จับตาหุ้นโรงแรมจะฟื้นตัวโดดเด่นแค่ไหน หลังทยอยเปิดประเทศ พร้อมมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวต่าง ๆ กับ “ธีระพล อุดมเวศย์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน)
วันที่ 30 พฤษภาคม 2565 ธุรกิจโรงแรมนับว่าเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ได้รับกระทบหนักจากการปิดประเทศและล็อกดาวน์ตลอดช่วง 2 ปีที่เผชิญสถานการณ์โควิด-19 แต่หลังจากที่สถานการณ์การระบาดเริ่มคลี่คลาย จำนวนผู้ติดเชื้อเริ่มมีจำนวนลดลง มีการเปิดประเทศมากขึ้นพร้อมการใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวต่าง ๆ ให้ฟื้นตัวกลับมา จับตาหุ้นโรงแรมจะฟื้นตัวโดดเด่นแค่ไหน วันนี้ร่วมพูดคุยกับ “ธีระพล อุดมเวศย์” ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด (มหาชน) มานำเสนอ
- ประเมินแนวโน้มการเติบโตในหุ้นกลุ่มโรงแรมอย่างไร หากดูรวมกับผลประกอบการในไตรมาสแรกที่รายงานออกมา
ในช่วงไตรมาส 1 นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในเมืองไทยตัวเลขเฉลี่ยประมาณ 5,000 – 7,000 คนต่อวัน ถ้าตีเป็นเปอร์เซ็นต์ในการกลับมาจะอยู่ประมาณไม่ถึง 10% ดีก็อาจจะประมาณ 5-8% แถว ๆ นี้ นี่คือตัวเลขในช่วงไตรมาส 1 ที่กลับมา ถามว่าเพียงพอหรือยัง มันยังไม่เพียงพอที่จะทำให้กลุ่มโรงแรมในเมืองไทยกลับมามีกำไรได้ ตัวเลขอัตราการเข้าพักของเมืองไทย ถ้าดูคร่าว ๆ ช่วงไตรมาส 1 จะอยู่ที่ราว ๆ 30% บวกลบ ถ้าดูเป็นเลเวล EBITDA (กำไรก่อนหักค่าใช้จ่าย) อาจจะเป็นบวกได้ แต่ว่าตัว Bottom Line หรือ Net profit (กำไรสุทธิ) ก็คือยังขาดทุนอยู่ แต่อาจจะมีบางกลุ่มโรงแรมที่มีโรงแรมต่างประเทศหรือมีธุรกิจร้านอาหารตรงนั้นอาจมาช่วยได้บ้าง
- ในช่วงไตรมาส 2 นี้ ช่วงเดือนพฤษภาคมได้มีการยกเลิก TEST&GO มิถุนายนนี้ก็จะมีการยกเลิก Thailand Pass สำหรับคนไทย และจะมีการเพิ่มสิทธิเที่ยวด้วยกันเฟส 4 อีก ในช่วงไตรมาส 2 ประเมินแนวโน้มว่าจะดีกว่าไตรมาสแรกอย่างไรบ้าง รวมถึงตลอดทั้งปี
ตั้งแต่ไตรมาส 2 ไปจนถึงสิ้นปีนี้ จะมีภาพรวมที่ดีกว่าในช่วง ไตรมาส 1 ถ้าเราดูที่เดือนเมษายนกับพฤษภาคม ตัวเลขนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเป็นหลักหมื่นคนแล้ว แล้วก็ถ้าเรามองตัวเลขคนที่มาลงทะเบียนผ่านระบบ Thailand Pass ต่อวันก็น่าจะอยู่ประมาณ 20,000 คน ฉะนั้นเราจะเห็นตัวเลขเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าเรามองไปจนถึงสิ้นปีทางการท่องเที่ยวเขาก็มองว่าน่าจะสามารถทำได้เดือนล่ะประมาณ 1 ล้านคน พูดง่าย ๆ ว่าตั้งแต่ไตรมาส 1 ที่เห็นการฟื้นตัวไม่ถึง 10% จะปรับตัวขึ้นไปเรื่อย ๆ จนถึงระดับ 30-40% ในช่วงสิ้นปีนี้ได้ถ้าเทียบกับ Pre-COVID
ทีนี้ถ้ามาดูอัตราการเข้าพักของกลุ่มโรงแรมในไทยตัวเลขเดือนเมษายน-พฤษภาคม จะได้อยู่ราว ๆ 50% ถ้าเทียบกับไตรมาส 1 ที่เมื่อกี้เราคุยกันจะอยู่ที่ 30% จะเห็นว่าตัวเลขดีขึ้น ปกติไตรมาส 2 ไม่ใช่ไฮซีซั่นของการท่องเที่ยวเป็นโลว์ซีซั่นด้วย แต่ว่าตัวเลขก็ดีขึ้น เราก็คิดว่าในช่วงไตรมาส 3 ไตรมาส 4 โดยเฉพาะไตรมาส 4 จะเป็นไฮซีซั่นของเมืองไทยตัวเลขจะค่อย ๆ ปรับตัวขึ้นเรื่อย ๆ
ภาพใหญ่เรายังคงหวังว่าเมืองจีนเขาอาจจะเปิดประเทศ แต่ว่าอาจจะไม่เร็วนัก อย่างเร็วเราก็อาจจะต้องรอช่วงประมาณเดือนตุลาคม ซึ่งเขาเรียกว่าเป็น Golden Week ของประเทศจีนว่าจะมีแนวโน้มหรือเปล่า แต่ถ้ายังไม่ได้ปีนี้เราก็คิดว่าสักช่วงต้นปีหน้า ตรุษจีนปีหน้าก็น่าจะมีลุ้น อันนั้นก็จะเป็นตัวช่วยภาพใหญ่ของประเทศไทยเราได้เป็นอย่างดี
- มีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับโรคฝีดาษลิงนี้ว่ามันจะกลายมาเป็นปัญหาที่ทำให้การท่องเที่ยวของบ้านเราที่กำลังเริ่มฟื้นตอนนี้ต้องหยุดชะงักหรือมีการปิดประเทศอีกครั้งหนึ่งไหม
ตัวฝีดาษลิง เป็นอันที่เพิ่งเกิดมาใหม่ เดี๋ยวเราต้องติดตามดู แต่ว่าสิ่งหนึ่งที่น่าจะต่างกัน ก็คือว่ามันค่อนข้างที่จะแพร่ระบาดยากกว่าโควิด อีกอย่างหนึ่งฝีดาษลิงเป็นโรคที่มีมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว มันมีการคิดค้นวัคซีนมาระดับหนึ่งแล้ว ฉะนั้นถ้าระบาดจริง ๆ อาจจะมีวัคซีนรองรับได้เร็วกว่าโควิด ฉะนั้นความน่ากลัวคิดว่าน่าจะน้อยกว่าโควิด แต่ว่าก็ต้องติดตามมอนิเตอร์ต่อไป
- สุดท้ายสำหรับกลยุทธ์ในการซื้อหุ้นกลุ่มโรงแรม ตัวที่มีพื้นฐานดี มีโอกาสอัพไซด์ แนะนำเป็นตัวไหนบ้าง
อันดับแรกวิธีที่จะเลือกดูหุ้นกลุ่มโรงแรม อาจจะให้เลือกเป็นตัวที่มี P/E หรือค่าเฉลี่ยต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต แต่กลุ่มโรงแรมค่าเฉลี่ย P/E จะอยู่ราว ๆ 30 เท่าบวกลบ หรือว่าอาจจะมองเป็นราคาหุ้นก็ได้ว่าถ้าราคาหุ้นยังต่ำว่าช่วง Pre-COVID ก็ถือว่าจะมีอัพไซด์ ก็ตัวที่เราติดตาม (Cover) อยู่ 5 ตัว ก็คือ MINT , SHR , CENTEL , AWC และก็ ERW ความจริงทั้ง 5 ตัวนี้ เราจะบอกว่าภาพรวมให้เรตติ้งเป็น ”ซื้อ” ทั้งหมด แต่ว่าถ้าจะให้เลือกสัก 2-3 ตัว
ตัวแรกคือ MINT ตัวนี้น่าสนใจที่ไตรมาส 2 กับไตรมาส 3 จะเป็นน่าไฮซีซั่นของยุโรป ซึ่งเขามีสัดส่วนโรมแรมในยุโรปเกิน 50% ฉะนั้นถ้าเราดูผลประกอบการในช่วงไตรมาส 1 ก็ยังขาดทุนอยู่ แต่เราคิดว่าในช่วงไตรมาส 2 กับไตรมาส 3 จะกลับมามีกำไร เพราะว่าถ้าเราตามดูอัตราการเข้าพักของโรงแรมในยุโรป ตอนนี้ก็ขึ้นมาประมาณ 60% และ Valuation ของ MINT ยังไม่ได้แพงมาก P/E ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ 30 เท่าอยู่
ตัวที่ 2 ชอบตัว SHR ตัว SHR เขามีสัดส่วนโรงแรมในต่างประเทศประมาณครึ่งหนึ่งที่มัลดีฟส์กับอังกฤษ ถ้าเราตามมาตลอดจะเห็นว่าอัตราการเข้าพักหรือค่าห้องมันดีกว่า Pre-COVID ไปแล้ว ฉะนั้นเหลือแค่พอร์ตของเมืองไทยที่กำลังดีขึ้นเรื่อยๆ ตัวนี้เนี่ยน่าสนใจที่ Valuation เพราะว่ายังไม่แพงมากนัก ปกติกลุ่มโรงแรมจะเทรดกันประมาณ 2 เท่าบุ๊ค ตัวนี้ราคาหุ้นยังอยู่ที่ประมาณ 1 เท่าบุ๊ค โดยประมาณ เพราะฉะนั้นยังมีอัตราที่เรียกว่า discount อยู่พอสมควร
อีกตัวหนึ่งที่เราชอบก็คือ CENTEL เขามีธุรกิจอาหารที่ค่อนข้างดี ถ้าดูที่ผ่านมาผลประกอบการมีกำไรต่อเนื่องถึงจะเป็นโควิด แล้วก็มีการขยายสาขาค่อนข้างเยอะเทียบกับ Pre-COVID โตมาประมาณ 30% ฉะนั้นธุรกิจอาหารจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรสม่ำเสมอให้กับตัว CENTEL โรงแรมของ CENTEL ที่ผ่านมาก็มีเปิดที่ดูไบเพิ่มขึ้น แล้วก็ที่ผ่านมาเขาได้ผลกระทบจากโควิดไม่เยอะเทียบกับโรงแรมอื่น เพราะว่าเขามีตัว D/E ค่อนข้างต่ำ
ฉะนั้นรอบนี้ที่กลับมาเราก็คิดว่าทั้งธุรกิจอาหารและก็โรงแรมของเขาจะดีขึ้น แล้วก็เก็บเกี่ยวตัว Pent Up Demand (ความต้องการซื้อ) ได้เป็นอย่างดี แล้วก็ Valuation ก็ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวที่ P/E 30 เท่าที่เราคุยกัน ก็คิดว่าภาพรวมเรามองไปถึงปีหน้าเลยว่าการท่องเที่ยวจะค่อยๆ ฟื้นตัวไปจนถึงปีหน้า ฉะนั้น 3 ตัวนี้ก็คิดว่าสามารถซื้อได้หาจังหวะเข้าลงทุนได้ตลอดทั้งปี