จี้รัฐเร่งมาตรการสร้างสมดุล ‘ยานยนต์’ หวั่นนำเข้าอีวีทำฐานผลิตสะดุด
อุตฯยานยนต์ไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ทั้งกำลังการผลิตลดลง ยอดขายในประเทศซบเซา การส่งออกสะดุด และการนำเข้ารถยนต์อีวี เสนอรัฐบาลเดินหน้า 3 มาตรการ ปกป้องฐานการผลิต ส่งเสริมการลงทุน และกระตุ้นตลาด หวังรักษาฐานผลิตภูมิภาค
นายสุวัชร์ ศุภกาญจน์เดชากุล ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (AIC) เปิดเผยว่า ภาคอุตสาหกรรมกำลังเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้า (xEV) และภาวะเศรษฐกิจที่กระทบกำลังซื้อ
ปัจจุบันไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก มีกำลังผลิตปีนี้ที่ 1.46 ล้านคันในปัจจุบัน อยู่อันดับ 11 จากปริมาณการผลิตรถยนต์โดยรวมของโลกอยู่ที่ 96.4 ล้านคัน และจีนเป็นประเทศผู้ผลิตมากสุดที่ 34.53 ล้านคัน
ทั้งนี้จะเห็นว่ากำลังผลิตรถยนต์ของไทยมีศักยภาพที่ 3 ล้านคันต่อปี ขณะที่ปัจจุบันมีการใช้กำลังผลิตไม่ถึง 50% จากสถิติย้อนหลังในปี 2559 ไทยเคยผลิตได้ 1.94 ล้านคัน นั้นหมายความว่ายอดรวมการผลิตของไทยหดตัวลดลงถึง 25% ส่วนปี 2568 มีผลิตรวมที่ 1,455 ล้านคัน ลดลง 0.91%
โดยสัดส่วนการผลิต 61% เป็นรถปิกอัพเพื่อการพาณิชย์ขนาด 1 ตัน,รถยนต์นั่ง 37% และอื่นๆ 2% ซึ่งแสดงให้เห็นว่า รถกระบะถือเป็นหัวใจของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย เนื่องจากใช้ชิ้นส่วนผลิตในประเทศมากกว่า 90% และผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานกว่า 2,500 บริษัท แต่ปัจจุบันยอดขายรถกระบะในประเทศลดลงจาก 300,000 คันต่อปี เหลือ 144,000 คัน ลดลง 23% โดย 5 เดือนแรกของปี 2569 ยังติดลบประมาณ 5% และยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด
ขณะที่ตลาดส่งออกได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่เป็นตลาดหลัก มียอดส่งออกอันดับ 3 ของไทย ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งและการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ผ่านมาส่งผลให้ยอดส่งออกลด 20% จากปีก่อนที่ไทยส่งออกรถยนต์ไปเกือบ 200,000 คัน
และประเทศไทยเริ่มสู่การเป็นฐานผลิตยานยนต์สมัยใหม่ โดยในปี 2568 มีสัดส่วนการผลิตรถยนต์นั่ง xEV รวมกันถึง 55% แบ่งเป็น HEV 39%, PHEV 3%, BEV 13% มากกว่ารถยนต์สันดาปเดิม (ICE) ที่เหลืออยู่เพียง 45%
นายสุวัชร์ประเมินว่า หากต้องการกลับไปที่กำลังผลิต 2 ล้านคันต่อปีนั้นไม่สามารถทำได้ในระยะเวลาอันสั้น เนื่องจากยังมีปัจจัยกดดันทั้งภายในประเทศ และยังพบว่ามีแนวโน้มต้องเผชิญกับภาวะกำลังผลิตล้นตลาด เนื่องจากมีการเปิดโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันที่รุนแรงจากรถยนต์นำเข้าที่มีจำนวนมาก ทำให้ผู้ผลิตภายในประเทศต้องปรับลดกำลังผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของตลาดสวนทางกับปริมาณการผลิตที่ลดลง
ทั้งนี้ภาคเอกชนต้องการเสนอไปยังภาครัฐเพื่อหากลไกในการปกป้องอุตสาหกรรมฯ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างรถยนต์ที่ผลิตในประเทศและรถยนต์นำเข้า และนโยบายที่สร้างสนามแข่งขันที่เป็นธรรมให้แก่ผู้ประกอบการไทย
ด้านนางสาวยุพิน บุญศิริจันทร์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมยานยนต์ (TAIA) เปิดเผยว่าภาคเอกชนได้เสนอแนวทางเชิงนโยบาย 3 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย เสาแรก การปกป้องการผลิตในประเทศ โดยใช้กลไกทางภาษีสรรพสามิต ระหว่างรถที่ผลิตในประเทศและรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า เพื่อให้มีส่วนต่างและสามารถแข่งขันได้ ทั้งจูงใจให้เกิดการลงทุนผลิตในประเทศ และต้องมีระยะเวลาการบังคับใช้เพื่อให้ผู้ประกอบการทุกกลุ่มสามารถปรับตัวได้เหมาะสม ควบคุมด้วยกลไกโควตา การนำเข้าและการผลิตให้เหมาะสม
เสาที่สอง เสนอให้มีมาตรการจูงใจด้านภาษีสำหรับผู้ผลิตที่ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) เพิ่มขึ้นให้ผู้ผลิตนำมูลค่าชิ้นส่วนที่ซื้อจากซัพพลายเออร์ในประเทศมาหักออกจากฐานภาษีสรรพสามิตได้ โดยยิ่งใช้ของไทยมากยิ่งได้ประโยชน์มาก และสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา (R&D) การพัฒนาซอฟต์แวร์ ระบบ AI อิเล็กทรอนิกส์ ฯลฯ เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว
รวมถึงการออกแบบเงื่อนไขการลงทุนที่มีความยืดหยุ่นรองรับผู้ผลิตทุกขนาด เปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่โดยไม่กระทบต่ออุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย
และเสาที่สาม การกระตุ้นตลาดในประเทศภายใต้ความต่อเนื่องของนโยบายและการสนับสนุนอุตสาหกรรม ส่งเสริมการใช้รถ xEVในหน่วยงานราชการ และสนับสนุนให้นำค่าใช้จ่ายจากการซื้อรถยนต์มาลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ผู้ซื้อรถยนต์ xEV และ B20
“อุตสาหกรรมอยู่ในช่วงที่มีความหลากหลายของเทคโนโลยี ดังนั้นต้องส่งเสริมอย่างสมดุลโดยคำนึงถึงศักยภาพและความพร้อมของผู้ประกอบการและระบบนิเวศภายใต้นโยบายที่โปร่งใสชัดเจน และให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนการลงทุนและพัฒนารถยนต์ทุกประเภทและทุกเทคโนโลยี”