เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จับตาสถานการณ์! ค่าการกลั่นเอเชียเริ่มติดลบ สะท้อนแรงกดดันจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางต่อซัพพลายน้ำมันโลก

25 มี.ค. 2569 | 10:25น.

ธุรกิจโรงกลั่นเอเชียเผชิญมรสุมหนัก หลังค่าการกลั่นอ้างอิงสิงคโปร์พลิกจากบวกเป็น ‘ติดลบ’ ในพริบตา เซ่นพิษความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้าง กระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ดันต้นทุนแฝงพุ่งกระฉูด จนโรงกลั่นต้องลดกำลังการผลิต

จากสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเผชิญหน้าโดยตรงระหว่างอิหร่าน สหรัฐฯ และอิสราเอล ได้ส่งแรงสั่นสะเทือนสู่ภาคพลังงานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ (Singapore GRM) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดกำไรหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงไทย ได้ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรง

จากระดับสูงสุดที่เคยทำไว้ราว 40-45 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เมื่อช่วงต้นเดือนมีนาคม 2569 ที่ผ่านมา ล่าสุดดิ่งลงมาอยู่ที่ระดับ ติดลบ 5 ถึง ติดลบ 10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ตามการประเมินของตลาด สะท้อนแรงกดดันด้านมาร์จิ้นของธุรกิจโรงกลั่นชนวนเหตุสำคัญมาจากเหตุการณ์โจมตีโต้ตอบระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์อย่าง ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ ที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดใหญ่ของการขนส่งพลังงานโลก เมื่อการขนส่งได้รับผลกระทบ โรงกลั่นในสิงคโปร์ เซาท์อีสต์เอเชีย รวมถึงเอเชียเหนือ จึงเกิดภาวะวัตถุดิบตึงตัวและต้องปรับลดกำลังการผลิตลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

อุปสรรคการเดินเรือ เมื่อเส้นเลือดใหญ่พลังงานถูกปิด

ปัจจัยหลักที่กดดันการดำเนินงานคือ ความไม่แน่นอนของซัพพลายน้ำมันดิบ เนื่องจากหลายประเทศในเอเชียยังคงพึ่งพาการนำเข้าผ่าน ‘ช่องแคบฮอร์มุซ’ เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ปัจจุบันการขนส่งแทบหยุดชะงัก หลังเหตุการณ์โจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอลต่ออิหร่าน และการตอบโต้จากเตหะราน

ความปั่นป่วนนี้ส่งผลให้เกิด ภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ บีบให้โรงกลั่นในสิงคโปร์ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียเหนือ ต้องปรับลดปริมาณการกลั่นลง ขณะเดียวกันราคาน้ำมันและก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาด เพิ่มความกังวลด้านเงินเฟ้อ และทำให้ต้นทุนน้ำมันดิบนำเข้าของผู้ซื้อในเอเชียขยับสูงขึ้นตามไปด้วย

ต้นทุนแฝงที่ไม่ได้อยู่ในตัวเลข ค่าระวางเรือพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นสำคัญที่แหล่งข่าวในอุตสาหกรรมระบุคือ ค่าการกลั่น (Singapore GRM) ที่เห็นยังไม่ได้รวม ‘ต้นทุนค่าระวางเรือ’ (Freight Cost) เข้าไป ซึ่งในความเป็นจริงสถานการณ์ขาดทุนอาจรุนแรงกว่าตัวเลขที่ปรากฏ

ปัจจุบันค่าระวางเรือพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 842% เนื่องจากบริษัทเดินเรือเริ่มเรียกเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงสงคราม’ (War Risk Premium) และต้องปรับเส้นทางเดินเรือให้ยาวขึ้นเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยงภัย เช่น เส้นทางท่าเรือในทะเลแดง (Red Sea) โดยค่าขนส่งเรือขนาดกลางอย่าง Aframax เพิ่มขึ้นจาก 2.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล มาอยู่ที่ 9.46 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่เรือขนาดใหญ่กว่าอย่าง Suezmax ก็ปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกัน

ดีมานด์อ่อนแอ ปัจจัยซ้ำเติมจากฝั่งผู้บริโภค

ขณะที่ฝั่งซัพพลายมีปัญหา ความต้องการใช้น้ำมันในเอเชียก็เริ่มส่งสัญญาณชะลอตัวลง จากระดับราคาพลังงานที่ทรงตัวในระดับสูง เห็นได้ชัดจากภาคการบินที่ลดลง การใช้เชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมที่ชะงัก รวมถึงมาตรการประหยัดพลังงานในหลายประเทศ ภาวะดีมานด์ที่อ่อนตัวนี้กำลังกดดันส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ (Product Cracks) และเร่งให้ค่าการกลั่นปรับตัวลดลงเร็วขึ้น

นอกจากนี้ โรงกลั่นในอินเดีย ซึ่งเป็นผู้เล่นรายใหญ่ก็ได้รับผลกระทบในลักษณะเดียวกัน เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก ความไม่ต่อเนื่องของซัพพลายและข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์เริ่มส่งผลต่อกลยุทธ์การจัดหา และกระทบภาพรวมเศรษฐศาสตร์ของธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่า แม้โรงกลั่นที่มีความซับซ้อนสูง (Complex Refinery) จะมีความยืดหยุ่นในการปรับสูตรการผลิตหรือหาแหล่งน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นได้บ้าง แต่ภาพรวมของตลาดยังคงเต็มไปด้วยความผันผวน หากสถานการณ์สงครามยังยืดเยื้อ ค่าการกลั่นในระดับ ‘ติดลบ’ อาจลากยาว และกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ผู้ประกอบการพลังงานต้องเร่งปรับกลยุทธ์เพื่อความอยู่รอด