เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เปลี่ยนวิธีคิด ปรับเกมธุรกิจ : กลยุทธ์สร้างการเติบโตสำหรับ SMEs ไทยในครึ่งปีหลัง
Finance เปลี่ยนวิธีคิด ปรับเกมธุรกิจ : กลยุทธ์สร้างการเติบโตสำหรับ SMEs ไทยในครึ่งปีหลัง
Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่ง “แอร์ไลน์” รุกเปิดเส้นทางบินใหม่รับ
Business Golden Week จีนเที่ยวไทยพุ่ง “แอร์ไลน์” รุกเปิดเส้นทางบินใหม่รับ
ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.49% อยู่ที่ 76,387 เหรียญสหรัฐ
Finance ราคาบิตคอยน์วันนี้ (18 ก.ย. 69) ขยับขึ้น 0.49% อยู่ที่ 76,387 เหรียญสหรัฐ
ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
News ราคาน้ำมันวันนี้ (18 ก.ย. 69) เช็กราคาดีเซล-แก๊สโซฮอล์ล่าสุด
“การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
Business “การบินไทย” ทุ่มพัฒนาโปรดักส์ยกระดับประสบการณ์การเดินทาง ไล่เติมเส้นทางบิน CLMV-ยุโรป
‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
Business ‘เวียตเจ็ท’ โละฝูงบินแอร์บัส มุ่งสู่โบอิ้ง 737 หวังลดต้นทุน
ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
Real Estate ลุยฟื้นฟู “เคหะชุมชนทุ่งสองห้อง”สร้างคอนโดติดรถไฟฟ้าสายสีแดง 3,800 ยูนิต
วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
Economic วีระยุทธ ชี้ภาษีอย่างเดียวไม่พอ จี้รื้อ Local Content ฟื้นยานยนต์ไทย
เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
Tech เจรจา 2 ฝ่าย เห็นร่วม ออกสูตร “ค่ารอบกลาง” ไรเดอร์
หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
Finance หุ้นไทยเด้ง 20 จุด ปิด 1,583 รับผลเฟดตามคาด DELTA-บิ๊กแคปหนุน
ดูทั้งหมด

ตลาดหุ้น นับถอยหลัง 2 เดือน รับมือ “เฟด” ขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก

08 ม.ค. 2565 | 15:27น.
รูปชีพจรเศรษฐกิจ
ชีพจรเศรษฐกิจโลก

นงนุช สิงหเดชะ

หากทุกอย่างเป็นไปตามแผนที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ประกาศไว้จะเหลือเวลาอีกเพียง 2 เดือนเศษ ที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี หลังจากพบว่าอัตราเงินเฟ้อขยับขึ้นสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานกว่าคาด จากเดิมที่คิดว่าเป็นเพียงเรื่องชั่วคราวที่เกิดขึ้นหลังจากปัญหาการระบาดของโควิด-19 บรรเทาลง และประเทศกลับมาเปิดเศรษฐกิจ ทำให้เศรษฐกิจดีดตัวแรงจนอุปทานตามไม่ทันอุปสงค์

ระหว่างนับถอยหลัง 2 เดือนนี้ ตลาดและนักลงทุนต่างจับตาอย่างใกล้ชิด ซึ่งในความเห็นของ “จิม พอลเส็น” หัวหน้านักกลยุทธ์ลงทุนของ Leuthold Group เชื่อว่า ตลาดจะได้เห็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในการประชุมเฟด วันที่ 15-16 มีนาคมนี้ เพราะเมื่อดูจากข้อมูลย้อนหลังในประวัติศาสตร์ เฟดมักจะใช้นโยบายการเงินที่ตึงขึ้นแบบหลายครั้งเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหากับตลาดและเศรษฐกิจ ดังนั้นคาดว่าคงไม่มีการปรับขึ้นมากมาย น่าจะปรับขึ้นระหว่าง 0.25-0.50% อย่างที่ตลาดรับรู้มาโดยตลอด

พอลเส็นระบุว่า การขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ต้นทุนกู้ยืมของผลิตภัณฑ์สำหรับผู้บริโภคสูงขึ้น แต่เชื่อว่าเศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งพอที่จะรับมือการขึ้นดอกเบี้ย

ทางด้าน “โมฮาเหม็ด เอล-เอเรียน” หัวหน้าที่ปรึกษาเศรษฐกิจอัลลิแอนซ์ระบุว่า ตลาดจะมีปฏิกิริยาอย่างไรต่อการขึ้นดอกเบี้ยครั้งนี้ ขึ้นอยู่กับว่าเฟดสามารถดึงเงินเฟ้อลงมาอย่างเป็นระบบระเบียบแค่ไหน หากทำได้อย่างถูกต้องเหมาะสม จนอุปสงค์คลี่คลายลงเล็กน้อยและซีกของอุปทานตอบสนองอุปสงค์ได้ นั่นจะเรียกว่าจัดการได้อย่างพอดี

แต่อันตรายจะเกิดขึ้น ถ้าหากเงินเฟ้อยังคงสูงอยู่อย่างเดิม หรือแม้แต่ขยับขึ้นไปอีกมากกว่าที่เฟดคาดการณ์ หากเป็นเช่นนั้น เฟดอาจต้องตอบสนองแข็งกร้าวมากขึ้นเพื่อควบคุมปัญหา และเมื่อนั้นความเจ็บปวดจะเกิดขึ้น ดังนั้น เฟดต้องตามสถานการณ์ให้ทันอย่างมาก คำถามก็คือถึงจุดไหนที่เฟดจะเกิดความตื่นกลัวขึ้นมา อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ตลาดจะพบอุปสรรคอยู่บ้างในปีนี้ แต่คาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงดำเนินไปได้ค่อนข้างดี

“ลิซา ชาเลตต์” หัวหน้าเจ้าหน้าที่ลงทุนของมอร์แกน สแตนลีย์ เวลท์ แมเนจเมนต์ เห็นต่างออกไป โดยเชื่อว่าความผันผวนของตลาดจะชัดเจนมากขึ้น แม้เศรษฐกิจจะเติบโตดี เพราะว่าตลาดกำลังจะออกจากช่วงเวลาดอกเบี้ยต่ำเป็นเวลายาวนาน ซึ่งในสถานการณ์นั้นทำให้ราคาหุ้นเป็นอิสระจากพื้นฐานเศรษฐกิจ และราคาตลาดของหุ้นต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (พี/อี) สูงขึ้น

แต่ตอนนี้ช่วงเวลาของดอกเบี้ยต่ำใกล้จะสิ้นสุด อัตราดอกเบี้ยแท้จริงจะขยับขึ้นจากจุดที่เคยต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจึงมีแนวโน้มจะสร้างความผันผวนและความเปลี่ยนแปลงให้กับตลาด

การขึ้นดอกเบี้ยแน่นอนว่าส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ดังนั้น นักลงทุนคงไม่สามารถคาดหวังผลตอบแทนสูง ๆ ได้เหมือนที่ผ่านมา นี่เป็นสิ่งที่ “ชอน แอนเดอร์สัน” ประธานของแอนเดอร์สัน ไฟแนนเชียล สแตรเทจี้ ให้คำแนะนำกับลูกค้า เขาชี้ว่าผลตอบแทนตลาดหุ้นปีนี้จะไม่สดใส เพราะมีความไม่แน่นอนหลายอย่าง ทั้งเงินเฟ้อสูง การขึ้นดอกเบี้ย และอัตราการเติบโตเศรษฐกิจที่ช้าลง

แมทธิว แมคเคย์ นักวิเคราะห์การลงทุนเบรียอัด ไฟแนนเชียล แอดไวเซอร์ฯ ในเทกซัส เห็นว่าท่ามกลางอุปสรรคดังกล่าวข้างต้น ยังคงมีบางภาคอุตสาหกรรมที่จะทำผลงาน
โดดเด่นและมีโอกาสทำกำไร ซึ่งโดยปกติแล้วในสถานการณ์เช่นนี้ หุ้นประเภทสาธารณูปโภค เฮลท์แคร์ และสินค้าหลักสำหรับผู้บริโภคจะทำผลงานโดดเด่นกว่ากลุ่มอื่น

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐในช่วงที่ผ่านมา ให้ผลตอบแทนสูงจากอานิสงส์ดอกเบี้ยต่ำ โดยปีที่แล้วดัชนีเอสแอนด์พี 500 ให้ผลตอบแทนรวม (กำไรส่วนต่างและปันผล) ประมาณ 29% ปี 2020 ผลตอบแทน 18.4% และ 31.5% 
ในปี 2019 ดัชนีดาวโจนส์ ปีที่แล้วให้ผลตอบแทน 21.1% ปี 2020 อยู่ที่ 9.72% และปี 2019 อยู่ที่ 25.3% ส่วนดัชนีแนสแดค ปีที่แล้วผลตอบแทน 23.2% ปี 2020 อยู่ที่ 44.9% และ 36.7% ในปี 2019

คาดว่าปีนี้ผลตอบแทนตลาดหุ้นสหรัฐจะลดลงเหลือเพียงเลขหลักเดียว แต่เศรษฐกิจจะยังสามารถขยายตัวต่อไป ทว่าด้วยอัตราที่ช้าลง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ตลาดหุ้น