เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
กกต. เปิดรายชื่อ 77 ราย ผู้ถูกยื่นศาลฎีกา คดีฮั้ว สว.
Politics กกต. เปิดรายชื่อ 77 ราย ผู้ถูกยื่นศาลฎีกา คดีฮั้ว สว.
‘เซมิคอนดักเตอร์’ รับทรัพย์จาก AI ฉ่ำ ๆ คาดรายได้ทั่วโลกปี’69 แตะ 53 ล้านล้านบาท
Tech ‘เซมิคอนดักเตอร์’ รับทรัพย์จาก AI ฉ่ำ ๆ คาดรายได้ทั่วโลกปี’69 แตะ 53 ล้านล้านบาท
คำต่อคำ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เหตุใดยกคำร้อง 21 ภูมิใจไทย
Politics คำต่อคำ “ณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต. เหตุใดยกคำร้อง 21 ภูมิใจไทย
หุ้นไทยปิดตลาด (14 ก.ย.) ดิ่งหลุด 1,600 จุด DELTA ฉุดแรง
Finance หุ้นไทยปิดตลาด (14 ก.ย.) ดิ่งหลุด 1,600 จุด DELTA ฉุดแรง
เปิดโปรลับ ซื้อรถอีวี Toyota bZ4X ดอกเบี้ย0% ผ่อนนาน 84 เดือน
EV เปิดโปรลับ ซื้อรถอีวี Toyota bZ4X ดอกเบี้ย0% ผ่อนนาน 84 เดือน
GWM ขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV นาน 10 ปี 220,00 กม. จ่ายเพิ่มแค่ 6,500 บาท
EV GWM ขยายการรับประกันแบตเตอรี่ ORA5 EV นาน 10 ปี 220,00 กม. จ่ายเพิ่มแค่ 6,500 บาท
ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ร่วงลง 650 บาท รูปพรรณบาทละ 68,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ก.ย. 69) ร่วงลง 650 บาท รูปพรรณบาทละ 68,400 บาท
ปลัดคลังเตรียมถกบอร์ดกลั่นกรองสัปดาห์นี้ เล็งใช้เงินกู้ต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2
Finance ปลัดคลังเตรียมถกบอร์ดกลั่นกรองสัปดาห์นี้ เล็งใช้เงินกู้ต่ออายุ ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2
“สารัชถ์” ชี้ก๊าซยังหัวใจความมั่นคงไฟฟ้า รับดาต้าเซ็นเตอร์โต GULF จี้รัฐวางโซนนิ่ง-หนุนพลังงานสะอาด
Economic “สารัชถ์” ชี้ก๊าซยังหัวใจความมั่นคงไฟฟ้า รับดาต้าเซ็นเตอร์โต GULF จี้รัฐวางโซนนิ่ง-หนุนพลังงานสะอาด
กกต.มีมติส่งศาลฎีกา 77 คน คดีฮั้ว สว. “สว.ปัจจุบัน” โดน 26 คน
Politics กกต.มีมติส่งศาลฎีกา 77 คน คดีฮั้ว สว. “สว.ปัจจุบัน” โดน 26 คน
ดูทั้งหมด

ประธานเฟดยืนยันยังไม่ต้องเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ

14 ม.ค. 2565 | 20:50น.

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราระหว่างวันที่ 10-14 มกราคม 2565

ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10/1) ที่ระดับ 33.61/63 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/1) ที่ระดับ 33.67/68 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเทียบกับเงินสกุลหลัก เนื่องจากตลาดผิดหวังกับตัวเลขข้อมูลทางเศรษฐกิจสหรัฐที่ได้เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (7/1) กระทรวงแรงงานสหรัฐ รายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้นเพียง 199,000 ตำแหน่งในเดือนธันวาคม ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 422,000 ตำแหน่ง แม้ว่าอัตราการว่างงานปรับตัวลงสู่ระดับ 3.9% ซึ่งถือเป็นจุดต่ำสุดรอบ 22 เดือน โดยร่วงลงจาก 4.2% ในเดือน พ.ย. และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.1%

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินดอลลาร์กลับมาแข็งค่าหลังจากตลาดยังคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะยังคงดำเนินตามแผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายและลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) นอกจากนี้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี พุ่งขึ้นเหนือระดับ 1.76% ซึ่งอาจเป็นปัจจัยหนุนค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้ ต่อมาในช่วงกลางสัปดาห์ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าภายหลังจากที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ได้แสดงความเชื่อมั่นในระหว่างการแถลงต่อคณะกรรมาธิการการธนาคารประจำวุฒิสภาในวันอังคาร (11/1) ว่า แผนการใช้นโยบายคุมเข้มด้านการเงินของเฟดในปีนี้จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน และเศรษฐกิจสหรัฐก็แข็งแกร่งพอที่จะทำให้เฟดไม่ต้องใช้มาตรการกระตุ้นขนานใหญ่อีกต่อไป

นายพาวเวลล์กล่าวต่อคณะกรรมาธิการฯว่า เขาคาดว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะสามารถฝ่าฟันสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนไปได้ และเชื่อว่าผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจนั้นจะเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งผลกระทบนี้จะไม่ทำให้แผนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยและการปรับลดการถือครองสินทรัพย์ของเฟดในปีนี้ต้องสะดุดลง นอกจากนี้ นายพาวเวลล์ยังกล่าวว่า การรักษาเสถียรภาพด้านราคาถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อการผลักดันเศรษฐกิจและการจ้างงานให้ขยายตัวได้ต่อไป พร้อมกับกล่าวว่าเฟดจะใช้ความพยายามในการสกัดการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ แม้จำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่มีการคาดการณ์ไว้

สำหรับปัจจัยในประเทศ ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วงท้ายสัปดาห์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ร่วงลงแตะระดับ 1.71% จากการเทขายทำกำไรของนักลงทุน รวมทั้งการเปิดเผยข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่พุ่งขึ้นถึง 7.0% ในเดือนธันวาคมเมื่อเทียบรายปี จากระดับ 6.8% ในเดือนพฤศจิกายน ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี โดยข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ทำให้นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะไม่เร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย

โดยคาดว่า เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยตามกรอบเวลาเดิม หลังเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) หลายคนสนับสนุนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน มี.ค. เพื่อสกัดเงินเฟ้อ อาทิ นายชาร์ลส์ อีแวนส์ ประธานเฟดสาขาชิคาโก, นายแพทริก ฮาร์เกอร์ ประธานเฟดสาขาฟิลาเดลเฟีย และนางแมรี ดาลี ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโก รวมถึงนางลาเอล เบรนาร์ด หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด

สำหรับปัจจัยภายในประเทศนั้น ค่าเงินบาทปรับตัวแข็งค่าขึ้นโดยได้รับอานิสงส์จากแรงเทขายดอลลาร์สหรัฐของนักลงทุน ขณะที่ระหว่างสัปดาห์ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ได้ออกมาให้ความเห็นว่า สถานการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยระยะสั้นเท่านั้น โดยเฉพาะในช่วงไตรมาสแรกขอปี’65 และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัวได้ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2 เป็นต้นไป

โดย กกร.จึงยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี’65 ไว้ตามเดิมที่โต 3-4.5% การส่งออกโต 3-5% เงินเฟ้อ 1.2.2% ขณะที่ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้ออกมาเปิดเผยตัวเลขดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งปรับตัวขึ้นมาที่ระดับ 46.2 ในเดือนธันวาคม จากระดับ 44.9 ในเดือนก่อนหน้า ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ระดับ 40.1 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำอยู่ที่ระดับ 42.7 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ระดับ 55.7 โดยได้รับปัจจัยบวกจากการที่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ 7 มาตรการ และการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับต่ำ

ขณะที่ปัจจัยลบยังคงเป็นความกังวลต่อการแพร่ระบาดของไวรัสกลายพันธุ์โอมิครอนในประเทศ และค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.16-33.74 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ก่อนปิดตลาดในวันศุกร์ (14/4) ที่ระดับ 33.20/22 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร ค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (10/1) ที่ระดับ 1.1355/56 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/1) ที่ระดับ 1.1316/20 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยค่าเงินยูโรได้รับแรงหนุนจากตัวเลขดัชนีราคาผู้บริโภค หรือเงินเฟ้อของยูโรโซน ที่พุ่งขึ้นสู่ระดับ 5.0% ในเดือนธันวาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ที่ยูโรสแตทเริ่มรวบรวมข้อมูลดังกล่าว

นอกจากนี้ดัชนี CPI ยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำหนดไว้อีกด้วย สำหรับยอดค้าปลีกในยูโรโซนนั้นเพิ่มขึ้นเกินคาดในเดือนพฤศจิกายน โดยเพิ่มขึ้น 1% เมื่อเทียบรายเดือน และเพิ่มขึ้น 7.8% เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า ยอดค้าปลีกลดลง 0.5% และเพิ่มขึ้น 5.6% ตามลำดับ และบริษัทเซ็นทิกซ์เปิดเผยผลสำรวจระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในยูโรโซนปรับขึ้นในเดือน ม.ค. ในขณะที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มได้รับแรงหนุนส่งอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ยอดผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาพุ่งสุงขึ้น โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนยูโรโซนปรับขึ้นสู่ 14.9 ในเดือน ม.ค. จาก 13.5 ในเดือน ธ.ค. โดยตัวเลขของเดือน ม.ค.อยู่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ 12.0

นอกจากนี้นางอิซาเบล ชนาเบล กรรมการธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นอาจทำให้อีซีบีต้องหยุดมองข้ามอัตราเงินเฟ้อสูง และต้องดำเนินการเพื่อชะลอการเพิ่มขึ้นของราคา โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นชั่วคราว โดยอัตราเงินเฟ้อพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 5% ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งมากกว่าเป้าหมาย 2% ของอีซีบีถึงกว่าสองเท่า แต่อีซีบีก็ยังไม่ได้คุมเข้มนโยบายจนถึงขณะนี้ โดยระบุว่า การเพิ่มขึ้นของราคาจะไม่ลดลงไปเอง

ขณะที่ปัจจัยชั่วคราวเป็นเหตุผลสำคัญสำหรับอัตราเงินเฟ้อสูง แต่ในช่วงปลายสัปดาห์ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่ายังคงมีปัจจัยกดดันภายหลังจากที่บีจีเอ (BGA) ซึ่งเป็นสมาคมการค้าของเยอรมนีออกมาเตือนว่า มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะห่วงโซ่อุปทานชะงักงันครั้งใหญ่ เนื่องจากการแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของเชื้อไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอน อย่างไรก็ตาม BGA ระบุว่าความเสี่ยงดังกล่าวจะไม่กินเวลายาวนาน อุตสาหกรรมในเยอรมนีได้รับผลกระทบจากการขาดแคลนไมโครชิปและชิ้นส่วนอื่น ๆ ในขณะยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ที่ทะยานสูงขึ้นนั้นได้ส่งผลกระทบต่อแนวโน้มการเติบโตของภาคค้าปลีกนับตั้งแต่ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีค่าเงินยูโรยังได้รับแรงหนุนจากการเปิดเผยข้อมูลการผลิตภาคอุตสาหกรรม (Industrial Production) ของยูโรโซนที่ขยายตัว 2.3% ในเดือนพฤศจิกายน หลังจากที่หดตัว 1.3% ในเดือนก่อนหน้า และสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะขยายตัวเพียง 0.5% ทั้งนี้ ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวในกรอบ 1.1280-1.1481 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (14/1) ที่ระดับ 1.1470/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ที่ (10/1) ที่ระดับ 115.58/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (7/1) ที่ระดับ 115.82/85 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เงินเยนแข็งค่าจากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตาม ตลาดจับตาสถานการณ์การระบาดไวรัสโควิด-19 ในญี่ปุ่น โดยรัฐบาลญี่ปุ่นได้เริ่มบังคับใช้มาตรการป้องกันการแพร่ระบาดแล้วใน 3 จังหวัด (โอกินะวะ ฮิโรชิมะ ยะมะกุจิ) ที่เป็นแหล่งแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโอมิครอน

นอกจากนี้ยังได้รับแรงหนุนจากการที่สำนักงานคณะรัฐมนตรีญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ดัชนีพ้องเศรษฐกิจ (Coincident Index) ในเดือนพฤศจิกายน 2564 ซึ่งสะท้อนถึงภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันของญี่ปุ่นนั้น ปรับตัวขึ้นรวดเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 นับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลในเดือนมกราคม 2528 เนื่องจากการผลิตยานยนต์มีการฟื้นตัว สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีดังกล่าวปรับตัวขึ้น 3.8 จุดจากเดือนตุลาคมสู่ระดับ 93.6 ในเดือนพฤศจิกายน โดยเพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน เทียบกับฐานปี 2558 ที่ระดับ 100

โดยตลาดในสัปดาห์นี้แทบจะไม่ให้ความสนใจกับการประกาศจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 รายใหม่ในประเทศที่เพิ่มขึ้นเกินระดับ 10,000 รายในรอบกว่าสี่เดือนในวันพุธ (12/1) โดยทางกรุงโตเกียวพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 2,198 ราย เป็นตัวเลขที่เกินระดับสองพันในรอบสี่เดือนเช่นกัน และสูงกว่าที่ผ่านมาประมาณ 5 เท่า

ขณะที่จังหวัดโอซากาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 1,711 รายในวันเดียวพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม 2,198 ราย เป็นตัวเลขที่เกินระดับสองพันในรอบสี่เดือนเช่นกัน และสูงกว่าสัปดาห์ที่ผ่านมาประมาณ 5 เท่า ขณะที่จังหวัดโอซากาพบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มอีก 1,711 รายในวันเดียวนับเป็นการเพิ่มขึ้นเหนือระดับหนึ่งพันรายเป็นครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 15 ก.ย.ปีที่แล้ว และเป็นการปรับเพิ่มจากสัปดาห์ก่อนเกือบ 7 เท่า

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์เริ่มลดความสนใจต่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ลง และเปลี่ยนไปพิจารณาในส่วนของข้อมูลเศรษฐกิจ และนโยบายการเงินของธนาคารกลางต่าง ๆ แทน ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 113.62-115.80 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (14.1) ที่ระดับ 113.70/74 เยน/ดอลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ภาวะเงินตราต่างประเทศ