อังกฤษอาจเผชิญโอไมครอน คาดปลายปีอาจติดเชื้อแตะล้าน แม้รับวัคซีนครบโดส ทว่าอัตราป่วยเข้าโรงพยาบาลยังต่ำ
วันที่ 17 ธันวาคม 2564 กระทรวงสาธารณสุขของสหราชอาณาจักรเปิดเผยตัวเลข ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่ทำสถิติพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 นับตั้งแต่เผชิญการระบาดใหญ่ โดยเมื่อวันพุธที่ผ่านมีผู้ติดเชื้อใหม่ 78,610 ราย ผ่านมาเพียงวันเดียว มีผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 88,376 ราย เมื่อวันพฤหัสบดี ตัวเลขของทั้งสองวันทุบสถิติสูงสุดนับตั้งแต่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าตัวเลขการติดเชื้อมีโอกาสพุ่งทำลายสถิติได้มากกว่านี้ ท่ามกลางความกังวลว่าระบบสาธารณสุขของประเทศจะรองรับไม่ไหว
เหตุใดสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศแรกๆของโลกที่ เริ่มแจกจ่ายวัคซีนแก่ประชาชน อีกทั้งปัจจุบันมีชาวอังกฤษเกือบ 70% ของประชากรรับวัคซีนครบสองโดสแล้ว แต่ทำไมยอดการติดเชื้อถึงกลับมาพุ่งทำลายสถิติดังกล่าว
บีบีซีระบุว่า ในการแถลงข่าวถึงสถานการณ์โควิดที่ทำเนียบนายกรัฐมนตรี เลขที่ 10 ถนน ดาวน์นิ่ง ศาสตราจารย์คริส วิตตี้ อธิบายว่า ปัจจัยจากไวรัสสายพันธุ์โอไมครอนนั้นกำลังแพร่อย่างรวดเร็ว นั่นทำให้อังกฤษจะยังคงทำสถิติผู้ติดเชื้อรายใหม่สูงสุดอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า

เชื้ออันตราย 2 สายพันธุ์
ศาสตราจารย์วิตตี้ อธิบายว่า เชื้อโอไมครอนที่กำลังแพร่อย่างรวดเร็วนั้น ทีมนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบข้อมูลเกี่ยวกับมันมากนัก ขณะที่เชื้อเดลต้าก็ยังไม่ได้หายไปไหน นั่นหมายความว่า อังกฤษกำลังเจอเชื้อสองสายพันธุ์แพร่ในระดับชุมชน ทว่ายังดีที่เชื้อเดลต้า ไม่ได้รุนแรงมากนักเนื่องอัตราการฉีดวัคซีนสูงที่มีประสิทธิภาพป้องกันติดเชื้อ และอัตราการป่วยเข้าโรงพยาบาลได้ดี ตรงข้ามกับโอไมครอน ซึ่งพบการกลายพันธุ์บริเวณหนามโปรตีนถึง 32 จุด นั่นเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประสิทธิภาพวัคซีนถดถอยลง นั่นจึงเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ยอดการติดเชื้อพุ่งสูง ผนวกกับปัจจัยช่วงเข้าสู่ฤดูหนาวที่ระบาดได้ง่าย
ยอดติดพุ่งตามคาด
การที่ยอดติดเชื้อพุ่งสูงนั้น ไม่ใช่เรื่องผิดคาดจากที่ผู้เชี่ยวชาญคาดไว้ ก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอังกฤษได้เตือนมาหลายครั้งแล้วว่า มีโอกาสสูงที่ยอดติดเชื้อจะเพิ่มขึ้นในช่วงปลายปี ตัวเลขที่แสดงว่ามีผู้ติดเชื้อรายใหม่กว่า 88,376 รายจากการตรวจแบบพีซีอาร์ นั้นเป็นเพียงตัวเลขที่ได้รับการยืนยันจากการทดสอบ แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเชื่อว่าตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านั้นมาก
ผู้ติดเชื้อโอไมครอนในสหราชอาณาจักร กำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยมีโอกาสเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่าในทุกๆ 2 วัน ด้วยอัตราดังกล่าว แน่นอนว่ายอดติดเชื้อจะถึงสุดสูงสุด เพียงแค่จะเป็นเมื่อไหร่เท่านั้น เจ้าหน้าที่สาธารณสุขอังกฤษคาดว่า หากอัตราการติดเชื้อเพิ่มขึ้นสองเท่า ในทุกสองวัน ประเมินว่าในวันคริสต์มาสอาจมียอดผู้ติดเชื้อถึงกว่า 640,000 ราย และในช่วงต้นปีหนาคาดว่าประชากรโดยส่วนใหญ่จะกลายเป็นผู้ติดเชื้ออีกครั้ง แม้ว่าจะรับวัคซีนแล้วก็ตาม
สอดคล้องกับ อลัน แมคเนลลี่ ศาสตราจารย์ด้านจีโนมของจุลินทรีย์ จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม อธิบายว่า แม้การตรวจเชื้อของอังกฤษส่วนใหญ่จะเป็นรูปแบบ PCR ทั้งมีศักยภาพในการตรวจต่อวันหลายแสน แต่นั่นอาจไร้ความหมาย เมื่อเป็นเชื้อโอไมครอนที่มีลักษณะเด่นแพร่กระจายเร็ว
“หากอ้างอิงจากอัตราการคัดกรองเชื้อในปัจจุบัน คาดว่าช่วงปีใหม่อังกฤษอาจเผชิญกับการติดเชื้อโอไมครอนถึง 1 ล้านคนต่อวัน เชื้อโอไมครอนอาจกลายเป็นสายพันธุ์หลัก ขณะนี้คิดเป็นประมาณ 40% ของผู้ป่วยโควิด-19 ทั้งหมดในลอนดอน” แมคแนลลี่ กล่าว

จากข้างต้นที่ชัดเจนว่าโอไมครอนจะแพร่กระจายเร็วจนอาจทำให้ติดเชื้อเป็นวงกว้าง แต่สิ่งที่ยังไม่ชัดเจนคือเชื้อชนิดนี้เป็นเหตุที่เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงหรือไม่ แม้จะมีข้อสันนิฐานบางประการว่าโอไมครอนอาจทำให้เจ็บป่วยรุนแรง แต่ก็มีข้อมูลอีกไม่น้อยเช่นกันที่มองว่าเชื่อชนิดนี้ อาจไม่ได้รุนแรงเหมือนกับที่หลายฝ่ายกังวล ดังจะสังเกตได้จากรายงานยอดผู้ติดเชื้อที่สูงขึ้นก็จริง แต่ยอดป่วยที่ต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลยังไม่ได้สูงตาม
สิ่งที่ชัดเจนของโอไมครอนคือ พบการติดเชื้อซ้ำ แม้ว่าจะรับวัคซีนครบโดสแล้ว จากแบบจำลองของวิทยาลัยการแพทย์ สุขอนามัยและเวชศาสตร์เขตร้อน กรุงลอนดอน ประเมินว่าโอไมครอนอาจทำให้มีผู้ป่วยเข้าโรงพยาบาลสูงสุดเฉลี่ย 2,000 คนต่อวัน ต่อหากเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด ยอดเข้าโรงพยาบาลอาจสูงแตะ 6,000 คนต่อวัน เมื่อพิจารณาตามบริบทดังกล่าวแล้ว หากเทียบกับช่วงฤดูหนาวปีที่แล้ว อังกฤษมียอดป่วยเข้าโรงพยาบาลรายวันสูงสุดอยู่ที่ 3,700 ราย แม้จะประกาศใช้มาตรการล็อกดาวน์ แต่นั่นอย่าลืมว่าวัคซีนยังไม่เต็มแขนประชาชน เหมือนเช่นปัจจุบัน

ล็อกดาวน์คือคำตอบ?
เห็นได้ชัดว่า เมื่อเกิดกรณีสายพันธุ์ระบาดเป็นวงกว้าง สิ่งที่หลายคนคาดคิดตามมาคือ “การล็อกดาวน์” มาตรการล็อกดาวน์เพื่อคุมระบาดเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือล็อกดาวน์ไม่ได้ทำให้เชื้อหยุดลงในทันที แต่แค่ซื้อเวลาให้จุดสูงสุดของการระบาดยืดออกไป
ต่างกับการล็อกดาวน์ปีที่แล้ว ปัจจุบันประชากรส่วนใหญ่ในสหราชอาณาจักร จะเข้าถึงวัคซีนครบโดส รัฐบาลยังเร่งดำเนินการเข็มบูสเตอร์ให้ได้มากที่สุดก่อนช่วงปีใหม่ ดังนั้นประโยชน์ของการล็อกดาวน์ในครั้งนี้จะต่างออกไปจากการล็อกดาวน์เมื่อปีก่อน
การล็อกดาวน์ช่วงปีที่แล้ว มากกว่า 1 ใน 3 ของผู้ติดเชื้อต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล ซึ่งทำให้สาธารณสุขต้องรับภาระหนัก ทว่าปัจจุบัน มีผู้ป่วยจากโควิดที่ครองเตียงในโรงพยาบาลอังกฤษเพียง 8% เท่านั้น สถานการณ์จึงต่างกันมาก แม้หลายฝ่ายเชื่อว่าอังกฤษจะเผชิญสึนามิโอไมครอนปลายปีนี้ ถึงต้นปีหน้า แต่ทว่า ผลพวงอันน่ากังวล หรืออันตรายจากสึนามิลูกนี้ ปัจจุบันนั้นยังห่างไกลจากความชัดเจน นี่ยังไม่พูดถึงกระแสต่อต้านล็อกดาวน์ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยในกรุงลอนดอน ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านกันแล้ว
ภาพ AFP