Skip to content

เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ยดุเดือด 7 ครั้ง นักเศรษฐศาสตร์หวั่นทำเศรษฐกิจเฉา

19 มี.ค. 2565 | 09:20น.
เฟดจ่อขึ้นดอกเบี้ยดุเดือด 7 ครั้ง นักเศรษฐศาสตร์หวั่นทำเศรษฐกิจเฉา
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

ผลการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ครั้งที่นักลงทุนรอคอยมากที่สุด ระหว่างวันที่ 15-16 มีนาคมที่ผ่านมา ไม่ได้ช็อกตลาด เนื่องจากมีมติปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย เพียง 0.25%

เป็นไปตามที่ตลาดคาดการณ์ ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่เคยอยู่ใกล้ศูนย์เปอร์เซ็นต์ ขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 0.25% ถึง 0.50% โดยเป็นการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก นับจากเดือนธันวาคม 2018

พร้อมกันนี้ คณะกรรมการส่วนใหญ่ส่งสัญญาณผ่านมุมมองรายบุคคล (dot plot) ว่า อัตราดอกเบี้ยตลอดปีนี้จะอยู่ในช่วง 1.75% ถึง 2% ซึ่งเท่ากับว่าจะต้องมีการขึ้นดอกเบี้ยอีก 6 ครั้ง ครั้งละ 0.25% อันหมายถึงว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมทุกครั้งที่เหลืออยู่ของปีนี้

สาเหตุสำคัญที่ทำให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยก็คือ จำเป็นต้องควบคุมเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นเกินเป้าหมายของเฟด โดยถึงแม้จะขึ้นดอกเบี้ยอย่างดุเดือดแล้ว แต่ก็ยังคาดว่า “เงินเฟ้อ” ตลอดปีนี้จะยังสูงที่ 4.3%

จากเดิมคาดว่าจะอยู่ที่ 2.6% ส่วนปีหน้าจะอยู่ที่ 2.7% จากเดิม 2.3% และปี 2024 จะอยู่ที่ 2.3% เท่ากับว่าจากนี้ไปจนถึงปี 2024 เงินเฟ้อจะเกินเป้าหมายที่ 2% ของเฟดไปตลอด

ขณะเดียวกัน เฟดได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของจีดีพีปีนี้ลง เหลือเพียง 2.8% จากเดิม 4% เนื่องจากสงครามยูเครนซึ่งสร้างความทุกข์ยากทั้งด้านมนุษยธรรมและเศรษฐกิจ

จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐมีความไม่แน่นอนสูง และในระยะสั้นสงครามและเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับสงครามจะกดดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้น และส่งผลด้านลบต่อกิจกรรมเศรษฐกิจ

“เจอโรม พาวเวลล์” ประธานเฟด แถลงภายหลังประชุมว่า เศรษฐกิจสหรัฐแข็งแกร่งเพียงพอที่จะรับมือการขึ้นดอกเบี้ย และจะสามารถรักษาระดับอัตราการจ้างงาน และการเติบโตของค่าจ้างได้ ตอนนี้เฟดมุ่งไปที่การแก้ปัญหาเงินเฟ้อเพื่อจำกัดผลกระทบที่มีต่อครัวเรือนชาวอเมริกัน

ในส่วนของการปรับลดงบดุลของเฟด ซึ่งที่ผ่านมาผลจากการใช้นโยบายผ่อนคลายเพื่อเสริมสภาพคล่องในระบบ ทำให้งบดุลขยายตัวเกือบ 9 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นประเด็นหนึ่งที่ตลาดจับตามาโดยตลอดว่าจะกระทำไปพร้อมกับการขึ้นดอกเบี้ย

หรือดำเนินการโดยทิ้งช่วงหลังขึ้นดอกเบี้ยนั้น ประธานเฟดระบุว่า คาดว่าจะเริ่มลดงบดุลได้ในการประชุมครั้งต่อไปเดือนพฤษภาคม

ตลาดหุ้นสหรัฐตอบสนองทางบวก โดยดัชนีดาวโจนส์ทะยานขึ้น 518.76 จุด หรือ 1.5% ปิดที่ 34,063.10 จุด หลังจากช่วงแรกอยู่ในแดนลบ ส่วนแนสแดคเพิ่มขึ้น 3.7% ปิดที่ 13,436.55 จุด ขณะที่ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปีของสหรัฐ ขยับขึ้นสูงถึง 2.24% สูงสุดนับจากเดือนพฤษภาคม 2019 ก่อนจะย่อลงมาที่ 2.19% เมื่อปิดตลาด

นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่ตลาดมีปฏิกิริยาทางบวกเป็นเพราะเฟดส่งสารชัดเจนว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมาก่อนการประชุมเฟด ตลาดซึมซับข่าวที่ว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้ง ครั้งละ 0.25% มาล่วงหน้าแล้ว อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ใหญ่กว่าก็คือ เรากำลังจะเห็นเศรษฐกิจถดถอยหรือไม่จากการขึ้นดอกเบี้ย

แม้ว่าบรรดานักเศรษฐศาสตร์จะไม่เห็นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะถดถอย แต่ก็ยอมรับว่าเศรษฐกิจจะเติบโตน้อยลง และแนวโน้มก็สดใสน้อยลง เนื่องจากสงครามยูเครนซึ่งเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ เพราะว่ารัสเซียเป็นผู้ผลิตสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ ความขัดแย้งและการแซงก์ชั่นเพิ่มความกังวลเรื่องซัพพลายน้ำมัน ข้าวสาลี และสินค้าส่งออกหลักอื่น ๆ

“ไซมอน โมคูตา” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ สเตต สตรีต โกลบอล แอดไวเซอร์ ระบุว่า เฟดดุเดือดเกินไป ส่งสารแรงเกินไป เพราะพัฒนาการของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้ายังไม่แน่นอนสูงมาก ตนยังสงสัยอยู่ว่าจะมีการขึ้นดอกเบี้ยครบทั้งหมดอย่างที่ส่งสัญญาณออกมาหรือไม่

อย่างไรก็ตาม เหล่านักเศรษฐศาสตร์มองว่าเป็นที่คาดหมายอยู่แล้วว่าในการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก เฟดจะต้องมีท่าทีแข็งกร้าวหรือดุเดือด และต้องจริงจังในการควบคุมเงินเฟ้อ เพราะที่ผ่านมาเฟดตามหลังเงินเฟ้อมาเป็นเวลานาน

ทว่าในกลุ่มนักเศรษฐศาสตร์ มีทั้งฝ่ายที่เชื่อและไม่เชื่อว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 7 ครั้ง โดยมีหลายคนคาดว่าเอาเข้าจริงอาจขึ้นแค่ 5-6 ครั้ง แต่สำหรับ ไดแอน สวองค์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ แกรนต์ ธอร์นตัน แอลแอลพี เชื่อว่าเฟดจะทำตามที่ส่งสัญญาณออกมา คือขึ้น 7 ครั้ง ซึ่งจะทำให้จีดีพีสหรัฐครึ่งหลังของปีนี้เติบโตเพียง 1%