DITTO ปักธง ‘Blu Green Token’ กรีนโทเคนแรกของไทย วันแรกขยับแตะ 1.44 บาท หนุนเศรษฐกิจสีเขียว-ชุมชนยั่งยืน
การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก โดยเฉพาะเมื่อหลายประเทศเริ่มใช้มาตรการด้านคาร์บอนเข้มข้นขึ้น ภาคธุรกิจจึงต้องเร่งปรับตัว พร้อมมองหาเครื่องมือที่ช่วยสร้างความยั่งยืนควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

DITTO เปิดซื้อขาย ‘Blu Green Token’ กรีนโทเคนแรกของไทยในตลาดรอง
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569
หนึ่งในแนวทางที่เริ่มเห็นชัดขึ้น คือการนำเทคโนโลยีทางการเงินเข้ามาเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อม โดยล่าสุด บริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด (SCTC) ในเครือ บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DITTO ได้เปิดอีกก้าวสำคัญของวงการสินทรัพย์ดิจิทัลไทย ด้วยการนำ ‘Blu Green Token (BLU)’ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อมเหรียญแรกของประเทศไทย เข้าซื้อขายในตลาดรองเป็นวันแรก เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม 2569 โดยเปิดตลาดที่ 1.30 บาทต่อโทเคน และขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 1.44 บาท จากราคาจอง 1.20 บาทต่อโทเคน (เพิ่มขึ้น 20%)

Blu Green Token โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่มีคาร์บอนเครดิตจากโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน
เป็นสินทรัพย์อ้างอิง
Blu Green Token ถือเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนที่มีคาร์บอนเครดิตจากโครงการฟื้นฟูป่าชายเลนเป็นสินทรัพย์อ้างอิง โดยรายได้จากการขายโทเคนดิจิทัลจำนวน 400 ล้านเหรียญมูลค่า 480 ล้านบาท จะถูกนำไปใช้ในโครงการปลูก ปลูกซ่อม และดูแลรักษาป่าชายเลนครอบคลุมพื้นที่ 17,531 ไร่ ใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ นับเป็นระยะแรกของเป้าหมายการขยายพื้นที่ดูแลป่าชายเลนกว่า 150,000 ไร่ เพื่อเพิ่มศักยภาพการกักเก็บ Blue Carbon เนื่องจากป่าชายเลนมีประสิทธิภาพในการกักเก็บคาร์บอนสูงกว่าป่าบกถึง 10 เท่า

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SCTC และ DITTO
นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) และบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด ฉายภาพว่า จุดเริ่มต้นของโครงการมาจากประสบการณ์ของ SCTC ที่ร่วมกับกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มาอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความเข้าใจถึงศักยภาพของป่าชายเลนในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอน ตลอดจนบทบาทต่อการฟื้นฟูระบบนิเวศ ประกอบกับการเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในโครงการปลูกและดูแลป่าชายเลนเพื่อประโยชน์ด้านคาร์บอนเครดิต จึงนำไปสู่การพัฒนาโมเดลธุรกิจ Green Tech และการนำสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมมาเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเดินหน้าผลักดัน พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีแนวโน้มทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตมีแนวโน้มเปลี่ยนผ่านจากภาคสมัครใจไปสู่ภาคบังคับ และเปิดทางให้สินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เป้าหมายหลักของโครงการยังอยู่ที่การบริหารจัดการผืนป่าชายเลนให้มีความอุดมสมบูรณ์ รวมถึงสามารถกักเก็บคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะป่าชายเลนไม่ได้มีบทบาทเพียงด้านการดูดซับคาร์บอนเท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์ทะเลวัยอ่อน การรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การช่วยลดความรุนแรงของคลื่น ไปจนถึงการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งล้วนเชื่อมโยงกับคุณภาพชีวิตและความมั่นคงทางเศรษฐกิจของชุมชนชายฝั่ง

นายฐกร ระบุอีกว่า เพื่อให้การฟื้นฟูผืนป่าและการติดตามคาร์บอนเครดิตมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ โครงการได้นำเทคโนโลยีเข้ามาสนับสนุน ตั้งแต่การใช้โดรนบินสำรวจ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียม ไปจนถึงแอปพลิเคชัน Tree Detection App (TDA) ที่ใช้ตรวจนับต้นไม้รายต้นและวิเคราะห์อัตราการรอดตาย พร้อมระบบฐานข้อมูลดิจิทัลสำหรับติดตามผลอย่างเป็นระบบ โดยทุก 1,000 โทเคน เทียบเท่ากับคาร์บอนเครดิต 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)
ในระยะยาว DITTO มองว่า การเปลี่ยนสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็น Digital Asset ช่วยพัฒนาระบบนิเวศของตลาดคาร์บอนเครดิตให้เข้าถึงและตรวจสอบได้สะดวกขึ้น พร้อมยกระดับมาตรฐานการติดตามข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยท่ามกลางสมรภูมิเศรษฐกิจการค้าของโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
“Blu Green Token ถือเป็นกรีนโทเคนแรกของไทยที่นำสินทรัพย์สิ่งแวดล้อมมาผสานกับสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้คาร์บอนเครดิตถูกนำมาเชื่อมโยงกับสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านตลาดรอง เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการภาษีคาร์บอนในการค้าโลกที่กำลังจะมีบทบาทมากขึ้น” นายฐกร ระบุ

(จากซ้ายไปขวา) นายสุนทร คล่องแคล่ว และนายอภิชาติ หลานหลงส้า ตัวแทนชุมชนจาก จ.กระบี่
นอกเหนือจากการพัฒนาเครื่องมือทางการเงิน การดำเนินงานของ Blu Green Token ยังเชื่อมโยงกับชุมชนใน 15 จังหวัดทั่วประเทศ โดยตัวแทนชุมชนอย่าง นายสุนทร คล่องแคล่ว คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโคกยูง อ.เกาะลันตา จ.กระบี่ เล่าว่า รูปแบบการทำงานดังกล่าวเป็นการประสานความร่วมมือของทั้ง 3 ฝ่าย โดยภาคเอกชนเข้ามาสนับสนุนงบประมาณและการดำเนินงาน ขณะที่ชุมชนเป็นผู้ลงมือดูแลพื้นที่ ส่วนภาครัฐเข้ามาสนับสนุนในด้านที่เกี่ยวข้อง ทำให้การดูแลป่าชายเลนมีแนวทางการทำงานที่ต่อเนื่องมากกว่าการทำกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งคราว
ในพื้นที่บ้านโคกยูงเอง งบประมาณที่ได้รับการสนับสนุนถูกนำไปต่อยอดทั้งกองทุนชุมชนและทุนการศึกษา รวมถึงการจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ โดยอาศัยศักยภาพของพื้นที่ที่อยู่ใกล้แหล่งท่องเที่ยวน้ำพุร้อนเค็ม พร้อมพัฒนากิจกรรมพายเรือคายัคชมธรรมชาติ สร้างรายได้เสริมให้คนในชุมชนควบคู่กับการดูแลป่าชายเลน
“จุดเด่นของโครงการนี้ คือความร่วมมือระยะยาวที่ลงลึกถึงชุมชนจริงๆ ไม่ใช่แค่มาปลูกป่าแล้วกลับไป การสนับสนุนงบประมาณและส่งเจ้าหน้าที่มาอยู่กับชาวบ้าน ทำให้เราอุ่นใจ มีรายได้เสริมจากการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ และมีความสุขที่จะช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน” นายสุนทร เผย
อีกด้านหนึ่ง ผลจากการฟื้นฟูป่าชายเลนยังสะท้อนผ่านการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของชุมชน โดย นายอภิชาติ หลานหลงส้า ประธานกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน บ้านท่าประดู่ อ.คลองท่อม จ.กระบี่ เล่าว่า เมื่อผืนป่าฟื้นตัว สัตว์น้ำกลับมาชุกชุมมากขึ้น ส่งผลให้ชาวประมงพื้นบ้านมีรายได้มั่นคงขึ้น ขณะเดียวกัน ชุมชนยังต่อยอดทรัพยากรในพื้นที่ไปสู่การเลี้ยงชันโรง ซึ่งเป็นทั้งอาชีพเสริมและตัวชี้วัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม เนื่องจากชันโรงไม่สามารถอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีสารเคมีปนเปื้อนได้ การที่ชันโรงสามารถดำรงอยู่ในพื้นที่จึงสะท้อนถึงการฟื้นตัวของระบบนิเวศ และช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับชุมชนควบคู่กัน
“เมื่อผืนป่าสมบูรณ์ ชาวประมงก็มีรายได้เพิ่มขึ้น เรายังต่อยอดสู่การเลี้ยงชันโรงซึ่งสะท้อนว่าชุมชนเราปลอดสารเคมี ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นได้เพราะความร่วมมือของทุกฝ่ายที่ช่วยให้ชุมชนเข้มแข็ง และเราก็พร้อมจะดูแลป่าชายเลนผืนนี้ต่อไป เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อนให้กับคนทั้งโลก” นายอภิชาติ ทิ้งท้าย

การเปิดตัว Blu Green Token จึงสะท้อนทิศทางใหม่ของการนำเทคโนโลยีทางการเงินมาเชื่อมโยงกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยมีการฟื้นฟูป่าชายเลน การดูแลระบบนิเวศ ไปจนถึงการสร้างงานและรายได้ให้กับชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อน ขณะเดียวกันยังเกิดขึ้นท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านของภาคธุรกิจไทยสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งทำให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินธุรกิจและการค้าโลกมากขึ้น
ทั้งนี้ โทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุนมีความเสี่ยง ผู้สนใจควรศึกษาข้อมูลรายละเอียดโครงการ หนังสือชี้ชวน และปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ