เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
หุ้นไทยพักฐานไม่เสียทรง! ดัชนี 8 เดือนพุ่ง 26.6% ต่างชาติยังซื้อสุทธิ 5.1 หมื่นล้าน
Finance หุ้นไทยพักฐานไม่เสียทรง! ดัชนี 8 เดือนพุ่ง 26.6% ต่างชาติยังซื้อสุทธิ 5.1 หมื่นล้าน
รัฐบาล ไฟเขียวเพิ่มกรอบเยียวยา ชายแดนไทย–กัมพูชา อีก 240 ล้าน
Politics รัฐบาล ไฟเขียวเพิ่มกรอบเยียวยา ชายแดนไทย–กัมพูชา อีก 240 ล้าน
รัฐบาล วางมาตรการเข้มสกัดทุจริตสอบราชการ เปลี่ยนระบบสอบ e-Exam ใน 3 ปี
Politics รัฐบาล วางมาตรการเข้มสกัดทุจริตสอบราชการ เปลี่ยนระบบสอบ e-Exam ใน 3 ปี
TSA เปิดให้ผู้ไม่มีตั๋วเข้าเกทได้อีกครั้ง หลังหายไปนานเกือบ 25 ปี จากเหตุการณ์ 9/11
Economic TSA เปิดให้ผู้ไม่มีตั๋วเข้าเกทได้อีกครั้ง หลังหายไปนานเกือบ 25 ปี จากเหตุการณ์ 9/11
ครม.เห็นชอบหลักการ ‘ร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป’ เพิ่มโอกาสถึงแหล่งทุน ให้สิทธิประโยชน์
Politics ครม.เห็นชอบหลักการ ‘ร่าง พ.ร.บ.สตาร์ตอัป’ เพิ่มโอกาสถึงแหล่งทุน ให้สิทธิประโยชน์
ครม.ตั้ง ‘จีระภา’ เป็นเลขาฯประกันสังคม-‘โปรดปราน’ นั่งผู้ว่าฯ กกท.
Politics ครม.ตั้ง ‘จีระภา’ เป็นเลขาฯประกันสังคม-‘โปรดปราน’ นั่งผู้ว่าฯ กกท.
ครม.ไฟเขียวปฏิรูปกฎหมาย 5 ฉบับ สกัดทุจริตสอบ ขรก. – ปรับระบบจัดซื้อรัฐ
Politics ครม.ไฟเขียวปฏิรูปกฎหมาย 5 ฉบับ สกัดทุจริตสอบ ขรก. – ปรับระบบจัดซื้อรัฐ
Lazada 9.9 เปิดตัวสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ-เพิ่มสิทธิประโยชน์สมาชิก
Tech Lazada 9.9 เปิดตัวสินค้าเอ็กซ์คลูซีฟ-เพิ่มสิทธิประโยชน์สมาชิก
นายกสิงคโปร์ ชี้ เงินเดือนนักการเมืองต้องสูง ถึงจะดึง ‘คนเก่ง’ มาทำงานได้
World นายกสิงคโปร์ ชี้ เงินเดือนนักการเมืองต้องสูง ถึงจะดึง ‘คนเก่ง’ มาทำงานได้
ครม.ไฟเขียวรับ ‘แรงงานศรีลังกา’ 1 หมื่นคน ยันไม่แย่งอาชีพคนไทย
Politics ครม.ไฟเขียวรับ ‘แรงงานศรีลังกา’ 1 หมื่นคน ยันไม่แย่งอาชีพคนไทย
ดูทั้งหมด

นายกสิงคโปร์ ชี้ เงินเดือนนักการเมืองต้องสูง ถึงจะดึง ‘คนเก่ง’ มาทำงานได้

08 ก.ย. 2569 | 13:14น.

นายกฯ สิงคโปร์ ชี้ ขึ้นเงินเดือนนักการเมือง เพิ่มโอกาสดึงคนเก่งเข้าสู่การเมือง หวั่นรายได้เอกชนทิ้งห่างกระทบการสืบทอดผู้นำ

นายกรัฐมนตรีลอว์เรนซ์ หว่อง ของสิงคโปร์ เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มเงินเดือนนักการเมืองจะช่วยให้รัฐบาลมีโอกาสมากขึ้น ในการโน้มน้าวชาวสิงคโปร์ที่มีความสามารถให้เข้ามารับตำแหน่งทางการเมือง ทั้งเตือนว่า ช่องว่างรายได้ระหว่างตำแหน่งทางการเมืองกับภาคเอกชนกว้างขึ้น อาจทำให้การสร้างและส่งต่อผู้นำรุ่นใหม่ของประเทศทำได้ยาก

CNA รายงานว่า นายกกล่าวแถลงต่อรัฐสภาสิงคโปร์ เช้าวันนี้ภายหลังรัฐบาลประกาศการปรับเงินเดือนรัฐมนตรีตามข้อเสนอของคณะกรรมการอิสระที่เข้ามาทบทวนค่าตอบแทนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

โดยยอมรับว่า เรื่องเงินเดือนนักการเมืองเป็นประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจ และตรวจสอบอย่างใกล้ชิด เนื่องจากค่าตอบแทนดังกล่าวสูงกว่ารายได้ของประชาชนส่วนใหญ่

อย่างไรก็ตาม นายกระบุว่า สิงคโปร์ใช้ระบบที่เปิดกว้างและยึดหลักความโปร่งใสเกี่ยวกับเงินเดือนรัฐมนตรี

จึงไม่สามารถหลีกเลี่ยงประเด็นดังกล่าวเพียงเพราะเป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนทางการเมืองได้

โดยการปรับค่าตอบแทนครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสให้เขาและนายกรัฐมนตรีในอนาคตสามารถสร้างทีมผู้นำที่มีความสามารถได้มากที่สุด

หาคนรุ่นใหม่ยากขึ้น

นายกเผยว่า ก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด เคยติดต่อข้าราชการระดับปลัดกระทรวงอาวุโสหลายคน ที่มองว่ามีศักยภาพ และบุคลิกเหมาะสมกับการเป็นผู้นำทางการเมือง ซึ่งประสบการณ์ในราชการจะทำให้บุคคลเหล่านี้สามารถเข้ารับผิดชอบกระทรวงสำคัญได้ทันการ

Advertisement

แต่ท้ายที่สุด ก็ไม่มีใครตัดสินใจเข้าสู่การเมือง อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสามารถดึงเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่มีศักยภาพเข้ามาได้ เช่น เจฟฟรีย์ ซิ่ว, เดวิด นีโอ และจัสมิน เลา ซึ่งนายกมองว่า คนรุ่นใหม่เหล่านี้ยังมีเวลาในการพัฒนาตัวเองและเติบโตในเส้นทางการเมืองอีกมาก

ในประเด็นการเปลี่ยนผ่านผู้นำ นายกกล่าวว่า ลี เซียน ลุง ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีอาวุโส เคยตั้งใจที่จะส่งต่อเก้าอี้นายกรัฐมนตรีเร็วกว่านี้ แต่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายประการ ทั้งกรณีเฮง สวี คีต อดีตรองนายกรัฐมนตรี ที่ประสบภาวะเส้นเลือดในสมองแตก รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19

ทำให้กระบวนการเปลี่ยนผ่านล่าช้าออกไป

เมื่อนายกขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จึงตระหนักว่าการสร้างผู้นำรุ่นใหม่เป็นเรื่องเร่งด่วน โดยเฉพาะหลังจากสิงคโปร์ปรับลดเงินเดือนนักการเมืองในปี 2012 และไม่ได้ปรับมาตรฐานเงินเดือนดังกล่าวอีกเป็นเวลา 15 ปี เป็นเหตุผลดึงคนเข้าสู่การเมืองยากขึ้น

ปัจจุบันสมาชิกคณะรัฐมนตรีอาวุโสที่สุด 3 คน ได้แก่ รองนายกรัฐมนตรีแกน คิม ยง รัฐมนตรีมหาดไทยเค ชานมูกัม และรัฐมนตรีต่างประเทศวิเวียน บาลากริชนัน ซึ่งต่างรับผิดชอบกระทรวงสำคัญ และจะมีอายุ 70 ปีขึ้นไปภายในวาระรัฐบาลถัดไป

รัฐบาลไม่ควรวางแผนโดยตั้งสมมติฐานว่าทั้งสามคนจะยังคงเป็นผู้ดูแลกระทรวงเหล่านี้ต่อไป แต่จำเป็นต้องเตรียมคนรุ่นต่อไปเข้ามารับช่วง เพื่อรักษาความแข็งแกร่งของทีมรัฐบาลและสถาบันของประเทศ

รัฐมนตรีทั้งสามคนเองก็ได้ผลักดันให้เขาจัดทำแผนการสืบทอดตำแหน่ง

การหาคนที่สามารถขึ้นมาทดแทนรัฐมนตรีระดับดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่าย รวมถึงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งหว่องกำลังเผชิญความท้าทายในการหาผู้สืบทอดเช่นกัน

ดึงคนเก่งจากภาคเอกชนยิ่งยาก

การดึงคนจากภาคราชการมาทำการเมืองว่ายากแล้ว แต่การดึงผู้บริหารจากภาคเอกชนเข้าสู่การเมืองยิ่งยากกว่า

ย้อนกลับไปปี 1970 เป็นครั้งแรกที่สิงคโปร์ปรับเพิ่มเงินเดือนรัฐมนตรี ลี กวน ยู นายกรัฐมนตรี มีการชี้แจงต่อรัฐสภาว่า หนึ่งในเหตุผลของการปรับเงินเดือนคือเพื่อให้สามารถดึง ฮน ซุย เซน ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้บริหารธนาคาร Development Bank of Singapore หรือ DBS เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังได้

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันเปลี่ยนไป การนำบุคคลที่มีประสบการณ์จากภาคเอกชนเข้ามาร่วมรัฐบาลทำได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะรัฐบาลไม่สามารถสร้างผู้นำทางการเมืองจากภาคราชการเพียงอย่างเดียวได้

ต้องให้คณะรัฐมนตรีมีบุคคลที่ใช้เวลาส่วนใหญ่ของอาชีพอยู่ในภาคธุรกิจหรือวิชาชีพอื่น ๆ โดยเฉพาะผู้ที่มีประสบการณ์บริหารองค์กรขนาดใหญ่และดูแลระบบที่มีความซับซ้อน

กลุ่มบุคคลที่รัฐบาลต้องการดึงเข้ามา ได้แก่ ซีอีโอของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ในสิงคโปร์ ทั้งธุรกิจธนาคาร โทรคมนาคม การบิน วิศวกรรม และอุตสาหกรรมอื่น ๆ รวมถึงผู้บริหารที่กำลังอยู่บนเส้นทางสู่ตำแหน่งดังกล่าว

ระบุว่า บุคคลเหล่านี้ความสามารถในการสร้างรายได้หลายล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งยังสูงกว่าเงินเดือนทางการเมืองที่ได้รับการปรับใหม่

“เราไม่ได้พยายามจะจ่ายเงินให้เท่ากับที่คนเหล่านั้นหาได้ และเราไม่มีทางจ่ายได้เท่าอยู่แล้ว แต่เวลาที่เราไปชวนคนเก่งระดับนั้นเข้ามาทำงาน เราก็ทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ว่า การตัดสินใจเข้ามาทำงานการเมืองของเขามี ‘ต้นทุน’ ที่ต้องแลกอยู่” นายหว่องกล่าว

นายกได้พูดคุยกับซีอีโอและผู้บริหารธุรกิจระดับสูงหลายคน ซึ่งบางคนมีรายได้มากกว่าเงินเดือนรัฐมนตรีหลายเท่า โดยมองว่าคนเหล่านี้น่าจะเข้ามาช่วยทำงานให้ประเทศได้อย่างมาก

คนเหล่านี้ไม่ได้บอกตรง ๆ ว่า ปฏิเสธเพราะเงินเดือนน้อยเกินไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องค่าตอบแทนไม่มีความสำคัญ เพราะสุดท้ายแล้วพวกเขาก็เลือกที่จะไม่ก้าวออกจากอาชีพเดิม เช่นเดียวกับข้าราชการระดับสูงที่เขาเคยทาบทาม

ในมุมของคนเหล่านี้ พวกเขาใช้เวลาหลายปีสร้างความสำเร็จในหน้าที่การงานจนมีรายได้และตำแหน่งที่มั่นคงแล้ว นายกอธิบายว่า

“สิ่งที่เรากำลังขอให้พวกเขาทำ คือให้ทิ้งเส้นทางอาชีพที่สร้างมาหลายปี ยอมรับว่ารายได้จะลดลงอย่างมาก จากนั้นยังต้องลงสมัครรับเลือกตั้งโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะชนะหรือไม่ และต้องเริ่มต้นใหม่ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง”

และสิ่งที่ต้องเสียสละไม่ได้มีแค่เรื่องเงินเท่านั้น การเข้ามาทำงานการเมืองยังส่งผลต่อชีวิตครอบครัวด้วย เพราะงานการเมืองต้องใช้เวลาและมีความกดดันไม่น้อย

ดังนั้น ต่อให้ขึ้นเงินเดือนมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถชดเชยการเสียสละในส่วนนี้ได้ และรัฐบาลเองก็ไม่ได้คิดว่าการขึ้นเงินเดือนจะต้องชดเชยทุกอย่าง

15 ปีไม่ปรับมาตรฐานเงินเดือน

ในการอภิปรายเรื่องเงินเดือนนักการเมืองครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012 พรรคกิจประชาชน หรือ PAP และพรรคแรงงาน หรือ WP เสนอสูตรคำนวณที่แตกต่างกัน แต่ระดับเงินเดือนที่ได้จากทั้งสองแนวทางอยู่ในช่วงใกล้เคียงกัน

ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องว่า เงินเดือนนักการเมืองควรมีความโปร่งใสและแข่งขันได้มากพอที่จะดึงดูดบุคลากรที่มีความสามารถเหมาะสม

หลังจากนั้น รัฐบาลกลับชะลอการปรับเงินเดือนมาโดยตลอด โดยคณะกรรมการทบทวนอิสระเคยเสนอให้ปรับขึ้นในปี 2017 แต่รัฐบาลไม่ได้ดำเนินการตามข้อเสนอ ขณะที่การทบทวนอีกครั้งซึ่งกำหนดไว้ในปี 2023 ก็ถูกเลื่อนออกไป

ส่งผลให้มาตรฐานเงินเดือนสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไม่ได้เปลี่ยนแปลงมาเป็นเวลา 15 ปี ขณะที่เงินเดือนในภาคเอกชน ภาคราชการ และกระบวนการยุติธรรมปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้รายได้ของรัฐมนตรีตามหลังภาคส่วนอื่นมากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่องว่างดังกล่าวเห็นได้ชัดที่สุดเมื่อเทียบกับภาคเอกชน แต่แม้แต่ปลัดกระทรวงระดับสูงบางรายก็มีรายได้สูงกว่ารัฐมนตรีแล้ว

นายกยอมรับว่า รัฐบาลมีเหตุผลที่ตัดสินใจชะลอการปรับค่าตอบแทนในแต่ละครั้ง และในทางการเมือง การปล่อยให้ระบบดำเนินไปแบบเดิมอาจเป็นทางเลือกที่ง่ายกว่า แต่เขามองว่าไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง

ระบบราชการที่แข็งแกร่งไม่สามารถทดแทนผู้นำทางการเมืองที่มีประสิทธิภาพได้ และคุณภาพของผู้นำทางการเมืองก็ส่งผลย้อนกลับต่อคุณภาพของระบบราชการด้วย

เงินเดือนไม่ได้สร้าง ‘คนเก่ง’ แต่มีผลต่อการตัดสินใจ

นายก ระบุว่า รัฐมนตรีจำเป็นต้องมีทั้งคุณลักษณะด้านความซื่อสัตย์ ค่านิยม และความมุ่งมั่นในการรับใช้ประชาชน รวมถึงความสามารถในการทำงาน ซึ่งเป็นจุดที่ค่าตอบแทนเข้ามามีบทบาท

เงินเดือนไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่าใครมีความสามารถหรือไม่ แต่มีผลต่อจำนวนคนที่มีความสามารถซึ่งพร้อมจะก้าวออกมารับผิดชอบงานทางการเมือง

รัฐบาลในหลายประเทศมักรู้ว่าต้องทำอะไร แต่เลือกเลื่อนการตัดสินใจเรื่องยากออกไป เนื่องจากต้นทุนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในระยะสั้น ขณะที่สิงคโปร์มีพื้นที่สำหรับการตัดสินใจผิดพลาดน้อยกว่า เนื่องจากเป็นประเทศขนาดเล็กและไม่ได้มีทรัพยากรธรรมชาติจำนวนมากเป็นข้อได้เปรียบ

ปัจจุบันสิงคโปร์มีทีมรัฐมนตรีที่สามารถใช้วิจารณญาณ ตัดสินใจในประเด็นสำคัญ และสร้างความไว้วางใจจากประชาชนได้ แต่คนที่มีคุณสมบัติเช่นนี้ไม่ได้หาได้ง่าย

ดังนั้น การสร้างและต่ออายุทีมผู้นำทางการเมืองจึงต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่อง และระบบค่าตอบแทนควรช่วยให้นายกรัฐมนตรีในอนาคตมีโอกาสมากที่สุดในการสร้างทีมผู้นำที่มีคุณภาพ

สิงคโปร์ย้ำ ‘เงินเดือนสูง’ แลกกับความคาดหวังที่สูง

นายกกล่าวว่า ปัญหาการสร้างและสืบทอดผู้นำทางการเมืองไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในสิงคโปร์ หลายประเทศเลือกกำหนดเงินเดือนนักการเมืองอย่างเป็นทางการให้อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง แต่กลับมีสิทธิประโยชน์หรือผลตอบแทนรูปแบบอื่นสะสมอยู่เบื้องหลัง

นักการเมืองในบางประเทศอาจมีรายได้เสริมจากกิจกรรมอื่น หรือได้รับผลตอบแทนจำนวนมากหลังพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ตัวเลขเงินเดือนที่ปรากฏในพาดหัวข่าวอาจไม่ได้สะท้อนภาพรวมของรายได้และสิทธิประโยชน์ทั้งหมด

แม้ประเทศอื่นจะมีฐานประชากรและจำนวนบุคลากรที่มีความสามารถมากกว่าสิงคโปร์ แต่หลายประเทศยังเผชิญปัญหาในการดึงดูดคนที่เหมาะสมเข้าสู่การเมือง รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ

แต่สิงคโปร์เป็นข้อยกเว้น และได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการประเทศ อย่างไรก็ตามความสำเร็จที่ว่ามา ไม่ได้ประกันว่าจะคงอยู่ตลอดไป

รัฐบาลสิงคโปร์จึงเลือกจัดการเรื่องค่าตอบแทนทางการเมืองอย่างเปิดเผย

โดยยอมรับว่าคนที่มีความสามารถสูงย่อมมีทางเลือกอื่นนอกเหนือจากการเข้าสู่การเมือง รัฐบาลจึงกำหนดเงินเดือนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองให้อยู่ในระดับที่สามารถแข่งขันได้

ในทางกลับกัน ประชาชนสิงคโปร์ย่อมคาดหวังผลงานจากผู้นำทางการเมืองในระดับสูง และความคาดหวังดังกล่าวครอบคลุมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย

นายกหว่องทิ้งท้ายว่า หากสิงคโปร์ต้องการให้ระบบการเมืองยังคงมีประสิทธิภาพ ก็ไม่ควรปล่อยให้เงื่อนไขพื้นฐานของการทำงานทางการเมืองค่อย ๆ ห่างไกลจากความเป็นจริงมากขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในส่วนของเบี้ยเลี้ยงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินเดือนของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง