กลุ่มยานยนต์มั่นใจ ยอดผลิตรถยนต์แตะ 1.5 ล้านคัน แนะเร่งแต่งตัวจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หวังขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทั้งระบบ ชูมาตรกรกระตุ้นตลาดรถปิกอัพ ภายใต้แนวคิด “เศรษฐกิจใยแมงมุม” ระบุชัดเมื่อขายรถได้มาก รัฐเก็บภาษีได้มาก เงินเข้าระบบเติบโตในวงกว้าง
นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังจากประเทศไทยได้ผ่านการเลือกตั้งและอยู่ระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลใหม่นั้น กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ได้มีข้อเสนอฝากไปยังรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
โดยเฉพาะในส่วนของอุตสาหกรรมยานยนต์ซึ่งถือเป็นอุตสาหกรรมหลักที่สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศไทยเป็นจำนวนมหาศาล โดยเฉพาะในส่วนของรถปิกอัพขนาด 1 ตัน ที่ถือเป็นโปรดักต์แชมเปี้ยนของประเทศไทย ที่มียอดขายในประเทศและยอดผลิตเพื่อการส่งออกจำนวนมาก แต่ช่วงที่ผ่านมาตลาดนี้ยังต้องเผชิญกับยอดขายลดลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม อยากให้ภาครัฐเร่งหามาตรการมาช่วยสนับสนุนและส่งเสริมตลาดรถปิกอัพให้ฟื้นกลับคืนมา ผ่านมาตรการต่าง ๆ เพราะหากขายรถปิกอัพได้เพิ่มอีกปีละ 50,000-60,000 คัน นั้นหมายความว่าประเทศไทยจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีต่าง ๆ เพิ่มขึ้น
เช่น รถปิกอัพคันละ 600,000 บาท หากขายเพิ่มอีก 50,000 คัน เท่ากับว่ารัฐบาลจะได้ภาษีเพิ่มขึ้น 30,000 ล้านบาท โดยในจำนวนนี้มาจากภาษีสรรพสามิต 8% และภาษีมูลค่าเพิ่มอีก 7% หมายความว่ารัฐบาลจะมีรายได้จากการจัดเก็บภาษีตรงนี้อย่างน้อย 5,000 ล้านบาท
และยังไม่นับรวมจากรายได้ที่ภาคนิติบุคคล และบุคคลธรรมดาจะต้องเสียภาษีให้กับรัฐบาลจากห่วงโซ่ของยอดจำหน่ายรถยนต์ปิกอัพที่เพิ่มขึ้นอีก เช่น พนักงานขาย เมื่อขายรถ, ขายประกัน, อุปกรณ์ตกแต่ง เมื่อขายได้มากขึ้น เท่ากับมีรายได้เพิ่มขึ้น
ดังนั้นต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้น โรงงานผลิตรถยนต์, ชิ้นส่วนยานยนต์ เมื่อผลิตและขายมากขึ้น ก็ต้องจ่ายภาษีนิติบุคคลลเพิ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ ไม่เฉพาะแต่อุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น ในส่วนของอุตสาหกรรมอื่น ๆ หากรัฐบาลมีการสนับสนุนส่งเสริม ก็เชื่อว่าจะช่วยให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ทั้งองคาพยพ
“โดยส่วนตัวผมเชื่อและชื่นชอบรัฐบาลแบบนี้ คือการหารายได้เข้ารัฐเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อขาย พวกที่ผลิตได้มาก ๆ ได้กำไรมากก็ต้องจ่ายภาษีมาก ทั้งภาษีเงินได้ ภาษีนิติบุคคล และภาษีส่วนบุคคล ซึ่งเมื่อรัฐมีรายได้เพิ่มขึ้น เงินก็จะถูกอัดฉีดเข้ามาในระบบเพิ่มมากขึ้น ถ้าเศรษฐกิจโต สินค้าต่าง ๆ ขายดี คนก็จะมีเงินเยอะขึ้น เรียกว่าดีขึ้นขยายวงกว้างเป็นใยแมงมุม จากวงเล็ก ๆเฉพาะอุตสาหกรรม ขยายให้ใหญ่ขึ้นเป็นวงกว้างนั่นเอง”
นอกจากนี้ กลุ่มยานยนต์อยากให้เสนอไปยังรัฐบาลใหม่ คือการดูรายละเอียด และส่งเสริมอย่างต่อเนื่อง สำหรับโครงการที่ขอรับการส่งเสริมการลงทุนที่ค้างอยู่ที่ BOI มูลค่าถึง 1.8 ล้านล้านบาท, การเร่งการลงทุนจากต่างประเทศ ให้เร่งขับเคลื่อนเร่งการลงทุนให้เร็วที่สุดยิ่งดี เพื่อที่ประเทศไทยจะได้มีเม็ดเงินหมุนเวียน คนมีงานทำ
รวมถึงการสนับสนุนและส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และชิ้นส่วนสำคัญ เพื่อให้ไทยเป็นฐานการผลิตต่อยอดจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) สำหรับรองรับความต้องการของตลาดในประเทศและตลาดส่งออก เนื่องจากแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้าได้มีความเข้มงวดเรื่องมาตรการการปล่อยไอเสีย ดังนั้นประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อส่งเสริมตรงนี้ด้วย
ในทางกลับกันต้องเข้ามาดูแลและช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน ทั้งในส่วนของอัตราดอกเบี้ย ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเดินทาง ระบบสาธารณูปโภคต่าง ๆ เนื่องจากมีผลในเชิงจิตวิทยา เพราะเมื่อค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลดลง ก็เสมือนกับประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้น เท่ากับเป็นการช่วยเร่งและกระตุ้นการจับจ่ายให้หมุนเวียนไปในตัวนั่นเอง ซึ่งตรงนี้เชื่อมั่นว่า รัฐบาลใหม่สามารถทำได้ในทันที และน่าจะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมยานยนต์และเศรษฐกิจของประเทศ
ส่วนปีนี้ กลุ่มยานยนต์ ส.อ.ท. คาดว่าประเทศไทยจะมียอดผลิตรถยนต์ที่ 1.5 ล้านคัน โต 3% จากปี 2568 แบ่งเป็น ผลิตเพื่อการส่งออก 950,000 คัน ทรงตัวเมื่อเทียบกับปี 2568 และผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศอยู่ที่ 550,000 คัน โตขึ้น 10%
โดยในส่วนของตลาดส่งออกนั้นยังต้องจับตาปัจจัยบวก ธนาคารกลางสหรัฐลดอัตราดอกเบี้ยลง และบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยส่งออกรถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะรอคำวินิจฉัยของศาลสูงของสหรัฐอเมริกา เรื่องภาษีศุลกากรของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ เศรษฐกิจการค้าโลกที่ไม่ชัดเจน รวมทั้งมาตรการการเข้มงวดการปล่อยคาร์บอนของประเทศคู่ค้า
อีกทั้งรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาแข่งขันในประเทศคู่ค้า ความขัดแย้งระหว่างประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ รวมทั้งชายแดนประเทศไทย รวมถึงสงครามการค้า การขาดแคลนชิ้นส่วนจากความเข้มงวดส่งออกแร่หายาก ส่วนตลาดในประเทศเองนั้น หลังจากได้รัฐบาลใหม่ต้องรอดูนโยบายในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (FDI) มาตรการเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ การลดภาระค่าครองชีพ
ประชาชนลง
รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทยลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง และปัญหาการขัดแย้งชายแดนกัมพูชาสงบลง เปิดชายแดนค้าขายได้ ทั้งนี้ ต้องรอดูความเร็ว ความล่าช้าในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งจะมีผลต่อการเบิกจ่ายเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ว่าจะทันวันที่ 1 ตุลาคม 2569, ปัญหาสถาบันการเงินที่ยังคงระมัดระวังในการให้สินเชื่อจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากกว่า 80% ของ GDP ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อยอดขายรถยนต์โดยรวมด้วย