Skip to content

ธปท. ออก 3 มาตรการ หวังสกัดการแข็งค่าของเงินบาท

26 ธ.ค. 2568 | 19:09น.
ธปท. ออก 3 มาตรการ หวังสกัดการแข็งค่าของเงินบาท

ธปท. ออก 3 มาตรการ หวังสกัดการแข็งค่าของเงินบาท

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 22-26 ธันวาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (22/12) ที่ระดับ 31.38/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 31.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงยังอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องหลังมีการปรับคาดการณ์ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในอนาคตเพิ่ม

รวมทั้งข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคยังช่วยหนุนความเชื่อมั่นต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ย หลังดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐเพิ่มขึ้น 2.7% เมื่อเทียบรายปีในเดือน พ.ย. ต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 3.1% ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยขับเคลื่อนหลักที่หนุนราคาทองคำให้ปรับตัวสูงขึ้นเหนือระดับ 4,400 ดอลลาร์/ออนซ์ ก่อนจะปรับตัวสู่ระดับสูงสุดในประวัติการณ์ที่ระดับ 4525 ดอลลาร์/ออนซ์

นอกจากนี้ ระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับ GDP ประจำไตรมาส 3/2568 พร้อมระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 4.3% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ที่ระดับ 3.3% โดยได้แรงหนุนจากการใช้จ่ายของผู้บริโภคที่แข็งแกร่ง ทั้งนี้ ผู้บริโภคมีการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 3.5% ในไตรมาส 3 หลังจากเพิ่มขึ้น 2.5% ในไตรมาส 2 นอกจากนี้ การเพิ่มขึ้นของการส่งออกและการใช้จ่ายในภาครัฐก็ได้เป็นปัจจัยหนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2

ขณะที่การลงทุนของภาคเอกชนในสินทรัพย์ถาวรที่ลดลงน้อยกว่าคาดก็เป็นปัจจัยบวกเช่นกัน แม้ตัวเลข GDP ที่แข็งแกรงเกินคาดทำให้ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดอาจจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ม.ค. ปี 2569 แต่ก็ยังมองว่าเฟดมีโอกาสที่จะปรับลดดอกเบี้ยในเดือน มิ.ย. รวมทั้งคาดว่าเฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีหน้า ซึ่งมากกว่าที่กรรมการเฟดส่งสัญญาณในรายงาน Dot Plot ล่าสุดว่าอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง

ขณะที่นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ยล่าช้าเกินไป แม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวในไตรมาส 3/2568 ที่สูงเกินคาดก็ตาม นอกจากนี้ ยังระบุว่า กระแสการเติบโตของปัญญาประดิษฐ์ (Al) กำลังช่วยหนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่สร้างแรงกดดันให้เงินเฟ้อลดลง

สำหรับปัจจัยในประเทศ วันจันทร์ (22/12) นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าเป้าหมายนโยบายการเงิน หรือ กรอบเงินเฟ้อในปี 2569 จะใช้กรอบ 1-3% เหมือนกับในปี 2568 โดย ธปท.ได้หารือกับกระทรวงการคลังแล้ว โดยขั้นตอนต่อจากนี้กระทรวงการคลังจะนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในปี 2568 นี้ นายวิทัยกล่าวว่า ปี 2569 แนวโน้มของอัตราเงินเฟ้อจะค่อย ๆ ปรับเพิ่มขึ้น ทำให้ไม่เกิดภาวะเงินฝืดในปีหน้า

โดย ธปท.จะพยายามทำให้เงินเฟ้อกลับเข้ามาอยู่ในกรอบที่กำหนดไว้ อย่างไรก็ ตามในปี 2569 ยังคงมีความผันผวนจากราคาน้ำมัน แต่คาดว่าเงินเฟ้อจะสามารถกลับเข้าสู่กรอบได้ในปี 2570 สำหรับ การแก้ปัญหาเรื่องการปล่อยสินเชื่อใหม่ให้กับ SMEs นายวิทัย กล่าวว่า ขณะนี้การปล่อยสินเชื่อให้กับ SMEs ติดลบมานานกว่า 13 ไตรมาสแล้วสะท้อนปัญหาดังกล่าว ซึ่งในวันที่ 26 ธ.ค. นี้ ธปท.จะลงนามความร่วมมือกับกระทรวงการคลังสมาคมธนาคารไทย และ สมาคมธนาคารนานาชาติ เกี่ยวกับมาตรการชดเชย credit cost สำหรับสินเชื่อปล่อยใหม่ให้กับ SMEs เพื่อแก้ปัญหานี้

โดยในวันอังคาร (23/12) นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยนายวิทัย และ นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้มีการแถลงข่าวสถานการณ์ค่าเงินบาท

หลังก่อนหน้านี้ ธปท. ชี้แจงให้สมาคมผู้ค้าทองได้ทราบเกี่ยวกับแนวทางการรายงานข้อมูลที่กำหนดให้ผู้ซื้อขายทองคำที่เข้าเกณฑ์ต้องรายงานธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายทองคำต่อ ธปท. เพื่อประกอบการพิจารณาแนวทางลดผลกระทบของการซื้อขายทองคำต่อค่าเงินโดยออก 3 มาตรการ ได้แก่ การจ่อกำกับผู้ขายทองบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การเก็บภาษีเฉพาะการเทรดทองบนแพลตฟอร์มออนไลน์ และการแก้ประกาศกระทรวงการคลังให้อำนาจ ธปท. เรียกขอข้อมูล-เข้ากำกับดูแลธุรกรรมบางประเภทที่เกี่ยวกับการซื้อขายทองคำ พร้อมกำหนดเพดานทองในวันพฤหัสบดี (25/12)

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยถึงการค้าระหว่างประเทศของไทยว่า เดือน พ.ย. 2568 การส่งออกมีมูลค่า 27,445.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 17 ที่ 7.1% เทียบรายเดือน หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัยออก ขยายตัวได้สูงถึง 11.8% ส่วนนำเข้า 30,172.5 ล้านเหรียญฯ ขยายตัว 17.6% และขาดดุลการค้า 2,726.9 ล้านเหรียญฯ ซึ่งการขยายตัวมาจากการขยายตัวของสินค้าอุตสาหกรรม 12.2% ขยายตัวต่อเนื่อง 20 เดือน

โดยมีสินค้าสำคัญที่ขยายตัว เช่น อิเล็กทรอนิคส์, อัญมณีและเครื่องประดับ (ไม่รวมทองคำ) อีกทั้ง สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรหดตัว 9.5% ขณะที่ปี 2569 สนค.คาดการณ์การส่งออกไว้ที่ ติดลบ 3.3% ถึงขยายตัว 1.1% ภายใต้ปัจจัยผลของมาตรการภาษีสหรัฐ เริ่มชัดเจนบึ้น ปัญหาด้านราคาและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ส่งผลต่อขิดความสามารถทางการแข่งขัน ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงอยู่ และปัญหาสภาพอากาศรุนแรงจะส่งผลต่อสินค้าเกษตร

อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์จะมุ่งเน้นการเร่งเจรจาความตกลงภาษีตอบโด้กับสหรัฐให้เสร็จสิ้น พร้อมกับเพิ่มความเข้มงวดเรื่องถิ่นกำเนิดสินค้า กวาดล้างธุรกิจนอมินี และเดินหน้าเจรจาและผลักดันการใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (FTA) สร้างแต้มต่อทางการค้า และร่วมมือกับภาคเอกชนผลักดันเป้าหมายการส่งออกให้เติบโตท่ามกลางอุปสงค์ที่อ่อนแอและความไม่แน่นอนที่ยังมีต่อเนื่องในปีหน้า

และวันศุกร์ ธปท. ออกประกาศคุมเงินเข้าเกิน 200,000 เหรียญสหรัฐ ต้องแจงแหล่งที่มาและวัตถุประสงค์พร้อมเล็งคุม flow ขายทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ หลังกดดันค่าเงินบาทหนักโดย ธปท.เตรียมออกประกาศหนังสือเวียนเรื่อง การซักซ้อมวิธีปฏิบัติเกี่ยวกับการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศกับลูกค้าเพื่อขอตรวจเอกสารนำเงินเข้าประเทศทั้งหมดที่เกิน 200,000 เหรียญสหรัฐ โดยให้มีผลหลังจากออกประกาศ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 31.02 – 31.40 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/12) ที่ระดับ 31.46/48 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดวันจันทร์ (22/12) ที่ระดับ 1.1713/16 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนคำจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 1.1730/32 โดยค่าเงินยูโรเคลื่อนตัวเพียงเล็กน้อย เนื่องจากในสัปดาห์นี้ประเทศในกลุ่มยูโรโซนไม่ได้มีการประกาศตัวเลขสำคัญทางเศรษฐกิจเพิ่มเติม เนื่องจากอยู่ในช่วงวันหยุดคริสมาสต์ ทั้งนี้ในระหว่างสัปดาห์ ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1707 – 1.1807 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/12) ที่ระดับ 1.1779/82 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน เปิดตลาดในวันจันทร์ (22/12) ที่ระดับ 157.42/43 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ เคลื่อนไหวอ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (18/12) ที่ระดับ 157.22/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ หลังการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเป็น อีก 0.25% สู่ระดับ 0.75% ตามคาด โดยประเด็นสำคัญของการประชุม BOJ คือ แม้ว่าจะมีการประกาศขึ้นดอกเบี้ย แต่ยังเน้นย้ำว่าดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Rate) ในปัจจุบันยังคงติดลบมาก

ดังนั้นช่วงถัดไปยังมีโอกาสขึ้น แต่น้ำหนักยังเป็นในทิศทางค่อยเป็นค่อยไป โดยจะขึ้นกับสัญญาณของตัวเลขเศรษฐกิจเป็นหลักอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะระดับ 2.1% ในช่วงเช้าวันจันทร์ (22/12) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 2542 โดยได้แรงหนุนหลังอัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศของญี่ปุ่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ญี่ปุ่นจะใช้มาตรการที่เหมาะสมเพื่อรับมือกับสกุลเงินเยนที่เคลื่อนไหวมากเกินไป

โดยคำกล่าวของมิมูระมีขึ้น หลังจากเงินเยนร่วงลงอย่างหนักเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่า BOJได้ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายสู่ระดับสูงสุดในรอบ 30 ปี ในการประชุมเมื่อสัปดาห์ที่แล้วก็ตาม แต่ยังคงไม่ได้ให้ความชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางการปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคต

โดยวันพฤหัสบดี (25/12) อุเอดะจึงได้ขี้แจงทิศทางนโยบายอีกครั้งในการกล่าวสุนทรพจน์ต่อสมาพันธ์ธุรกิจญี่ปุ่น (Keidanren) ซึ่งเป็นองค์กรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยระบุว่าแนวโน้มที่ค่าจ้างและราคาสินค้าจะปรับเพิ่มขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไปนั้นจะยังคงมีต่อเนื่องในปีหน้าและปีต่อ ๆ ไป ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเชิงนโยบาย

ทั้งนี้ในช่วงระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 155.54 – 157.42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (26/12) ที่ระดับ 156.40/42 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ