แพทย์ชี้ HPV ไร้อาการนาน 10 ปี ย้ำคนไทยตรวจ-ฉีดวัคซีนก่อนสาย
ทุกวันมีผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกเฉลี่ยวันละ 6 คน และมีผู้ป่วยรายใหม่จากมะเร็งปากมดลูกวันละ 16 คน ตัวเลขที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนี้เป็นภัยเงียบที่ชื่อว่าเชื้อไวรัส HPV (Human Papillomavirus) ซึ่งแม้จะเป็นสาเหตุหลักของมะเร็งหลายชนิดทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย แต่กลับยังคงถูกมองข้ามในสังคมไทยเพราะความอาย
สถานเสาวภา สภากาชาดไทย ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จึงเปิดตัวแคมเปญ “HPV ไม่เป็นไร…ไม่ได้” พร้อมจัดกิจกรรม “เต้นให้ฟิต หยุดคิดว่า HPV ไม่เป็นไร” ที่สวนลุมพินี ดึงพื้นที่ออกกำลังกายสาธารณะมาเป็นเวทีให้ความรู้ ผลักดันให้คนไทยตระหนักว่าการนิ่งเฉยต่อความเสี่ยงนี้ไม่ใช่ทางเลือกที่ปลอดภัย
ข้อมูลจาก GLOBOCAN 2022 ระบุว่ามะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบบ่อยเป็นอันดับ 2 ในสตรีไทย มีผู้ป่วยรายใหม่ 8,662 รายต่อปี และมีผู้เสียชีวิต 4,576 รายต่อปี นอกจากมะเร็งปากมดลูกแล้ว เชื้อ HPV ยังเป็นสาเหตุของมะเร็งชนิดอื่นทั้งในผู้หญิงและผู้ชาย ได้แก่ มะเร็งศีรษะและคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่ โดยประเทศไทยมีผู้ป่วยมะเร็งช่องปากและคอหอยรายใหม่ที่สัมพันธ์กับ HPV เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เฉลี่ยวันละ 9 คน ซึ่งส่วนหนึ่งมีความเชื่อมโยงกับพฤติกรรมทางเพศผ่านการใช้ปาก
ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการสถานเสาวภา สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า สังคมไทยส่วนใหญ่ยังตกอยู่ในภาวะรู้จักแต่ไม่รู้จริงเกี่ยวกับเชื้อ HPV หลายคนมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว ทั้งที่ในความเป็นจริงทุกนาทีทั่วโลกมีคนตรวจพบว่าติดเชื้อ HPV ซึ่งนำไปสู่มะเร็งบางชนิดได้ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงล้วนมีโอกาสได้รับเชื้อในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต และเชื้อสามารถแฝงตัวอยู่ในร่างกายได้นานหลายสิบปีโดยไม่แสดงอาการ ทำให้คนจำนวนมากไม่รู้ตัวว่ามีความเสี่ยงอยู่

ไร้อาการจนกว่าจะสายเกินแก้
พญ.สุดา พันธุ์รินทร์ หัวหน้าฝ่ายบริการและวิจัยคลินิก สถานเสาวภา สภากาชาดไทย อธิบายว่า ปัจจุบันการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไม่จำเป็นต้องผ่านการตรวจภายในแบบเดิมที่หลายคนกังวลอีกต่อไป เพราะมีวิธีการตรวจที่คล้ายกับชุดตรวจ ATK คือสามารถเก็บตัวอย่างด้วยตนเองได้ ซึ่งช่วยลดความอายและความกังวลของผู้หญิง โดยเฉพาะกลุ่มที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ที่มักรู้สึกไม่สบายใจกับการตรวจภายในแบบดั้งเดิม การตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจะทำให้การรักษาทำได้ง่ายกว่าการปล่อยไว้จนลุกลาม
ในแง่ของสายพันธุ์เชื้อ HPV มีมากกว่า 100 สายพันธุ์ แบ่งเป็นสายพันธุ์ที่ก่อให้เกิดมะเร็งและสายพันธุ์ที่ไม่ก่อให้เกิดมะเร็ง โดยทั่วไปแล้ว 8 ใน 10 ของผู้ที่มีเพศสัมพันธ์เคยติดเชื้อ HPV อย่างน้อย 1 ครั้งในชีวิต แต่หากร่างกายแข็งแรง ระบบภูมิคุ้มกันก็สามารถกำจัดเชื้อออกไปได้เอง ทว่าหากติดเชื้อสายพันธุ์ที่มีความรุนแรงสูงหรือร่างกายไม่แข็งแรงพอ ก็มีโอกาสพัฒนาไปสู่มะเร็งได้
สำหรับประเทศไทย สายพันธุ์ 16 และ 18 ยังคงเป็นสายพันธุ์หลักที่พบมากที่สุด นอกเหนือจากนั้นยังมีสายพันธุ์ในกลุ่มเลข 5 และเลข 3 ที่พบร่วมด้วย ซึ่งเป็นเหตุผลที่วัคซีน HPV ในปัจจุบันมีทั้งชนิดครอบคลุม 2 สายพันธุ์ 4 สายพันธุ์ และ 9 สายพันธุ์ โดยยิ่งครอบคลุมสายพันธุ์มากเท่าไร ก็ยิ่งป้องกันได้กว้างขวางมากขึ้นเท่านั้น

ผู้ชายไทยยังไม่มีที่ตรวจ
ประเด็นหนึ่งที่ พญ.สุดา ชี้ให้เห็นและอาจเป็นจุดที่สังคมไทยยังไม่ได้ให้ความสำคัญเท่าที่ควร คือช่องว่างด้านการตรวจคัดกรองในผู้ชาย ปัจจุบันผู้หญิงถือว่าโชคดีกว่าตรงที่มีระบบตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกรองรับอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ชายนั้นยังไม่มีวิธีตรวจที่เป็นมาตรฐาน ไม่มีคลินิกเฉพาะทางที่รับตรวจหาเชื้อ HPV ทำให้ผู้ชายจำนวนมากไม่มีทางรู้เลยว่าตนเองติดเชื้อหรือไม่
และเมื่อผู้ชายติดเชื้อแล้ว โอกาสที่ร่างกายจะกำจัดเชื้อออกไปเองก็ยากกว่า อีกทั้งยังมีโอกาสติดเชื้อซ้ำได้ง่ายกว่าด้วย จุดนี้จึงทำให้การฉีดวัคซีนป้องกันในผู้ชายมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าผู้หญิง แม้จะยังไม่มีระบบตรวจคัดกรองรองรับก็ตาม
การติดเชื้อ HPV เกิดขึ้นได้ง่ายกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ แม้เคยมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็มีโอกาสติดเชื้อได้ ผ่านการสัมผัสผิวหนังต่อผิวหนังระหว่างกิจกรรมทางเพศ รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ทางปาก แม้การใช้ถุงยางอนามัยจะช่วยลดความเสี่ยงได้ แต่ก็ไม่สามารถป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ ขณะเดียวกันความเชื่อที่ว่าสามารถติดเชื้อจากการใช้ห้องน้ำสาธารณะนั้น แทบไม่มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับ เนื่องจากเชื้อแพร่ผ่านการสัมผัสโดยตรงเป็นหลัก
ปัจจุบันยังไม่มียาที่สามารถกำจัดเชื้อ HPV ได้โดยตรง ทำให้แนวทางป้องกันก่อนเกิดโรคยังคงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ซึ่งประกอบด้วย 3 แนวทางหลัก ได้แก่ การหลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง เช่น การมีคู่นอนหลายคน และการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ การฉีดวัคซีน HPV ซึ่งปัจจุบันสามารถป้องกันได้ถึง 5 โรคมะเร็งที่เกี่ยวข้องกับเชื้อ HPV ทั้งมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องปากและลำคอ มะเร็งทวารหนัก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งปากช่องคลอด รวมถึงหูดหงอนไก่
โดยสามารถเริ่มฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9 ปีขึ้นไปทั้งชายและหญิง ซึ่งข้อมูลการติดตามประสิทธิผลและความปลอดภัยต่อเนื่องนาน 20 ปี พบว่าวัคซีนสามารถกระตุ้นภูมิคุ้มกันให้คงอยู่ได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว และแนวทางสุดท้ายคือการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อตัดวงจรก่อนที่รอยโรคจะพัฒนาไปสู่ระยะมะเร็ง
“จุดที่น่ากังวลที่สุดของ HPV คือการไม่มีอาการบ่งบอกใด ๆ เลยในระยะแรกของการติดเชื้อ กว่าจะรู้ตัวส่วนใหญ่มักพบในช่วงที่เป็นรอยโรคก่อนมะเร็งแล้ว โดยกว่าที่รอยโรคจะพัฒนาไปเป็นมะเร็งเต็มขั้นนั้นใช้เวลานานนับสิบปี และจะเริ่มแสดงอาการ เช่น เลือดออกผิดปกติทางช่องคลอด ก็ต่อเมื่อกลายเป็นมะเร็งไปแล้วเท่านั้น”

สิทธิตรวจฟรี
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มอบสิทธิบัตรทองให้สตรีไทยอายุ 30-59 ปี และอายุ 15-29 ปีที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง สามารถเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธี HPV DNA Test ได้ฟรี 1 ครั้ง ทุก 5 ปี โดยตรวจสอบสิทธิ์และจองคิวผ่านแอปพลิเคชันเป๋าตัง ในเมนูกระเป๋าสุขภาพ หรือ Health Wallet นอกจากนี้ยังสามารถตรวจสอบสิทธิ์และค้นหาสถานพยาบาลที่ให้บริการได้ที่ www.hpvknownow.com และศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ HPV ได้ที่ www.hpvth.com