เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
อนุทิน มั่นใจไทยรอดวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ขาดแคลนน้ำมัน-มีเพียงราคาอิงตลาดโลก
Politics อนุทิน มั่นใจไทยรอดวิกฤตตะวันออกกลาง ไม่ขาดแคลนน้ำมัน-มีเพียงราคาอิงตลาดโลก
อนุทิน มั่นใจ GDP ปีนี้โตเกิน 2.1% ได้ลงทุน-ส่งออก-จ้างงานหนุน 
Politics อนุทิน มั่นใจ GDP ปีนี้โตเกิน 2.1% ได้ลงทุน-ส่งออก-จ้างงานหนุน 
อนุทิน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศ-ประชาชนได้ประโยชน์ ยันไร้คลื่นใต้น้ำ ครม.
Politics อนุทิน ไม่ปิดประตูพรรคที่ 3 หากประเทศ-ประชาชนได้ประโยชน์ ยันไร้คลื่นใต้น้ำ ครม.
PEA เปิดยุทธศาสตร์ 5 ปี ลงทุนหมื่นล้าน ดาต้าเซ็นเตอร์-EV Hub 
Economic PEA เปิดยุทธศาสตร์ 5 ปี ลงทุนหมื่นล้าน ดาต้าเซ็นเตอร์-EV Hub 
พาณิชย์ ชี้ ‘ข้าวโพด’ ราคาดีขึ้น เตรียม 4 มาตรการ 120 ล้าน ดูแลผลผลิต 4 แสนตัน
Economic พาณิชย์ ชี้ ‘ข้าวโพด’ ราคาดีขึ้น เตรียม 4 มาตรการ 120 ล้าน ดูแลผลผลิต 4 แสนตัน
ราคาทองวันนี้ (24 ต.ค.) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (24 ต.ค.) ร่วงลง 250 บาท รูปพรรณบาทละ 64,900 บาท
ศึกไม่ไว้วางใจ เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี วัดใจเพื่อไทย-กล้าธรรม โหวตรัฐบาล
Politics ศึกไม่ไว้วางใจ เดิมพันเก้าอี้รัฐมนตรี วัดใจเพื่อไทย-กล้าธรรม โหวตรัฐบาล
มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
Automotive มิตซูบิชิ กำหนดยุทธศาสตร์ ‘ไทย’ ฐานผลิตหลักสำคัญ
อนุทิน รับยากหาวัน ‘ซักฟอกรัฐบาล’ ใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าสะดวกสุดแล้ว
Politics อนุทิน รับยากหาวัน ‘ซักฟอกรัฐบาล’ ใหม่ เหตุ รมต.ติดภารกิจ ชี้สัปดาห์หน้าสะดวกสุดแล้ว
ครม.จ่อถก ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ หาทางลดราคาพลังงาน
Politics ครม.จ่อถก ‘ภาษีสรรพสามิตน้ำมัน’ หาทางลดราคาพลังงาน
ดูทั้งหมด

“หลุยส์วิตตอง-กุชชี่” รักษ์โลก พร้อมใจเลิกทำลายสินค้าเหลือ

10 ก.พ. 2565 | 15:41น.
‘หลุยส์วิตตอง-กุชชี่’ รักษ์โลก พร้อมใจเลิกทำลายสินค้าเหลือ
คอลัมน์ : Market-Move

นโยบายการทำลายสินค้าค้างสต๊อกทิ้งแทนการนำมาลดราคา เพื่อรักษาฐานราคาของบรรดาแฟชั่นลักเซอรี่แบรนด์ ถือเป็นเรื่องที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากทั้งนักอนุรักษ์และผู้บริโภคทั่วไปมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดเหตุการณ์เหล่านี้กำลังจะกลายเป็นอดีต เมื่อแบรนด์แฟชั่นหรูรายใหญ่ทั้ง “แอลวีเอ็มเอช” (LVMH) เจ้าของแบรนด์หรูกว่า 75 แบรนด์ อาทิ หลุยส์ วิตตอง, คริสเตียน ดิออร์, เซลีน, เฟนดิ ฯลฯ

และคู่แข่งอย่าง “เคอร์ริ่ง กรุ๊ป” ซึ่งมีแบรนด์หรู เช่น กุชชี่, อีฟส์ แซงต์ โลรองต์, บาเลนเซียกา ฯลฯ ต่างพร้อมใจกันปรับนโยบายเกี่ยวกับการจัดการสินค้าค้างสต๊อก เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายต่อต้านความสิ้นเปลืองของรัฐบาลฝรั่งเศส ที่ห้ามการทำลายสินค้าที่ถูกส่งคืนหรือค้างสต๊อก ซึ่งเริ่มมีผลบังคับใช้ในปี 2565 นี้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เครือแบรนด์หรูทั้ง 2 รายต่างอัพเกรดการบริหารสต๊อกสินค้า โดยเพิ่มความระมัดระวัง และติดตามข้อมูลจำนวนสินค้าที่มีอยู่ใกล้ชิดเป็นพิเศษ

รวมถึงปรับเปลี่ยนนโยบายการจัดการสินค้าค้างสต๊อกของตนใหม่ อาทิ การนำมาขายให้พนักงานในราคาพิเศษ ไปจนถึงนำไปบริจาคหรือรีไซเคิล แทนการนำไปทำลายทิ้ง เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายต่อต้านความสิ้นเปลือง

โดย เคอร์ริ่ง กรุ๊ป ลงทุนนำเอไอหรือปัญญาประดิษฐ์เข้ามาช่วยบริหารจัดการสต๊อกสินค้า ส่วนแอลวีเอ็มเอชนั้นนอกจากการบริหารสต๊อกแบบละเอียดแล้ว ยังใช้การรีไซเคิลเข้ามาช่วยด้วย

โดยเป็นพันธมิตรกับ วีเทิร์น (WeTurn) องค์กรด้านรีไซเคิลที่รวบรวมเสื้อผ้าค้างสต๊อกและวัตถุดิบเหลือใช้มารีไซเคิลกลับเป็นผ้าหรือเส้นใยสำหรับนำกลับมาใช้ใหม่

ในขณะที่ดีไซเนอร์บางรายในวงการเริ่มหันมาใช้ชิ้นส่วนจากสินค้าคอลเล็กชั่นเก่าเป็นวัตถุดิบหรือส่วนประกอบสำหรับสินค้ารุ่นใหม่แทนการใช้วัตถุดิบใหม่ 100% แบบเดิม เช่น มาร์ค เจคอบส์

ซึ่งร่วมมือกับ “แฟบสแครป (Fabscrap)” องค์กรไม่แสวงกำไรที่ทำงานด้านรีไซเคิลผ้าด้วยการนำมาผลิตเป็นสินค้าหรือบริจาคให้นักศึกษา-ศิลปิน รวมถึงบริจาคสินค้าให้กับองค์กรการกุศลเพื่อนำไปแจกจ่ายต่อให้ผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย

นอกจากนี้ ทั้ง 2 เครือรวมถึงแบรนด์อื่น ๆ ยังตัดสินใจระบายสินค้าค้างสต๊อกด้วยการนำออกมาขายราคาพิเศษให้กับพนักงาน ซึ่งมีจำนวนรวมกันทั้งอุตสาหกรรมมากกว่า 2 แสนคน แบ่งเป็นแอลวีเอ็มเอช 1.5 แสนคน เคอร์ริ่ง 3.8 หมื่นคน และแอร์เมส 1.6 หมื่นคน

“เฮเลน วาเลด” ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสิ่งแวดล้อมของแอลวีเอ็มเอช อธิบายว่า กระบวนการคิดในวงการแฟชั่นเริ่มเปลี่ยนไปแล้ว โดยเดิมทีดีไซเนอร์จะออกแบบสินค้าก่อนแล้วค่อยหาวัตถุดิบ

ที่ตรงกับไอเดียของตน แต่ปัจจุบันกระบวนการเริ่มย้อนกลับ โดยดีไซเนอร์หลายคนจะคิดไอเดียจากวัตถุดิบหรือสินค้าเดิมที่มีอยู่ในสต๊อกก่อน จึงช่วยลดความสิ้นเปลืองลงไปได้

ทั้งนี้ สินค้าที่มาจากกระบวนการใหม่นี้ยังได้รับการตอบรับดีจากลูกค้าด้วยเช่นกัน อาทิ กระเป๋าแบรนด์โลเอเว่ รุ่นที่ทำจากหนังอัพไซเคิลซึ่งมีราคาขาย 1.7 พันยูโร หรือประมาณ 6.4 หมื่นบาท นั้นปัจจุบันมีความต้องการสูงจนขาดตลาดอยู่

นอกจากนี้ เชื่อว่ากฎหมายใหม่จะกระตุ้นให้แบรนด์หรูสนใจความต้องการและพฤติกรรมการจับจ่ายของลูกค้ามากขึ้นอีกด้วย เพื่อทำให้การบริหารจัดการสต๊อกมีประสิทธิภาพสูงสุด และมีสินค้าค้างสต๊อกน้อยที่สุด

ด้านนักวิเคราะห์ในวงการสินค้าแฟชั่นหรู ต่างเห็นความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เช่นเดียวกัน

“เอล กูสซิ” ผู้เชี่ยวชาญด้านสินค้าลักเซอรี่จากบริษัทให้คำปรึกษาทางธุรกิจ ครูศ คอนซัลติ้ง อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า สาเหตุที่ทำให้แบรนด์หรูหันมาให้ความสำคัญกับการจัดการสินค้าค้างสต๊อกกันนั้น

นอกจากกฎหมายใหม่ของฝรั่งเศสแล้ว การขยายตัวของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งแรงกดดันให้แบรนด์หรูต้องปรับตัว

ตัวอย่างหนึ่งคือ กรณีเมื่อปี 2561 ที่ “เบอร์เบอร์รี่” แบรนด์หรูสัญชาติอังกฤษ เปิดเผยว่า ในปี 2560 ได้ทำลายสินค้าค้างสต๊อกมูลค่า 28 ล้านปอนด์ หรือเท่ากับเสื้อโค้ตประมาณ 2 หมื่นตัว

จนกลายเป็นเรื่องอื้อฉาวและเกิดการกดดันอย่างหนัก จนทางแบรนด์ต้องออกแถลงการณ์ให้คำมั่นว่าจะยกเลิกนโยบายนี้ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป

“แน่นอนว่าวิธีการพื้นฐานอย่างการนำสินค้าค้างสต๊อกออกมาขายเลหลังลดราคานั้นไม่มีทางทำได้ เพราะสำหรับแบรนด์ระดับหรูเหล่านี้เมื่อสินค้าราคาถูกลงดีมานด์ก็จะลดลงตามไปด้วยเช่นกัน”

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จำนวนหนึ่งยังมองว่า การเติบโตต่อเนื่องของตลาดสินค้ามือสองตลอดช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 จนมีมูลค่าประมาณ 3.3 หมื่นล้านยูโร

หรือประมาณ 1,237 ล้านบาท ยังเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้แบรนด์แฟชั่นหรูที่ก่อนหน้านี้มักมองข้ามลูกค้ากลุ่มนี้ หันมาเปิดรับโมเดลธุรกิจสินค้าหมุนเวียนมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าที่สนใจเฉพาะสินค้ามือสอง ซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ต้นปีแล้ว แต่บรรดาแบรนด์หรูน่าจะมีเวลาปรับตัวอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากความพยายามบริหารสต๊อกสินค้าในช่วงที่ผ่านมา ร่วมกับปัญหาซัพพลายเชน ทำให้ขณะนี้วงการดีมานด์สูงกว่าซัพพลายอย่างต่อเนื่อง

“อาโนล คาดาร์ท” ผู้จัดการพอร์ตโฟลิโอของบริษัทบริหารจัดการทรัพย์สินฟลอนอยระบุว่า ตั้งแต่ปี 2557 แอร์เมสแทบไม่ได้ทำลายสินค้าค้างสต๊อกเลย เนื่องจากเกือบทุกตัวขายหมด สอดคล้องกับความเห็นของ “เฮเลน วาเลด” จากแอลวีเอ็มเอชที่ระบุว่า ตอนนี้ปัญหาของกลุ่มเครื่องหนังจะเป็นการมีสินค้าไม่พอขายมากกว่าจะขายไม่ออก

จากความเคลื่อนไหวเหล่านี้น่าจะทำให้แบรนด์แฟชั่นหรูรายอื่น ๆ พยายามปรับตัวตาม ซึ่งต้องรอดูว่าแต่ละรายจะมียุทธศาสตร์อย่างไร

แท็กที่เกี่ยวข้อง

แบรนด์สินค้า