หุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ 1,560-1,585 จุด กดดันดอลลาร์แข็งค่า
ตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวในกรอบ 1,560-1,585 จุด ถูกกดดันจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่า ตอบรับเศรษฐกิจสหรัฐที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และมาตรการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐวงเงิน 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่คาดว่าไบเดนจะเปิดเผยรายละเอียดสัปดาห์หน้า ลุ้น อย.รับรองวัคซีน Moderna-Sputnik V-Sinopharm
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) รายงานแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (26 มี.ค. 2564) ว่า วานนี้แม้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงในช่วงท้าย แต่ยังยืนเหนือ 1,560 จุดได้ แนวโน้มโดยรวมยังเป็นขาขึ้น แต่ตลาดเริ่มขาดปัจจัยหนุนใหม่ที่จะดัน SET Index ให้ขึ้นต่อ
ส่วนปัจจัยภายนอกที่น่าจะมีผลต่อการลงทุนในระยะถัดไปคือ มาตรการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของสหรัฐวงเงินกว่า 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่คาดว่าไบเดนจะเปิดเผยรายละเอียดภายในสัปดาห์หน้าเพื่อยกระดับเศรษฐกิจของสหรัฐ โดยเบื้องต้นค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกลับมาแข็งค่าขึ้นอีกครั้ง ตอบรับเศรษฐกิจสหรัฐที่จะฟื้นตัวอย่างแข็งแกร่ง และมาตรการดังกล่าวของไบเดน
ซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับดัชนี SET Index เป็นไปในทิศทางตรงข้ามกัน จึงคาดว่า SET Index เช้านี้จะแกว่งตัวในกรอบเป็นระหว่าง 1,560-1,585 จุด กลยุทธ์การลงทุนเลือกหุ้นที่ได้อานิสงส์จากเงินบาทอ่อนค่า
โดยคาดว่าดัชนี Dollar Index จะปรับตัวขึ้นทดสอบระดับ 93 จุดในไม่ช้า โดยปัจจัยที่ทางฝ่ายวิจัยมองว่าหนุน Dollar Index ให้ปรับตัวขึ้น ได้แก่
1.ตัวเลขเศษฐกิจสหรัฐหลายตัวส่งสัญญาณดีขึ้น แต่ตัวเลขที่น่าจับตาคือตัวเลขเกี่ยวกับการว่างงานที่ล่าสุดจำนวนผู้ขอสวัสดิการว่างงานสหรัฐสัปดาห์ก่อนออกมาที่ 684,000 ราย ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ที่ 730,000 ราย และต่ำที่สุดตั้งแต่สหรัฐมีการระบาดโควิด-19
2.สหรัฐพลิกกลับมาคุมการระบาดได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไบเดน ตั้งเป้าจะฉีดวัคซีนให้ได้ 200 ล้านโดส ภายใน 100 วันของการดำรงตำแหน่ง สวนทางกับฝั่งยุโรปที่ผู้ติดเชื้อรายวันเร่งตัวขึ้นแซงหน้าสหรัฐ
3.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และมาตรการปรับโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ จะหนุนให้เศษฐกิจสหรัฐกลับมาเติบโตแข็งแกร่ง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐมีแนวโน้มกลับมาแข็งค่าอีกครั้ง
ส่วนสถานการณ์ภาพรวมของ COVID-19 ในประเทศไทยระลอกใหม่ยังควบคุมได้ แม้จะยังมีกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่เรื่อยๆ แต่ไม่ถึงขั้นต้องใช้มาตรการ Lockdown แบบยุโรป ประกอบกับล่าสุดคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) รับรองวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 ของบริษัท Johnson&Johnson ชนิดเข็มเดียว
ซึ่งนับเป็นวัคซีนตัวที่ 3 ของไทยต่อจาก Sinovac และ AstraZeneca ทำให้โรงพยาลเอกชนสามารถเจรจานำเข้ามาได้ และขณะนี้ผู้ผลิตวัคซีนอีกหลายราย อาทิ Moderna, Sputnik V และ Sinopharm มีการหารือกับ อย. ถึงการขออนุมัติ
ทางฝ่ายวิจัยมองเป็นปัจจัยบวกและเพิ่มทางเลือกให้กับคนไทยในการเข้ารับวัคซีน แต่ความเสี่ยงยังคงมีที่ล่าสุดมีผู้เสียชีวิต 1 รายหลังเข้ารับวัคซีนด้วยอาการเส้นเลือดโป่งแตก ซึ่งทางกระทรวงสาธารณสุขต้องสอบสวนสาเหตุต่อไป อาจทำให้เกิดความไม่มั่นใจในความปลอดภัยของการฉีดวัคซีน