ดอลลาร์แข็งค่า หลังปธ.เฟดซานฟรานฯหนุนขึ้นดอกเบี้ย 2.5% ปลายปีนี้
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า หลังประธานเฟดซานฟรานฯหนุนขึ้นดอกเบี้ย 2.5% ปลายปีนี้ ขณะที่เงินบาทยังอ่อนค่า ก่อนปิดตลาดที่ระดับ 33.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 21 เมษายน 2565 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/4) ที่ระดับ 33.82/84 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (20/4) ที่ระดับ 33.77/79 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยนางแมรี ดาลี ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาซานฟรานซิสโก กล่าวสนับสนุนให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นสู่ระดับ 2.5% ภายในปลายปีนี้เพื่อสกัดเงินเฟ้อที่พุ่งสูงในสหรัฐ
“ดิฉันคิดว่าการที่เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยสู่ระดับที่เป็นกลางภายในสิ้นปีนี้ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม โดยเจ้าหน้าที่เฟดส่วนใหญ่มองว่าอัตราดอกเบี้ยที่เป็นกลางอยู่ที่ระดับ 2.5%” นางดาลีกล่าว
“ทันทีที่มีการถอนมาตรการผ่อนคลายทางการเงิน เราก็จำเป็นต้องประเมินถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยพิจารณาการปรับตัวของตลาดการเงิน และการชะลอตัวของเงินเฟ้อ รวมทั้งดูว่าเฟดจะต้องดำเนินการเพิ่มเติมหรือไม่เพื่อรักษาการขยายตัวอย่างยั่งยืน” ประธานเฟดสาขาซานฟรานซิสโกกล่าว
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานสรุปภาวะเศรษฐกิจใน 12 เขตของสหรัฐ หรือ Beige Book ในวันพุธ (20 เม.ย.) โดยระบุว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐขยายตัวปานกลางนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือน ก.พ.ปีนี้ ขณะที่เงินเฟ้อดีดตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว, ตลาดแรงงานเผชิญภาวะตึงตัว และปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทานยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
รายงาน Beige Book ยังระบุด้วยว่า ต้นทุนวัตถุดิบ, การขนส่ง และต้นทุนแรงงานพุ่งขึ้นอย่างมากในทุกเขต ขณะมีหลายเขตที่ราคาพลังงาน, โลหะ และสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้น หลังจากรัสเซียเริ่มทำสงครามในยูเครน
ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อจากการใช้จ่ายของผู้บริโภค พุ่งขึ้น 8.5% ในเดือน มี.ค. เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2524
รายงานของเฟดยังระบุด้วยว่า บริษัทส่วนใหญ่ในเกือบทุกเขตคาดการณ์ว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อจะยังคงมีอยู่ในช่วงหลายเดือนข้างหน้า และระบุว่า กิจกรรมด้านการผลิตเกือบทุกเขตมีความแข็งแกร่ง แต่ปัญหาคอขวดในห่วงโซ่อุปทาน, ตลาดแรงงานที่เผชิญภาวะตึงตัว และต้นทุนการผลิตที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ยังคงเป็นความท้าทายต่อความสามารถของบริษัทในการเร่งผลิตสินค้าเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภค
นอกจากนี้รายงาน Beige Book ยังระบุด้วยว่า แนวโน้มการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐในวันข้างหน้า อาจจะถูกบดบังด้วยความไม่แน่นอนจากปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาสินค้าที่สูงขึ้น ทั้งนี้นักลงทุนในตลาดการเงินให้ความสนใจรายงาน Beige Book ของเฟด เนื่องจากเป็นข้อมูลที่สามารถบ่งชี้ถึงภาวะเศรษฐกิจสหรัฐ และทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 33.77-33.85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 33.83/85 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้านี้ (21/4) ที่ระดับ 1.0835/37 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (20/4) ที่ระดับ 1.0858/60 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร ตามการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0824-1.0936 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0840/42 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/4) ที่ระดับ 128.33/35 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (20/4) ที่ระดับ 127.93/95 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ นโยบายทางการเงินที่สวนทางกันระหว่างญี่ปุ่น-สหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินเยนยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนค่าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ นายสันจายา ปันท์ รองผู้อำนวยการฝ่ายกิจการเอเชีย-แปซิฟิกของกองทุนการเงินระหว่าง (IMF) กล่าวว่า การอ่อนค่าของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมานั้น สอดคล้องกับปัจจัยพื้นฐานของตลาด และไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) เปลี่ยนแปลงนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งรวมถึงนโยบายอัตราดอกเบี้ยที่ระดับต่ำเป็นพิเศษ (Ultra-Low Interest rates) ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 127.93-128.63 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 128.25/27 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ตัวเลขเศรษฐกิจที่สำคัญสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีภาคการผลิตจากฟิลาเดเฟียสหรัฐเดือนมีนาคม (21/4), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคบริการสหรัฐเดือน มี.ค. (22/4)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap Poit) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -0.4/0.0 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยง ภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ 0.0+2.50 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ