถึง 20 ปีข้างหน้า อยู่ที่หน่วยละ 3.60-3.70 บาท “ไม่ขึ้นเลย” ถือว่าไม่แพง และหากเทียบกับอาเซียน ค่าไฟไทยยังอยู่ระดับกลาง ๆ
“ที่ถูกมองราคาปัจจุบันแพงมาจากต้นทุนพลังงานหมุนเวียนสูงด้วย เพราะมีนโยบายส่งเสริมพลังงานหมุนเวียนตั้งแต่ปี 2547 ปี 2550-2552 สมัยก่อนใช้ระบบ adder โซลาร์มีแอดเดอร์ 8 บาท บวกค่าไฟฐานอีก 3 บาทกว่า รวมแล้ว 11.00 บาทต่อหน่วย โครงสร้างค่าไฟวันนี้ที่อาจแพงเป็นผลมาจากโครงสร้างค่าไฟในอดีต ถ้าไปดูผลศึกษาของ กกพ.พบว่า พลังงานสะอาดมีคอร์สหลายแสนล้านเหมือนกัน พลัสทูไปในค่าไฟ”
สำรองไฟใน PDP ใหม่
วันนี้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนดีขึ้นเรื่อย ๆ และเปลี่ยนจาก adder เป็น FIT (feed in tariff) ซึ่งในอนาคตการรับซื้อไฟจากรีนิวจะถูกลง เรามีบิดดิ้งจากหน่วยละ 4 บาทกว่า เหลือ 2 บาทกว่า
ถ้าเรามุ่งไปกรีน หรือ carbon neutral เพิ่มก็ต้องมานั่งดูค่าไฟจะกระทบอย่างไร
เรื่องรีนิวเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนการผลิตสูง เพราะต้องมีระบบการสำรอง กฟผ.ต้องเตรียมสำรองไว้ ผลการศึกษาของ สนพ.ตามเรื่องปฏิรูป หากในอนาคตเรามีพลังงานทดแทนมากขึ้น อาจทำให้ตัวสำรองจะไม่ใช่แค่ 15-20% แต่ต้องมากกว่านี้ อย่างในยุโรปสำรองเขาโตถึงประมาณ 50% ก็มี บ้านเราต้องมาดูตัวเลขที่เหมาะสมอีกที
“แผนยาวนานแต่เราต้องวางเผื่อ เพราะถ้าไฟฟ้าไม่พอจะมีผลกระทบ ถ้าถามว่าพยากรณ์โอเวอร์ไหมนั่นก็ต้องยอมรับ เพราะตอนนั้นทุกคนก็คิดว่าเศรษฐกิจจะดี ถ้าในทางกลับกันพยากรณ์ผิด คิดไว้ต่ำกว่าอะไรจะเสียหายมากกว่ากัน เหลือดีกว่าไม่พอ แต่สิ่งที่เหลือมันก็ต้นทุนเท่ากัน ตอนนี้เราปรับรีไวนด์ค่าพยากรณ์ทุกปี แผนอาจต้องรีไวนด์ทุก 3 ปี”