คสช.ขอดเกล็ด “ทักษิณ” บี้ภาษี รื้อฟื้นสารพัดคดีอาญา
ชื่อ “ทักษิณ ชินวัตร” อาจเป็นชื่อที่แสลงใจคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ล่าสุดอัยการสูงสุด (อสส.) ยื่นร้องขอให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาคดีลับหลังจำเลยในคดีที่ อสส. กล่าวหา “ทักษิณ” เป็นจำเลยร่วมกันทุจริตปล่อยกู้ธนาคารกรุงไทยกับกลุ่มกฤษดามหานคร
และอีกคดี คือ คดีกล่าวหาทุจริตการออกกฎหมายแปลงค่าสัมปทานกิจการโทรคมนาคมและมือถือเป็นภาษีสรรพสามิต ที่ทั้ง 2 คดี ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราว เนื่องจากตัว “จำเลย” คือ “ทักษิณ” หลบหนีคดี
แต่แล้วเมื่อพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2560 เริ่มบังคับใช้ อัยการสูงสุดจึงยื่นเรื่องขอให้ศาลฎีกาฯพิจารณาลับหลังจำเลย
เช่นเดียวกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ก็มีมติให้สำนักคดียื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองใน 3 คดีของ “ทักษิณ” เช่นกัน
1.คดีหวยบนดิน 2.คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) ปล่อยกู้ให้รัฐบาลเมียนมาวงเงิน 4 พันล้านบาท และ 3.เอกชนในคดีรถดับเพลิงและเรือดับเพลิง กทม. ย้อนไป 28 มี.ค. 2560 “ทักษิณ” ก็ถูกกรมสรรพากรประเมินเรียกเก็บภาษีจากการขายหุ้นบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2549 รวมเป็นเงินกว่า 17,629 ล้านบาท “ทักษิณ” ขอใช้สิทธิยื่นอุทธรณ์ อีกครั้ง คือ คสช.ปฏิบัติการ “ถอดยศ” ทักษิณได้สำเร็จ เพราะใช้อำนาจมาตรา 44 เมื่อ 5 ก.ย. 2558
นับเฉพาะกรณี “ทักษิณ” คนเดียวก็อ่วมแล้ว ไม่นับคดี “พานทองแท้ ชินวัตร” บุตรชาย และ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ประสบภัย คสช.เช่นกัน