เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
IMF ชี้ลดภาษีไม่พอดึง FDI ประเทศรายได้น้อย ชูวินัยการคลัง-สถาบันเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสลงทุน 18%
Finance IMF ชี้ลดภาษีไม่พอดึง FDI ประเทศรายได้น้อย ชูวินัยการคลัง-สถาบันเข้มแข็ง เพิ่มโอกาสลงทุน 18%
เสนาฯ ผนึก SAM ดึงลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ซื้อบ้านผ่าน LivNex เช่าก่อนเป็นเจ้าของ
Real Estate เสนาฯ ผนึก SAM ดึงลูกค้าปรับโครงสร้างหนี้ ซื้อบ้านผ่าน LivNex เช่าก่อนเป็นเจ้าของ
รัฐบาล มอบเงินสินไหม ‘ประกันภัยพิบัติฯ’ 2 ล้าน รายแรก เหตุน้ำป่าเชียงใหม่
Politics รัฐบาล มอบเงินสินไหม ‘ประกันภัยพิบัติฯ’ 2 ล้าน รายแรก เหตุน้ำป่าเชียงใหม่
แซมมี่ ชนิตา คว้ารางวัล Mom of the Year 2026 ปลื้มใจแม่ไทยปี 2569 มีความสุขมากขึ้น
Biz Movement แซมมี่ ชนิตา คว้ารางวัล Mom of the Year 2026 ปลื้มใจแม่ไทยปี 2569 มีความสุขมากขึ้น
GULF ตั้งบริษัทย่อย ลุยดาต้าเซ็นเตอร์ รองรับไฟฟ้า 100 MM รับกระแส AI บูม
Finance GULF ตั้งบริษัทย่อย ลุยดาต้าเซ็นเตอร์ รองรับไฟฟ้า 100 MM รับกระแส AI บูม
สหรัฐรื้อกฎไฟหน้ารถ เล็งแก้ปัญหาไฟแยงตา
Automotive สหรัฐรื้อกฎไฟหน้ารถ เล็งแก้ปัญหาไฟแยงตา
ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท รูปพรรณขายออก 66,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (14 ต.ค. 69) ร่วงลง 400 บาท รูปพรรณขายออก 66,900 บาท
สุริยะ ยัน ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ สัมพันธ์ราบรื่น เชื่อหลังศึกซักฟอกไม่เปลี่ยนสมการรัฐบาล
Politics สุริยะ ยัน ‘เพื่อไทย-ภูมิใจไทย’ สัมพันธ์ราบรื่น เชื่อหลังศึกซักฟอกไม่เปลี่ยนสมการรัฐบาล
ท่องเที่ยวจี้คลังทบทวน ภาษี Exit Fee 1,000 บาท
Business ท่องเที่ยวจี้คลังทบทวน ภาษี Exit Fee 1,000 บาท
สุริยะ ยันของบ 8 พันล้านซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คุ้มระยะยาว คาด 2 สัปดาห์ชงบอร์ดกลั่นกรอง
Politics สุริยะ ยันของบ 8 พันล้านซื้อรถเกี่ยวข้าว EV คุ้มระยะยาว คาด 2 สัปดาห์ชงบอร์ดกลั่นกรอง
ดูทั้งหมด

หลายชาติ “ตลาดเกิดใหม่” กำลังวิกฤตตาม “ศรีลังกา”

20 ก.ค. 2565 | 10:27น.
ศรีลังกา
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

ศรีลังกากำลังเผชิญภาวะวิกฤตหนักรอบด้าน ทั้งทางด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคม แต่ละด้านล้วนรุนแรงสาหัสจนแทบบอกไม่ได้ว่าควรเริ่มต้นสะสางตั้งแต่จุดไหนกันดี

ที่สำคัญก็คือ ยิ่งทอดเวลาเนิ่นนานออกไป สถานการณ์ยิ่งเลวร้ายมากขึ้นไปทุกที

ทำเนียบประธานาธิบดีที่เคยเป็นสถานที่ปลอดภัยสูงสุดของประเทศ กลายเป็นพื้นที่สำหรับทำอะไรก็ได้เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ ทุกข์ทรมานของมวลชนที่ถูกกดทับมาหลายปีดีดัก

อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปีในเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ทะยานขึ้นถึง 18.4% เงินเฟ้อเฉพาะในหมวดสินค้าอาหารเทียบกันปีต่อปีเพิ่มขึ้นถึง 80.1%

ขณะที่ระบบเศรษฐกิจทั้งระบบ “พังทลาย” ไม่มีนักท่องเที่ยว ไม่มีการส่งออก-นำเข้า สิ่งที่หลงเหลืออยู่มีแต่เพียงคราบไคลของการคอร์รัปชั่นและภาระหนี้สิน ที่สูงมากเสียจนต้องพักชำระหนี้ ไม่มีปัญญาแม้แต่จะใช้คืนส่วนที่เป็นดอกเบี้ย

คำถามที่น่าสนใจอย่างยิ่งในบริบทของเศรษฐกิจโลกเวลานี้ก็คือ ภาวะล่มสลายในศรีลังกาเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นอะไรบ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เป็นระบบเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ (อีเมอร์จิ้งมาร์เก็ต-อีเอ็ม) ที่เดิมเคยเรียกกันว่า ตลาดของประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลาย ?

นักวิชาการทางด้านเศรษฐศาสตร์บางกลุ่มเชื่อว่า ศรีลังกาไม่เพียงเป็นตัวอย่างที่ดีที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในการบริหารจัดการเศรษฐกิจและการเมืองในกลุ่มประเทศเหล่านี้เท่านั้น แต่ยังเป็น “สัญญาณเตือนภัย” ที่ดังสนั่นไปทั่วโลกในเวลานี้

“โจช ลิปสกี้” ผู้อำนวยการสถาบันภูมิเศรษฐศาสตร์ของแอตแลนติก เคาน์ซิล เชื่อว่า สถานการณ์ในศรีลังกามีส่วนเชื่อมโยงและผูกพันกับกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เหล่านี้ทั้งหมด เพราะรูปแบบของปัญหาและการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจในระดับมหภาคของประเทศเหล่านี้ในภาวะวิกฤตโลกที่ผ่านมาคล้ายคลึงกันทั้งสิ้น

ศรีลังกาวิกฤตหนักก็เพราะสถานการณ์ โลกที่ไม่พึงประสงค์ ตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 และซ้ำเติมด้วยการบุกรุกรานยูเครนของรัสเซีย ซึ่งส่งผลให้ภาคการท่องเที่ยวตายสนิทในท่ามกลางปัญหาภายในเรื้อรังอย่าง การคอร์รัปชั่นของผู้บริหาร และนักการเมืองกับภาวะหนี้สินที่สั่งสมไว้จนสูงอย่างยิ่ง

ประเทศในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ ที่ตกที่นั่งลำบากอยู่ในเวลานี้จึงไม่ได้มีเพียงแค่ศรีลังกาประเทศเดียวเด็ดขาด

ลิปสกี้ชี้ว่า มีอีกหลายประเทศมากที่กำลังตกอยู่ในภาวะคล้ายคลึงกัน ในระดับความร้ายแรงที่แตกต่างกันออกไป ประเทศตลาดเกิดใหม่เหล่านี้กระจายกันอยู่ในหลายส่วนของโลก และกำลังเสี่ยงสูงอย่างยิ่งที่จะ “ผิดนัดชำระหนี้” แบบเดียวกับที่ศรีลังกาทำมาแล้ว

ประเทศอย่างเอลซัลวาดอร์, กานา, ตูนิเซีย, อียิปต์ หรือแม้แต่ปากีสถาน มีโอกาสสูงยิ่งที่จะถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องพักชำระหนี้กันได้ทั้งสิ้น

การบุกยูเครนของรัสเซียก่อให้เกิดปัญหาเศรษฐกิจขึ้นกับทั้งโลกในปี 2022 นี้ ด้วยการสร้างแรงกดดันต่อราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายจนพุ่งกระฉูด รายงานประเมินภาวะเศรษฐกิจขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือโออีซีดี ล่าสุดเผยแพร่เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมาชี้ว่า ภาพรวมการขยายตัวทางเศรษฐกิจของทั้งโลกลดลงอย่างฮวบฮาบถึง 3%

สารพัดปัญหาผุดขึ้นตามมา ราคาอาหารพุ่งสูง, ราคาพลังงานสูง, ดอลลาร์แข็งค่า, อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นอย่างมากในสหรัฐอเมริกา ขณะที่ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในกลุ่มอีเอ็มมีหนี้สินอยู่ตั้งแต่ในระดับสูงจนถึงระดับสูงมากที่สุดอย่างที่ไม่เคยพบเห็นกันมาก่อน

ปัจจัยที่สำคัญอีกประการก็คือ เจ้าหนี้รายใหญ่ของโลกในเวลานี้คือ ประเทศอย่างจีนที่ปล่อยกู้ออกไปมากกว่า 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ให้กับราว 150 ประเทศ แต่ไม่เต็มใจที่จะเปิดการเจรจาเพื่อยืดเวลา, ปรับโครงสร้างหนี้ หรือประนีประนอมหนี้ใด ๆ

ข้อมูลสถิติหนี้ของธนาคารโลกในปี 2022 แสดงให้เห็นว่ากว่าครึ่งของหนี้ทั้งหมดในเวลานี้มีจุดเริ่มต้นมาจากประเทศจีน

“โจช ลิปสกี้” เตือนให้มองย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ร่วมสมัยที่ผ่านมาหมาด ๆ เพื่อชี้ให้เห็นว่าทุกอย่างในเวลานี้ผูกพันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน วิกฤตหนึ่งนำไปสู่อีกวิกฤตหนึ่งได้เสมอ เมื่อโลกเกิดวิกฤตการณ์ทางการเงิน วิกฤตหนี้ในยูโรโซนก็เกิดขึ้นตามมา ทำนองเดียวกับเมื่อประเทศหนึ่งในตะวันออกกลางเกิดปัญหาทางการเมืองและสังคมขึ้น อาหรับสปริงก็เกิดขึ้นตามมา ยิ่งนับวันการเมืองกับเศรษฐกิจ ยิ่งแยกออกจากกันไม่ออกมากขึ้นเรื่อย ๆ

เช่นเดียวกับในเวลานี้ ถ้าหากบรรดาประเทศในกลุ่มอีเอ็มต้องพักชำระหนี้ต่อเนื่องกันเป็นระลอก ย่อมไม่เกิดผลดีต่อใครทั้งสิ้น ไม่แม้แต่กับเจ้าหนี้อย่างจีนเองด้วยซ้ำไป