เอกนิติทิ้งทวนอธิบดีสรรพากร ปั้นฐานรายได้ใหม่ รีดภาษีเกินเป้า 1 แสนล้าน
เอกนิติทิ้งทวนอธิบดีสรรพากร โชว์ผลงานปั้นฐานรายได้ใหม่ “ภาษีอีเซอร์วิส” หนุนครึ่งปีแรกงบประมาณ’65 รีดภาษีเกินเป้า 1 แสนล้านบาท จับมือ 139 ประเทศทั่วโลก เร่งผลักดันภาษีข้ามชาติ
วันที่ 5 พฤษภาคม 2565 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ในช่วงเกือบ 4 ปี ที่ผ่านมากรมสรรพากรนำกลยุทธ์ Digital Transformation มาปรับเปลี่ยนกระบวนงานให้ทันสมัย และนำข้อมูลขนาดใหญ่มาวิเคราะห์ (Data Analytics) เพื่อวางกลยุทธ์จัดเก็บภาษี (Revenue Collection) รวมถึงนำนวัตกรรม (Innovation) และเทคนิคการบริหารงานยุคใหม่ อาทิ Design Thinking, Agile และ Hackathon มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพ (Efficiency) ¬ระบบงาน
ทั้งนี้ ยังได้พัฒนาบุคลากรให้มีคุณธรรม (Value) และมีความรู้เท่าทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จากการวางรากฐานดังกล่าวตั้งแต่ช่วงก่อนเกิดโควิด – 19 ทำให้การดำเนินงานและการให้บริการประชาชนในช่วงวิกฤตโควิด-19 ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนัก และยังสามารถช่วยให้กรมบรรลุเป้าหมายหลัก 3 ด้าน ได้แก่ จัดเก็บภาษีได้ “ตรงเป้า” ออกนโยบายภาษีช่วยเหลือประชาชนได้ “ตรงกลุ่ม” และบริการผู้เสียภาษีได้ “ตรงใจ”
นายเอกนิติ กล่าวว่า นอกจากกรมสรรพากรจะนำดิจิทัลมาใช้ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานแล้ว การสร้างฐานรายได้ใหม่ให้กับประเทศเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ที่ผ่านมากรมสรรพากรได้ออกกฎหมายจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มสำหรับการบริการอิเล็กทรอนิกส์จากแพลตฟอร์มต่างชาติ (VAT for Electronic Service : VES) ที่ให้บริการกับผู้ใช้บริการในประเทศไทย
“ในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 มีมูลค่าบริการจากต่างชาติสูงถึง 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งกรมสรรพากรสามารถจัดเก็บรายได้ใหม่เข้าประเทศได้ถึงกว่า 4,200 ล้านบาทในช่วงเวลาเพียง 6 เดือน และยังเป็นการสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการไทย จากการที่ผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติต้องมาจดทะเบียนและเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเช่นเดียวกับผู้ประกอบการไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ครึ่งแรกของปีงบประมาณ 2565 เก็บรายได้เข้ารัฐเกินเป้า 1 แสนล้านบาท”
ทั้งนี้ การเก็บภาษี e – Service นี้จะช่วยให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลรายได้ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มต่างชาติ ที่จะสามารถนำไปใช้คำนวณเป็นฐานภาษีเงินได้อันจะเป็นฐานรายได้ใหม่ให้ประเทศไทยในอนาคต ขณะนี้กรมสรรพากรกำลังร่วมกับ 139 ประเทศทั่วโลก เจรจามาตรการป้องกันการหลบเลี่ยงภาษีระหว่างประเทศซึ่งประกอบด้วย 2 เสาหลัก ได้แก่ เสาที่ 1 (Pillar 1) มาตรการกำหนดให้บริษัทข้ามชาติต้องเสียภาษีเงินได้โดยปันส่วนกำไรมาให้กับประเทศผู้ใช้บริการถึงแม้จะไม่มีสถานประกอบการถาวรในประเทศที่ให้บริการ
และเสาที่ 2 (Pillar 2) มาตรการกำหนดให้บริษัทข้ามชาติที่หลบเลี่ยงภาษีโดยถ่ายโอนกำไรไปยังประเทศที่มีอัตราภาษีต่ำ จะต้องถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นจนเสียอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลขั้นต่ำที่ 15% ทั้งนี้ หากการเจรจาต่าง ๆ นี้สำเร็จลุล่วงได้ตามแผนในปี 2566 ไทยจะมีแหล่งรายได้ใหม่จากบริษัทข้ามชาติ ที่เคยหลบเลี่ยงภาษี
“การยกระดับศักยภาพของกรมสรรพากร ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักที่จัดเก็บรายได้ถึง 65% ของรายได้รัฐบาลทั้งหมด และการสร้างเสถียรภาพทางการคลังของประเทศเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นมาก การที่องค์กรแห่งนี้จะยั่งยืนได้ จะต้องมีกระบวนงานที่คล่องตัว (Agile) ต้องนำกระบวนการออกแบบนวัตกรรม (Design Thinking) มาแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ของภาครัฐ และสร้างบุคลากรให้มุ่งมั่นพร้อมที่จะเรียนรู้ (Growth Mindset)”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มติ ครม. เมื่อวันที่ 3 พ.ค.ที่ผ่านมา อนุมัติโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ตามที่กระทรวงการคลังเสนอ โดยสลับตำแหล่งระหว่าง นายลวรณ แสงสนิท อธิบดีกรมสรรพสามิต ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร และให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพากร ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิตแทน