‘ปตท.’ คุมระบบเข้ม 24 ชั่วโมง มั่นใจฝ่าวิกฤต ‘โควิด-19’ ไม่กระทบผู้ใช้พลังงาน
ในสถานการณ์ปัจจุบัน “การทำงานที่บ้าน” หรือ “Work From Home” อาจไม่ใช่แค่เทรนด์ทางเลือกที่ปรับเปลี่ยนไปตามโลกแห่งยุคอนาคตใหม่ แต่การทำงานอยู่ที่บ้านกำลังกลายเป็น “ทางรอด” ที่จะช่วยให้มวลมนุษย์หลุดพ้นจากการระบาดของโรคโควิด-19 ที่ขณะนี้ยังมองไม่เห็นถึงตอนอวสาน
ประเทศไทย หลายบริษัทก็มีมาตรการให้พนักงานทำงานจากบ้านแทนการเดินทางมาทำงานกันที่ทำงาน เพื่อลดความแออัดในสถานที่ทำงานซึ่งอาจเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ประกอบกับที่ช่วงนี้เป็นฤดูร้อน อุณหภูมิเริ่มสูง ทำให้มียอดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และแน่นอนว่ามีผลกระทบเป็นลูกระนาดไปจนถึง “ธุรกิจพลังงาน” ซึ่งเป็นแหล่งจ่ายก๊าซธรรมชาติอย่าง บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท. ที่แม้ว่าในช่วงนี้จะต้องเผชิญกับราคาน้ำมันดิบที่ปรับลดลง แต่ก็ยังต้องเดินหน้าปกป้องฟันเฟือง ให้การผลิตไฟฟ้ามีประสิทธิภาพ รวมไปถึงรักษาระดับการผลิตให้เป็นไปตามแผน เพื่อส่งไฟฟ้าของประเทศให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ไฟฟ้าที่อาจจะสูงขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว
“กลุ่ม ปตท. เคียงข้างและพร้อมเป็นกำลังใจให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน” โดยได้ประกาศให้พนักงานกลุ่ม ปตท. ที่ปฏิบัติงานตามหน่วยปฏิบัติการต่างๆ ทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อให้ “ทุกคน” มี “พลังงาน” ใช้อย่างทั่วถึง ให้มีพลังงานใช้ตลอด 24 ชั่วโมงอย่างเพียงพอท่ามกลางวิกฤตโควิด-19 โดยจากสถิติในปี 2562 เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2562 มีการใช้ก๊าซธรรมชาติสูงสุดที่ปริมาณก๊าซธรรมชาติ 5,557 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ซึ่งก็คาดว่าในช่วงที่มีการ Work From Home เดือนเมษายนปี 2563 จะมีการใช้ไฟ ใช้แอร์ และพลังงานต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ปตท. จึงมุ่งมั่นปฏิบัติการและดูแลให้พลังงานมีอย่างเพียงพอและต่อเนื่องโดยคำนึงถึงความปลอดภัยมาเป็นอันดับหนึ่ง

นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ปตท. เปิดเผยว่า ได้เตรียมแผนการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Management: BCM) รองรับสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ที่แพร่ระบาดในปัจจุบัน เพื่อให้ตลอดห่วงโซ่ธุรกิจสามารถดำเนินงานได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการจัดหา จัดจ่าย และสำรองพลังงาน เพื่อสร้างความมั่นใจว่าประชาชนจะมีพลังงานใช้ไม่ขาดแคลนในทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ปตท. มีความพร้อมในด้านเทคโนโลยี อุปกรณ์ และระบบสารสนเทศ ซึ่งพนักงานที่เข้ามาปฏิบัติงานจะได้รับการดูแลอย่างดีที่สุด ทั้งเรื่องสถานที่ทำงานที่สะอาดถูกสุขลักษณะ และการอำนวยความสะดวกด้านต่างๆ เพื่อให้การปฏิบัติงานราบรื่นและเกิดความต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังได้คุมเข้มแนวทางปฏิบัติสำหรับพนักงาน และดูแลความปลอดภัยภายในสำนักงาน ปตท. ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยจัดตั้ง “ศูนย์พลังใจ” ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารสถานการณ์และเฝ้าระวัง พร้อมทั้งออกมาตรการต่างๆ เช่น มาตรการงดให้พนักงานเดินทางไปปฏิบัติงานต่างประเทศ ขอให้พนักงานงดเดินทางส่วนตัวไปยังประเทศกลุ่มเสี่ยงชั่วคราว รวมถึงให้พนักงานและพนักงานลูกจ้างชั่วคราวแบ่งทีมปฏิบัติงานที่บ้าน โดยให้ใช้ระบบการประชุมทางไกล (Teleconference) เป็นหลัก
ควบคู่ไปกับกำหนดแนวทางปฏิบัติสำหรับบุคคลภายนอกที่จะเข้ามาติดต่อภายในสำนักงาน รวมถึงมาตรการป้องกันการแพร่เชื้อในอาคารอย่างต่อเนื่อง เช่น กำหนดจุดคัดกรอง ตรวจวัดอุณหภูมิทุกคนที่เข้า-ออกอาคาร และอบโอโซนฆ่าเชื้อโรคทุกชั้นในอาคารสำนักงาน พร้อมติดตั้งจุดให้บริการแอลกอฮอล์ล้างมือ ทำความสะอาดภายในอาคารสำนักงานในจุดที่มีการสัมผัสตลอดทั้งวัน เพื่อลดโอกาสในการแพร่ระบาด

“การดูแลควบคุมระบบที่เกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติจึงไม่เคยหยุดพัก เพราะก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักสำหรับผลิตไฟฟ้า เป็นสารตั้งต้นของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี เป็นก๊าซ NGV เพื่อการขนส่ง และเป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม โดยพวกเรา ยังคงมุ่งมั่นปฏิบัติการ 24 ชั่วโมง ในทุกๆ วัน แม้ในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ในพื้นที่ต่างๆ ได้แก่ โรงแยกก๊าซธรรมชาติ ที่ทำหน้าที่แยกส่วนประกอบของก๊าซธรรมชาติที่ผลิตจากอ่าวไทย เพื่อนำไปสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ควบคุมทั้งระบบท่อบนบกและในทะเล ด้วยความยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ลำเลียงก๊าซธรรมชาติตั้งแต่แหล่งผลิต และ LNG Terminal ไปยังโรงไฟฟ้าและโรงงานต่างๆ และระบบควบคุมและบริหารการรับจ่ายก๊าซธรรมชาติ ซึ่งได้มีการเรียกรับก๊าซธรรมชาติจากผู้ผลิต และ LNG Terminal เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีก๊าซธรรมชาติเพียงพอต่อความต้องการตลอด 24 ชั่วโมง”
ไม่เพียงแค่ตอกย้ำความมั่นใจด้านการดำเนินธุรกิจพลังงาน และดูแลพนักงานเพื่อลดความเสี่ยงในภาพรวมต่อสาธารณะเท่านั้น ที่ผ่านมา กลุ่ม ปตท. ยังได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยเหลือสังคมด้านต่างๆ เช่น การร่วมกับสถาบันวิทยสิริเมธี (VISTEC) และคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ในการวิจัยชุดตรวจ COVID-19 ที่มีประสิทธิภาพสูง การจัดหาและส่งมอบแอลกอฮอล์ให้แก่องค์การเภสัชกรรมเพื่อใช้ในโรงพยาบาล การร่วมบริจาคโลหิตให้กับสภากาชาดไทย และจัดส่งอุปกรณ์ทางการแพทย์ให้กับหน่วยงานภาครัฐและโรงพยาบาลต่างๆ
ด้วยหวังเป็นกำลังใจให้ทุกภาคส่วนได้ก้าวข้ามผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
#สานพลังใจWeFightTogether