Bosch โชว์นวัตกรรมยานยนต์อัจฉริยะสู่อนาคตสีเขียว
Bosch ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่อนาคตที่ยั่งยืน ผ่านโซลูชันที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าไปจนถึงเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ในงาน Mobility Tech Asia Bangkok 2025 ที่ผ่านมา
โจเซฟ ฮง ( Joseph Hong ) กรรมการผู้จัดการ Bosch ประเทศไทยและลาว เปิดเผยว่า การจัดแสดงครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Bosch ในการเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้ ที่ปรึกษาทางเทคนิค และผู้ให้บริการโซลูชันครบวงจรในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมยานยนต์ของภูมิภาคสู่อนาคตที่ยั่งยืนและชาญฉลาด
ผ่านการนำเสนอเทคโนโลยีที่ครอบคลุมตั้งแต่ระบบขับเคลื่อนไฟฟ้า ระบบความปลอดภัย บริการอัจฉริยะ การรีไซเคิล ไปจนถึงปัญญาประดิษฐ์ที่จะช่วยสร้างระบบนิเวศยานยนต์แห่งอนาคตที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้งานในยุคดิจิทัล

โดย Bosch ได้ให้ความสนใจใน 3 มิติ ได้แก่ ห่วงโซ่อุปทานสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ผ่านการมุ่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น พร้อมยกระดับขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีเพื่อรองรับอนาคตแห่งการเดินทาง โดยมีนโยบายสนับสนุนเป็นแรงผลักดันสำคัญ
ด้าน อนาคตแห่งการเดินทาง (Future Mobility) ในการสร้างพื้นที่ประสบการณ์เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าและอัจฉริยะ ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า การขับขี่อัตโนมัติ หรือโครงสร้างพื้นฐานเพื่อความยั่งยืน เช่น มอเตอร์ขับเคลื่อน ระบบส่งกำลัง การจัดเก็บพลังงาน และโซลูชันการชาร์จ
และ เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ด้วยการแสวงหาคำตอบใหม่ๆ ต่อความท้าทายด้านการเดินทางในเขตเมือง ผ่านกรอบแนวทางที่สนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การรีไซเคิลแบตเตอรี่และโซลูชันยั่งยืนอื่นๆ
ไฮไลต์หลักของการจัดแสดงและตอบโจทย์ 3 มิติข้างต้นคือระบบขับเคลื่อนไฟฟ้าแบบรวม (eAxle) ที่รวมมอเตอร์ไฟฟ้า อินเวอร์เตอร์ และเกียร์ไว้ในหน่วยเดียว เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุดในการขับเคลื่อนทั้งรถยนต์ไฟฟ้าพลังงานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฮบริด ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้ถูกนำไปจัดแสดงแก่สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพื่อเน้นย้ำศักยภาพในการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่

ด้านเทคโนโลยีความปลอดภัย Bosch นำเสนอระบบช่วยเหลือการขับขี่ขั้นสูง (ADAS) ผ่านกล้องอเนกประสงค์ที่สามารถตรวจจับวัตถุและผู้คนได้อย่างแม่นยำและต่อเนื่องตลอดเวลา ร่วมกับเซนเซอร์อัลตราโซนิกที่ช่วยคำนวณระยะห่างจากสิ่งกีดขวางและตรวจสอบพื้นที่โดยรอบขณะจอดรถ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและความสะดวกสบายในการขับขี่
เทคโนโลยีที่โดดเด่นอีกด้านหนึ่งคือระบบจัดการการเคลื่อนที่ของยานยนต์ (Vehicle Motion Management) ซึ่งบูรณาการเทคโนโลยีต่างๆ เข้าด้วยกันภายใต้แนวคิดของ Software-defined Vehicle โดยประกอบด้วยระบบป้องกันและลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุ และระบบเบรกแบบบูรณาการที่รวมการทำงานทั้งเชิงกลและดิจิทัลเข้าด้วยกัน เพื่อการควบคุมที่แม่นยำและตอบสนองได้อย่างทันท่วงที
ในด้านบริการเชื่อมต่ออัจฉริยะ Bosch นำเสนอ Battery in the Cloud ที่ช่วยติดตาม วิเคราะห์ และจัดการสภาพของแบตเตอรี่แบบเรียลไทม์ผ่านระบบคลาวด์ เพื่อการบำรุงรักษาที่แม่นยำและป้องกันปัญหาล่วงหน้า พร้อมด้วยระบบ RideCare ที่เป็นโซลูชันสำหรับผู้ให้บริการด้านการเดินทาง ช่วยบริหารจัดการฟลีทรถอย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มความพร้อมใช้งานของยานพาหนะ

ในด้านนวัตกรรมดิจิทัล Bosch ให้ความสำคัญกับซอฟต์แวร์ที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ เพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน และส่งเสริมนวัตกรรมในอุตสาหกรรมการเคลื่อนที่ โดยมุ่งพัฒนาโซลูชันที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับบริบทของภูมิภาคแต่สามารถขยายผลในระดับโลกได้

ทั้งนี้ Bosch Rexroth ยังได้นำเสนอเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติสำหรับการรีไซเคิลแบตเตอรี่ เพื่อแก้ไขปัญหาการพึ่งพาการสกัดวัตถุดิบหายากอย่างลิเธียม แมงกานีส และโคบอลต์ โดยมุ่งเปลี่ยนจากการสกัดวัตถุดิบไปสู่การรีไซเคิลอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างโซลูชันที่สามารถรองรับการเติบโตและการขยับขยายของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอีกด้วย

การขยายธุรกิจของ Bosch Engineering สู่ภูมิภาคอาเซียนในปี 2567 เป็นอีกหนึ่งความก้าวหน้าสำคัญ โดยนำเสนอเทคโนโลยีและโซลูชันด้านวิศวกรรมที่ปรับแต่งให้เหมาะสมกับความต้องการเฉพาะของลูกค้าในภาคยานยนต์ เพื่อสนับสนุนวิสัยทัศน์ของอาเซียนในการเป็นศูนย์กลางด้านวิศวกรรมขั้นสูงระดับโลก
