ไฟเซอร์ฉีดในเด็กเล็กอายุ 5-11 ปี สธ.เปิดข้อควรระวัง-คำแนะนำ-กลุ่มไหนควรฉีด ชี้เด็กเล็กได้รับวัคซีนโดสน้อย ปลอดภัยสูง-ผลข้างเคียงต่ำ พร้อมเปลี่ยนแผนเว้นระยะฉีดเพิ่มเป็น 8 สัปดาห์ หลังข้อมูลต่างประเทศพบภูมิคุ้มกันพุ่งสูง-ผลข้างเคียงน้อยลง แนะเด็กป่วย-อาการโรครุนแรงไม่คงที่ เลื่อน-เลี่ยงฉีดวัคซีน
วันที่ 26 มกราคม 2565 นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารสุข (สธ.) เปิดเผยถึงแนวทางการฉีดวัคซีนในเด็กอายุระหว่าง 5-11 ปี ว่า วัคซีนที่จะใช้ฉีดเด็กคือไฟเซอร์ สูตรสำหรับเด็กโดยเฉพาะ บรรจุภัณฑ์เป็นฝาสีส้ม
โดยภายในขวดประกอบด้วยวัคซีน 1.3 มิลลิลิตร ซึ่งต้องนำมาเจือจางด้วยโซเดียมคลอไรด์ (น้ำเกลือ) 0.9% โดยจะใช้ฉีดในเด็กเพียง 0.2 มิลลิลิตร (10 ไมโครกรัม) เว้นระยะห่าง 3-12 สัปดาห์ แต่ส่วนมากจะเว้นที่ประมาณ 8 สัปดาห์

ผลข้างเคียงน้อยกว่ากลุ่มเด็กโต
ด้าน ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา ประธานราชวิทยาลัยกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สำหรับอาการข้างเคียงหลังฉีดวัคซีนส่วนใหญ่พบว่า จะมีอาการเป็นไข้ หนาวสั่น (0.1%) ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีด (71-74%) ปวดบวมแดงบริเวณที่ฉีดระดับรุนแรง (0.6%) ปวดหัว (28%) ปวดหัวระดับรุนแรง (0.6%) ปวดกล้ามเนื้อ (0.1%) และอ่อนเพลีย (0.9%) สามารถหายได้เองภายใน 1-2 วัน
ข้อมูลจากประเทศสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ที่มีการฉีดก่อนหน้าประเทศไทยพบว่า อาการหลังฉีดไฟเซอร์ในกลุ่มเด็กเล็ก 5-11 ปี มีผลข้างเคียงน้อยกว่าเด็กโตอายุ 12-18 ปี ปัจจัยสำคัญมาจากจำนวนโดสในการฉีดวัคซีนที่น้อยกว่า ผลข้างเคียงจึงน้อยกว่า
ขณะที่ข้อกังวลเกี่ยวกับกล้ามเนื้อหัวใจอักเสบและเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในกลุ่มเด็กที่ฉีดวัคซีนชนิด mRNA นั้น ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการฉีดวัคซีนในเด็กไปแล้วกว่า 8 ล้านคน พบเพียง 11 คนเท่านั้น ซึ่งแต่ละรายมีอาการไม่รุนแรง หายได้ในเวลาไม่นาน จึงคิดว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่
แนะเว้นห่าง 8 สัปดาห์ภูมิสูง-อาการน้อย
โดยปัจจุบันในประเทศสหรัฐอเมริกามีการเว้นระยะการฉีดไฟเซอร์ในเด็กอยู่ที่ราว 3-4 สัปดาห์ ที่น่าสนใจคือออสเตรเลีย และอังกฤษ มีความพยายามจะฉีดวัคซีนห่างกันราว 8 สัปดาห์ เนื่องจากพบว่ายิ่งฉีดห่างภูมิคุ้มกันยิ่งเพิ่มขึ้น และอาการข้างเคียงน้อยลง เรื่องหัวใจก็ลดลงด้วย และกลุ่มเด็กเราต้องเน้นความปลอดภัยที่สุด เอาฉีดห่างไว้ก่อน
ดังนั้น ถ้าฉีดที่โรงเรียนเราแนะนำการเว้นระยะห่างเข็ม 1 และเข็ม 2 อยู่ที่ราว 8 สัปดาห์ แต่ถ้าเด็กกลุ่มเสี่ยงอย่างกลุ่มที่มีโรคเรื้อรังต้องการจะฉีดเร็ว ๆ ขอแนะนำที่ 4 สัปดาห์ ไม่ควรเร็วไปกว่านี้แล้ว โดยทั่วไปเราคิดว่า 8 สัปดาห์เหมาะสมที่สุด เดิมทีที่อังกฤษเว้น 12 สัปดาห์ด้วยซ้ำ แต่มีโควิดโอมิครอนระบาด จึงต้องร่นระยะการฉีดเข้ามาที่ 8 สัปดาห์
“ส่วนกรณีวัคซีนตัวอื่นที่มีฉีดในเด็กบางประเทศ เช่น ซิโนแวค ซิโนฟาร์ม เป็นต้น เรายังรอข้อมูลอยู่ ข้อมูลยังไม่พอ เนื่องจากองค์การอาหารและยา (อย.) ยังไม่อนุมัติฉีดในเด็กเล็ก ซึ่งความปลอดภัยในเด็กถือเป็นเรื่องสำคัญสูงสุด ฉีดอะไรส่งเดชแบบไม่มีข้อมูลเราไม่อยากทำ เราอยากเอาที่ปลอดภัยสูงสุด”
ไขข้อข้องใจเด็กควรฉีดหรือไม่?
สำหรับเหตุผลที่ทำไมเด็กต้องฉีด ในเมื่อหากติดโควิด 98% แทบไม่มีอาการ และอัตราการเสียชีวิตในเด็กก็น้อยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กที่มีโรคประจำตัวนั้น ศ.นพ.สมศักดิ์ ระบุว่า แม้เด็กที่ติดโควิดจะมีปัญหาน้อยก็ตาม แต่ก็มีปัญหาบางอย่างตามมาในเด็กบางคนหลังติดโควิดครบ 1 เดือน ซึ่งพบว่าเกิดโรคมิสซีขึ้น ซึ่งเป็นการอักเสบจากอวัยวะภายใน พบจำนวนไม่มาก แต่ไม่พบเลยจะดีกว่า รวมไปถึงไม่ติดโรคโควิดแต่แรกก็ดีกว่า จึงเป็นเหตุผลที่เด็กควรได้รับวัคซีนโควิด
“บางประเทศบอกเด็ไม่ต้องฉีดให้ติดไปได้เลย แต่ถามว่าติดกับไม่ติด อย่างไหนดีกว่ากัน ฉีดวัคซีนมีภูมิคุ้มกันแน่ ๆ ไม่ตายชัวร์ ดังนั้นการฉีดจึงคุ้มกว่า”
ตอนที่เริ่มฉีดวัคซีนในเด็กโตพบว่า เด็กโตติดเชื้อโควิดน้อยลงทันที แต่ในช่วงหลังมีการพบการติดเชื้อในเด็กโตเพิ่มขึ้น แสดงว่าวัคซีนกันเชื้อโอมิครอนได้ไม่ดีเท่ากันเชื้อเดลต้า แต่ไม่ต้องตกใจ ถึงติดเชื้อแต่ถ้าฉีดวัคซีนแล้วอาการจะน้อยมาก
เปิดข้อควรระวัง
นพ.อดิศัย ภัตตาตั้ง ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี กล่าวว่า จากข้อมูลในประเทศไทยมีเด็กทั่วไปอายุ 5-11 ปี ราว 5 ล้านคน แต่เด็กกลุ่มเสี่ยงมีอยู่ 9 แสนคน เป็นโรคประจำตัว 7 กลุ่มโรค ได้แก่
- โรคอ้วนที่มีภาวะทางเดินหายใจอุดตัน
- โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง รวมทั้งหอบหืดอาการปานกลางถึงรุนแรง
- โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง
- โรคไตวายเรื้อรัง
- โรคมะเร็งและภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
- โรคเบาหวาน
- กลุ่มโรคพันธุกรรม รวมทั้งกลุ่มอาการดาวน์ เด็กที่มีภาวะบกพร่องทางประสาทอย่างรุนแรง เด็กที่มีพัฒนาการช้า
โดยแนวทางการฉีดวัคซีนในเด็ก หากเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง 7 โรคเรื้อรัง ควรทานยาตามที่หมอแนะนำมาอย่างปกติ และทานอาหารมาก่อน และจะมีกุมารแพทย์คอยเช็กอาการเบื้องต้นว่าสมควรฉีดหรือไม่
อย่างไรก็ดี การฉีดวัคซีนในกลุ่มเด็กมีข้อระวังอยู่ 2 ข้อ ซึ่งหากมีอาการดังต่อไปนี้ “ยังไม่ควรฉีดวัคซีน”
- เด็กอยู่ในช่วงกำลังป่วย มีไข้ ร่างกายอ่อนเพลีย ควรรักษาอาการให้หายดีและเลื่อนการฉีดออกไปจนกว่าร่างกายจะกลับมาปกติ
- เด็กผู้มีโรคประจำตัวรุนแรงที่อาจมีอันตรายถึงชีวิตที่อาการของโรคยังไม่คงที่ ห้ามฉีด นอกจากแพทย์ประเมินว่าฉีดได้เท่านั้น
- ลงทะเบียนวัคซีนเข็ม 3 มีที่ไหนบ้าง เช็กเลย !
- ลงทะเบียนวัคซีนเข็ม 4 มีที่ไหนบ้าง เช็กเลย !
- นนทบุรี ลงทะเบียนวัคซีนเข็ม 3-4 ระบบใหม่ “นนท์พร้อม Plus” เริ่มวันนี้



