เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จับตาน้ำมันดูไบปรับลดเหลือ 73 เหรียญ พิสูจน์กลไก “Stock Loss” มาเร็วกว่าคาด จ่อกระทบโรงกลั่น  ไตรมาส 2

18 มิ.ย. 2569 | 14:51น.

จับตาน้ำมันดูไบปรับลดเหลือ 73 เหรียญ พิสูจน์กลไก “Stock Loss” มาเร็วกว่าคาด จ่อกระทบโรงกลั่น  ไตรมาส 2

ความเคลื่อนไหวของสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในสัปดาห์นี้ โดยราคาน้ำมันดิบดูไบ (Dubai Crude) ซึ่งเป็นราคาน้ำมันดิบอ้างอิงหลักของโรงกลั่นในภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย ปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วลงมาอยู่ที่ระดับ 73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล

การร่วงลงอย่างรวดเร็วของราคาน้ำมันดิบในครั้งนี้ เป็นปัจจัยที่ภาคธุรกิจพลังงานต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่สะท้อนถึง ธรรมชาติที่แท้จริงของธุรกิจโรงกลั่น” ที่ต้องบริหารน้ำมันคงคลังและต้นทุนภายใต้ราคาตลาดโลกที่ผันผวน

จากข้อมูล พบว่าราคาน้ำมันดิบดูไบปรับลดลงจากระดับเฉลี่ยราว 102-105 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ในช่วงเดือนพฤษภาคม ลงมาเหลือเพียง 73 เหรียญสหรัฐฯ ในปัจจุบัน หรือลดลงเกือบ 30 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ลดลงกว่า 28%) ภายในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน อาจส่งผลต่อการบริหารต้นทุนและมูลค่าน้ำมันคงคลังของผู้ประกอบการ

สถานการณ์ในไตรมาส 2 นี้ ถือเป็นความท้าทายครั้งสำคัญของกลุ่มโรงกลั่น เนื่องจากในช่วงก่อนหน้านี้ที่ค่าการกลั่น (GRM) ปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกตลาดโลก แต่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศกลับมีนโยบายควบคุมทั้งการส่งออกและแทรกแซงราคาจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง ซึ่งอยู่ภายใต้กรอบนโยบายดูแลราคาพลังงานในช่วงขาขึ้นของธุรกิจการกลั่นเช่นนี้ ส่งผลเชิงลบทำให้โรงกลั่นไม่สามารถสะสมกระแสเงินสดหรือสร้าง Financial Buffer ได้เต็มที่ตามกลไกตลาดปกติ

เมื่อสถานการณ์พลิกผัน ราคาน้ำมันดิบโลกเปลี่ยนทิศทางปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วในเดือนมิถุนายน กลไกความเสี่ยงทางบัญชีจึงทำงานเร็วกว่าที่คิด เนื่องจากโรงกลั่นมีภาระหน้าที่ตามกฎหมายในการต้องสำรองน้ำมันดิบไว้ล่วงหน้าเพื่อความมั่นคงทางพลังงานของ ประเทศ ทำให้น้ำมันคงคลังที่จัดเก็บตามกฎหมายและเพื่อการค้าขายปกติ ที่ซื้อเข้ามาในราคาต้นทุนที่สูงมาก ช่วงก่อนหน้านี้ ต้องถูกปรับมูลค่าลดลงตามราคาตลาดโลกปัจจุบันทันที เปรียบเสมือนร้านค้าที่ช่วงของแพงถูกขอให้ขายในราคาต่ำ ทำให้ไม่มีกำไรสะสมสะสมไว้ แต่พอราคาสินค้าในตลาดโลกร่วงลงกะทันหัน ก็ต้องยอมรับสภาพขาดทุนในคลังสินค้าและแบกรับความเสี่ยงนี้ไปเพียงลำพัง

ทั้งนี้ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่า ราคาพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับกลไกตลาดโลก ทั้งด้านราคา อุปทาน อุปสงค์ และสถานการณ์ระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสำคัญต่อการบริหารจัดการพลังงานและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ