เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปลัดคลังคาดโซลาร์รูฟท็อปเข้าบอร์ดกลั่นกรอง สัปดาห์หน้า ชี้รอมหาดไทยเสนอเรื่อง
Finance ปลัดคลังคาดโซลาร์รูฟท็อปเข้าบอร์ดกลั่นกรอง สัปดาห์หน้า ชี้รอมหาดไทยเสนอเรื่อง
เกษตรฯ-ดีอี” เปิดผล One Data ปี 69 เชื่อมข้อมูล 5 หน่วยงานกว่า 300 ล้าน Records
Economic เกษตรฯ-ดีอี” เปิดผล One Data ปี 69 เชื่อมข้อมูล 5 หน่วยงานกว่า 300 ล้าน Records
เอกชน หนุนปรับภาษี EV ตาม “มูลค่าในประเทศ” จี้กำหนด Local Content-เพดานนำเข้า CBU ให้ชัด
Economic เอกชน หนุนปรับภาษี EV ตาม “มูลค่าในประเทศ” จี้กำหนด Local Content-เพดานนำเข้า CBU ให้ชัด
SC เปิดเกมคอนโด “เรฟเฟอเรนซ์ เบย์ ริเวอร์ บางโพ” เมกะโปรเจ็กต์ริมน้ำ เริ่มต้น 2.79 ล้าน
Real Estate SC เปิดเกมคอนโด “เรฟเฟอเรนซ์ เบย์ ริเวอร์ บางโพ” เมกะโปรเจ็กต์ริมน้ำ เริ่มต้น 2.79 ล้าน
‘กรุงไทย’ ส่งสินเชื่อ AI นกกระซิบ 2 โครงการ เอสเอ็มอีได้ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.5% พ่อค้าแม่ค้าได้ผ่อน 500 บาท/เดือน
Finance ‘กรุงไทย’ ส่งสินเชื่อ AI นกกระซิบ 2 โครงการ เอสเอ็มอีได้ดอกเบี้ยเริ่มต้น 3.5% พ่อค้าแม่ค้าได้ผ่อน 500 บาท/เดือน
ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
Politics ปกรณ์ สั่ง สํานักพุทธ ทำงานเชิงรุก-ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลางเชื่อมทุกวัด
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 400 บาท ทองรูปพรรณ 68,950 บาท
‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปี เดือนละ 60 ล้าน
Politics ‘รฟท.’ ถก ‘อนุทิน’ ปม ‘แอร์พอร์ตลิงก์’ ยันเอกชนวิ่งถึง 31 ม.ค. เล็งจ้างวิ่ง 1 ปี เดือนละ 60 ล้าน
ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
Finance ปลัดคลังจ่อสรุป TISA ยันหลักการชัด เหลือเคาะตัวเลข
CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
Biz Movement CRC ทุ่ม 49,000 ล้าน ขยายพอร์ตค้าปลีกเวียดนาม ดันโมเดลไฮเปอร์มาร์เก็ตรับกำลังซื้อโต
ดูทั้งหมด

โจทย์ยากเศรษฐกิจไทยปี’65 สศช.จับตา “โอไมครอน-เงินเฟ้อ”

30 ธ.ค. 2564 | 11:00น.
ดนุชา พิชยนันท์

เศรษฐกิจไทยปี 2565 เริ่มต้นด้วยความท้าทายอีกครั้ง หลังจากโควิด-19 สายพันธุ์ “โอไมครอน” มีการระบาดมากขึ้น ประเทศไทยจะรับมือกับปัจจัยลบที่เข้ามานี้อย่างไร “ประชาชาติธุรกิจ” ได้รับโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ถึงการดูแลเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป

“โอไมครอน” เสี่ยงฉุดเศรษฐกิจ

โดย “ดนุชา” บอกว่า ก่อนหน้านี้ สศช.ประมาณการเศรษฐกิจปี 2565 ว่าจะขยายตัวได้ 4% ต่อปี (ช่วง 3.5-4.5%) มาจากสมมุติฐานที่เห็นว่าการส่งออกของไทยจะยังได้รับแรงส่งจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกอยู่ ถือเป็นเครื่องยนต์สำคัญ

ขณะเดียวกันการฉีดวัคซีนก็สามารถทำได้ครบ 100 ล้านโดสแล้ว ดังนั้น หากสามารถควบคุมการระบาดของโควิดให้อยู่ในวงจำกัดได้ จะช่วยให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจเคลื่อนตัวไปได้เรื่อย ๆ

“อีกส่วนหนึ่งคือ การท่องเที่ยวที่น่าจะฟื้นตัวกลับมาได้ แต่พอเกิดโอไมครอน ก็ต้องดูว่าภาคการท่องเที่ยวจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร เนื่องจากขณะนี้มีการระบาดกระจายไปเกือบทุกประเทศ และอัตราการติดเชื้อค่อนข้างสูงดังนั้น

คงต้องติดตามสถานการณ์ในช่วงไตรมาสแรกก่อน เพราะหากเกิดการระบาดภายในประเทศ แน่นอนว่าจะกระทบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และการบริโภคภายในประเทศ”

สำหรับเครื่องยนต์สำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ นอกจากการส่งออกก็มีการลงทุนภาคเอกชน และภาครัฐ โดยจะพยายามดึงการลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา อีกส่วนหนึ่งคือการบริโภคภายในประเทศจะเป็นตัวเสริม รวมถึงจะพยายามใช้มาตรการอื่น ๆ เข้ามาเสริมในการดูแล

กระตุ้นให้เกิดการลงทุน กระจายการจ้างงาน และกระจายประโยชน์ออกไป เช่น อุตสาหกรรมใหม่ การพยายามดึงเศรษฐีต่างชาติที่เกษียณแล้วแต่มีรายได้สูงจากต่างประเทศเข้ามาอยู่เมืองไทย ส่วนในระดับพื้นที่ แต่ละจังหวัดก็จะมีโครงการขึ้นมา ซึ่งมีวงเงินงบประมาณรองรับอยู่ราว 1 หมื่นล้านบาท

เล็งรักษาจ้างงานธุรกิจท่องเที่ยว

เลขาธิการ สศช.กล่าวว่า สิ่งที่ สศช.เป็นห่วงคือ ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ต่อเนื่องมาจากวิกฤตที่ผ่านมา โดยเฉพาะหนี้บุคคลที่เป็นการบริโภคผ่านบัตรเครดิต ซึ่งต้องมีการดูแลแก้ไข ที่ผ่านมา ธปท.ก็ออกมาตรการมาช่วยให้เกิดการผ่อนภาระให้แก่ประชาชน และเอสเอ็มอีด้วย

เช่นเดียวกับอัตราการว่างงาน ที่มาตรการที่รัฐออกไปเพื่อรักษาระดับการจ้างงาน จะหมดอายุสิ้นเดือน ม.ค. 2565 จึงต้องมาดูว่าจะต่อหรือไม่อย่างไร

“หากเศรษฐกิจยังคงฟื้นตัวได้ต่อเนื่อง ภาคการผลิต ภาคส่งออก การจ้างงานก็จะขยายตัวดีขึ้น แต่ในส่วนของภาคการท่องเที่ยวยังมีความเป็นห่วงโดยเฉพาะเมื่อมีไวรัสกลายพันธุ์โอไมครอนเข้ามา อาจจะเกิดปัญหาในช่วงถัดไปได้ ดังนั้น อาจจะต้องมีมาตรการเสริมออกมา ซึ่งจะต้องดูสถานการณ์หลังวันที่ 4 ม.ค.ก่อน”

เกาะติดสถานการณ์เงินเฟ้อ

ขณะที่ปัญหาเงินเฟ้อที่ทั่วโลกกังวลก็เป็นเรื่องที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่คาดว่าในปี 2565 เงินเฟ้อของไทยจะไม่เกิน 1.9% ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อที่ตั้งไว้ที่ 1-3% โดยเรื่องนี้ต้องจับตาสถานการณ์ในต่างประเทศเป็นหลักก่อนว่า ธนาคารกลางในประเทศต่าง ๆ จะดำเนินนโยบายทางการเงินอย่างไร

ส่วนไทยก็ต้องดูว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะดำเนินนโยบายการเงินอย่างไร อย่างไรก็ดี กระทรวงพาณิชย์มีการดูแลเรื่องราคาสินค้าอยู่ ส่วนราคาน้ำมันก็มีกลไกดูแลผ่านกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

“อย่างอังกฤษก็มีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายไป 0.1% แล้ว แต่ที่สำคัญจะต้องรอติดตามการดำเนินนโยบายของสหรัฐ ซึ่งขณะนี้ก็มีสัญญาณว่าจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย

ทั้งนี้ หลายฝ่ายก็มองว่าเงินเฟ้อเป็นภาวะชั่วคราว แต่ก็ยังไว้ใจไม่ได้แน่นอนว่าเงินเฟ้อจะเป็นแรงกดดันเศรษฐกิจ เพราะถ้าธนาคารกลางประเทศสำคัญ ๆ ปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ต้นทุนทางการเงินสูงขึ้น

และจะกระทบการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี เรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการของไทยคิดว่ายังอยู่ในกรอบที่วางไว้ แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ด้วย ต้องจับตาเป็นรายไตรมาส”

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สศช.บอกว่าการระบาดของโควิดเป็นประเด็นที่น่ากังวลที่สุด ซึ่งขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าโอไมครอนจะมีความรุนแรงแค่ไหน เพราะหากมีการระบาดเป็นวงกว้าง จะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่กำลังฟื้นตัวต้องหยุดชะงักไปอีก แบบที่เกิดขึ้นในไตรมาส 3 ของปี 2564 ซึ่งต้องระวังไม่ให้กระทบภาคส่งออก

ไม่ปิดประตู้กู้-รับมือโอไมครอน

ปัจจุบันเงินกู้ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพิ่มเติม พ.ศ. 2564 วงเงิน 5 แสนล้านบาท เหลือวงเงินอยู่ 1.8 แสนล้านบาท

ซึ่งคงต้องบริหารจัดการวงเงินที่เหลืออยู่ให้ดี อย่างไรก็ตาม หากเกิดกรณีที่เลวร้ายที่สุด เกิดการระบาดของโอไมครอนเป็นวงกว้าง ก็ต้องมาพิจารณาดูว่าจำเป็นต้องกู้เงินอีกหรือไม่

ซึ่งไม่ได้ปิดประตูการกู้เงินเพิ่ม เพราะหากมีการระบาดเกินกว่าการควบคุมก็ต้องมาพิจารณา โดยที่ผ่านมาเพดานเงินกู้ก็ถูกขยายไปแล้ว

“เป็นการขยายเตรียมไว้เพื่อให้มีพื้นที่ทางการคลังมากขึ้น สามารถดำเนินนโยบายต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งหากมีการระบาดหนักมากขึ้นก็อาจจะต้องมานั่งพิจารณาว่าจะต้องมีการกู้เงินเพิ่มหรือไม่” เลขาธิการสภาพัฒน์กล่าว