โควิดดันธุรกิจโลจิสติกส์และโซ่อุปทานโต ม.กรุงเทพพร้อมปั้นมืออาชีพป้อนทุกตำแหน่งงานตลอดห่วงโซ่
ในขณะที่หลายๆ ธุรกิจระส่ำระสายจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็กลับพบว่า บางธุรกิจขยายตัวแรงสวนกระแสธุรกิจอื่นๆ จากการที่พฤติกรรมของผู้คนปรับเปลี่ยนไปจนเกิดเป็น New Normal หนึ่งในธุรกิจที่มีแนวโน้มว่าจะเติบโตขึ้นก็คือ ธุรกิจด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน (Logistics and Supply Chain)
นั่นเป็นเพราะผู้คนอาศัยอยู่บ้านและหลีกเลี่ยงการเดินทาง จึงต้องจับจ่ายสินค้าต่างๆ ผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น ผลักดันให้ธุรกิจ E-Commerce ที่จัดส่งสินค้ามาถึงบ้านเติบโตอย่างรวดเร็ว ตามที่เว็บไซต์ Bangkok Bank SME รายงานว่า บริษัท Amazon ซึ่งเป็นผู้นำในธุรกิจ E-Commerce ของสหรัฐอเมริกา ประกาศจ้างพนักงานเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 คนในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพื่อมารองรับการซื้อขายผ่านช่องทางออนไลน์ดังกล่าว สำหรับประเทศไทย แพลตฟอร์ม E-Commerce เช่น Lazada และ Shopee ก็มียอดการขายเติบโตเกิน 100 เปอร์เซ็นต์

เมื่อ E-Commerce เติบโตขึ้น ย่อมส่งผลให้การขนส่งสินค้าหรือการจัดการโลจิสติกส์เติบโตตามไปด้วย เพราะการจัดการโลจิสติกส์มีความเกี่ยวพันกับโซ่อุปทานอย่างแยกไม่ออก เนื่องจากโซ่อุปทานคือการส่งต่ออย่างเกี่ยวรัดกันตั้งแต่การหาวัตถุดิบ การผลิต การจัดการคลังสินค้า และการกระจายสินค้าไปสู่มือลูกค้า ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าต้องประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมากที่สุด เปรียบได้กับโซ่ที่คล้องแต่ละจุดตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งผู้ผลิต ผู้กระจายสินค้า ผู้ค้าส่ง และผู้ค้าปลีกเข้าด้วยกัน โดยมีการจัดการโลจิสติกส์หรือการขนส่งเป็นตัวเชื่อมข้อต่อกระบวนการต่างๆ ดังกล่าวเข้าด้วยกันนั่นเอง จากข้อมูลจะเห็นว่า ธุรกิจด้านโลจิสติกส์และโซ่อุปทานมีความสำคัญต่อธุรกิจอย่างมากและกว้างขวางกว่าที่คิด
อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดงานจะโตและมีตำแหน่งงานรองรับอยู่มากมายตลอดทั้งเส้นของห่วงโซ่ แต่ถ้าไม่มีคุณลักษณะตรงตามที่ธุรกิจต้องการ ก็ยากจะประสบความสำเร็จ คุณกวิน โศภิษฐ์พงศธร ในฐานะที่เป็นผู้อำนวยการฝ่าย Sales and Commercial บริษัท DHL e-Commerce (Thailand) จำกัด และเป็นอาจารย์พิเศษประจำสาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จึงเผยว่า ด้วยความที่โลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีถูกนำมาใช้อย่างหลากหลาย ทำให้แต่ละบริษัทต้องการผู้ร่วมงานที่มีทักษะมากกว่าเดิม

“ปัจจุบันหลายๆ บริษัทมีการนำเทคโนโลยีต่างๆ มาใช้วิเคราะห์ข้อมูลของผู้บริโภค เพื่อคาดการณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ดังนั้นจึงต้องการผู้ร่วมงานที่มีหัวคิดในการสร้างนวัตกรรม รู้จักใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และสามารถใช้ข้อมูล (data) มาวิเคราะห์ให้เกิดประโยชน์ต่อบริษัทได้ ผู้ที่จะเข้าสู่ตลาดงานโลจิสติกส์และโซ่อุปทานจึงต้องมีความพร้อมทั้ง hard skill และ soft skill กล่าวคือ นอกจากต้องมีความรู้ความเข้าใจในเทคนิคการจัดการและบริหารงานแล้ว ยังต้องมีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักคิดอะไรที่แตกต่าง และมีความมุ่งมั่นที่จะทำตรงนั้นให้สำเร็จ มหาวิทยาลัยจึงมีส่วนสำคัญในการผลิตนักศึกษาเข้าสู่อุตสาหกรรมโลจิสติกส์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด”
ความต้องการของอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ตามที่คุณกวินกล่าว รวมทั้งข้อมูลจากเว็บไซต์ Bangkok Bank SME นั้น สอดคล้องกับเนื้อหาวิชาที่สอนอยู่ในสาขาการจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เพราะปัจจุบันได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้ทันสมัย ครอบคลุมมิติการทำงานต่างๆ และตรงกับความต้องการทั้งของตลาดงานและผู้เรียนมากขึ้น โดยแบ่งวิชาเลือกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ กลุ่มการจัดการโลจิสติกส์สำหรับภาคธุรกิจบริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งเน้นผลิตผู้เชี่ยวชาญในธุรกิจให้บริการด้านโลจิสติกส์และ E-Commerce ส่วนอีกกลุ่มคือ กลุ่มการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยีโลจิสติกส์เพื่ออุตสาหกรรม เน้นผลิตผู้เชี่ยวชาญด้านการวางแผน การรู้จักใช้นวัตกรรม และการคิดค้นนวัตกรรมเพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ

และแน่นอนว่า ทั้งสองกลุ่มนี้จะยังคงได้เรียนรู้กระบวนการต่างๆ ตั้งแต่เริ่มผลิตสินค้าไปจนถึงการส่งสินค้าถึงมือลูกค้าอย่างครบถ้วน เพื่อพร้อมรับความเติบโตของตลาดงาน และตอบโจทย์ทุกตำแหน่งที่อยู่ภายในห่วงโซ่ของ “โลจิสติกส์และโซ่อุปทาน” อย่างแท้จริง