‘ฉัตวิทัย ตันตราภรณ์’ MG เติบโตอย่างแข็งแกร่ง
ถือเป็นผู้บริหารที่มีความครบเครื่อง มีประสบการณ์อยู่ในแวลูเชนจ์ของอุตสาหกรรมยานยนต์มาเกือบครบทุกด้าน แม้กระทั่งในส่วนของการเป็นซัพพลายเออร์ชิ้นส่วนยานยนต์ให้กับค่ายรถยนต์ต่าง ๆ
หลังจากการเข้ามารับภารกิจใหม่ ในฐานะรองเอ็มดี ค่ายรถยนต์เอ็มจีเซลส์ ประเทศไทย “ฉัตวิทัย ตันตราภรณ์” เปิดโอกาสให้ “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมพูดคุยถึงแนวทางการขับเคลื่อนแบรนด์ และความตั้งใจสร้างความท้าทายบทใหม่ให้กับเอ็มจี ไทยแลนด์ จะเป็นอย่างไรไปติดตามกัน
3 เสาหลัก เพิ่มความแข็งแกร่ง
ปัจจุบันถือเป็นการก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่สองอย่างเต็มรูปแบบ เอ็มจีมีจำนวนรถยนต์วิ่งอยู่ในบ้านเรา 250,000-260,000 คัน และในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าถึง 70,000-80,000 คัน “ฉัตวิทัย” ยอมรับว่าความสำเร็จที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นการวางรากฐานอันแข็งแกร่ง บนพื้นฐานความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และเอ็มจีเดินหน้าภายใต้ 3 หลักอย่างต่อเนื่อง ที่เรียกว่า “GLOCAL” ได้แก่
GLOBAL INNOVATION ด้วยการนำเสนอเทคโนโลยียานยนต์ระดับโลกมาสู่ผู้บริโภคชาวไทย, THAI PASSION ที่เขาให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก เพื่อนำเสนอสินค้า เพื่อตอบสนองต่อความจำเป็นของลูกค้า ให้เหมาะสมกับการใช้งานบนถนนเมืองไทย เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงเทคโนโลยีในราคาที่จับต้องได้ง่ายขึ้น, VALUE CHOICE การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้าตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อรถเอ็มจี ไปจนถึงวันสุดท้ายของการใช้รถ เพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าในทุกมิติ
ใช้ “ห้องนํ้า” พัฒนางานบริการ
“ฉัตวิทัย” ยอมรับว่าตนเองให้ความสำคัญ และสนใจลงรายละเอียดเป็นพิเศษ คือส่วนของงานบริการหลังการขายเป็นภารกิจคือการพัฒนาตัวแทนจำหน่ายทั้ง 130 แห่งให้ได้คุณภาพ
เพราะนี่คือหน้าด่านแรก ที่ลูกค้าจะเข้ามาสัมผัสกับแบรนด์ และสามารถรับรู้สิ่งที่เอ็มจีต้องการนำเสนอเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า
ดังนั้น ฉัตวิทัยต้องการทำให้ผู้แทนจำหน่ายและเอ็มจีเป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อให้เกิด “ความประทับใจในการบริการ” โดยเปรียบเปรยให้เห็นภาพ คือ การจะดูว่าดีลเลอร์แต่ละรายใส่ใจในการดูแลลูกค้ามากน้อยแค่ไหนนั้น ให้เข้าไปดูที่ “ความสะอาดของห้องน้ำ” ก่อน
เขาต้องการเข้าไปลงรายละเอียด สร้างทัศนคติร่วมกับตัวแทนจำหน่าย ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เพื่อดูแลและมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
ย้ำเอกภาพด้วย CI ใหม่
เอ็มจีมีโชว์รูม และศูนย์บริการทั้งสิ้น 125 แห่ง และอีก 1 แห่งเป็นโชว์รูมขาย รวมเป็น 126 แห่งในปัจจุบัน ปีนี้มีแผนจะเพิ่มโชว์รูมและศูนย์บริการอีก 4 แห่ง เข้าไปยังพื้นที่ยุทธศาสตร์ พื้นที่ขาย ภายใต้มาตรฐานโชว์รูม CI ใหม่
เอ็มจีมีโชว์รูมทั้งหมด 4 รูปแบบ 4 เจเนอเรชั่น แบ่งเป็นเจน 1 จำนวน 3 แห่ง, เจน 2 จำนวน 66 แห่ง, เจน 3 จำนวน 31 แห่ง และเจน 4 หรือโชว์รูมปัจจุบัน 26 แห่ง
ภายในปี 2570 โชว์รูมเอ็มจีจะเปลี่ยนเป็นโชว์รูมรูปแบบเดียวทั่วประเทศ
ตลาดรถทรานส์ฟอร์ม
ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาอุตสาหกรรมยานยนต์มีความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 สัดส่วนการจำหน่ายระหว่างรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) มีสูงถึง 94.4% ขณะที่รถยนต์พลังงานใหม่ (NEV) มีสัดส่วนเพียงแค่ 5.6% เท่านั้น
แต่ปัจจุบันสัดส่วนเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงรถ NEV เพิ่มเป็น 54.6% ส่วน ICE อยู่ที่ 4.5%
อย่างไรก็ตามเชื่อว่าความต้องการของตลาดรถยนต์ ICE ยังมีความจำเป็นต้องการใช้ในบางพื้นที่อยู่ และยังถือเป็นกระดูกสันหลังสำคัญของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม ส่วนรถยนต์ NEVยังได้รับการกระตุ้นจากนโยบาย “ภูมิรัฐศาสตร์” ต่าง ๆ ราคาพลังงาน หลาย ๆ ส่วนส่งเสริม และกระตุ้นให้เกิดความต้องการในอุตสากรรมยานยนต์
อีกทั้งสภาพของระบบนิเวศยานยนต์ NEV ปัจจุบันนั้นเอื้อต่อการใช้งานมากขึ้น ทำให้รถยนต์ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น
ยอดโตจากกินส่วนแบ่งค่ายอื่น
เอ็มจีมีสินค้าครอบคลุมทุกพลังงาน ทั้งตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ครบ ทั้งรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน เครื่องยนต์ไฮบริด เครื่องยนต์ปลั๊ก-อิน ไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า
ช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา สภาพแวดล้อมทางธุรกิจเปลี่ยนไป บวกกับความต้องการรถ NEV เพิ่มขึ้น และเห็นได้ชัดจากงานมอเตอร์โชว์ที่ผ่านมา และเชื่อว่าตลาดโดยรวมปีนี้จะดีขึ้น
เอ็มจีเพิ่มความท้าทาย โดยปรับเป้ายอดขายเป็น 36,000 คัน จาก 30,000 คัน โดยครึ่งปีแรกโต 67% ทำได้ 16,920 คัน โต 67%
“ฉัตวิทัย” เชื่อว่ายอดขายที่จะเพิ่มเข้ามาเป็นผลจากการประเมินตัวเลขจากแบล็กออร์เดอร์ที่มีในมือและการแนวโน้มของตลาด เขาเชื่อ “หลักจะเป็นการกินส่วนแบ่งมาจากเพื่อน ๆ ร่วมอุตสาหกรรม”
เมื่อถามถึงโอกาสทางการแข่งขันของตลาดรถยนต์ไฟฟ้า ระหว่างรถนำเข้าและรถที่ผลิตในประเทศ
“ฉัตวิทัย” ย้ำชัดว่า ในฐานะตัวแทนเอ็มจี และในฐานะคนไทยนั้น การนำเข้ารถยนต์มาจำหน่ายนั้นเป็นการสร้างความกระตือรือร้นทางด้านการแข่งขันเท่านั้น เพราะมีช่องว่างส่วนต่างทางด้านราคานิดหน่อย
แต่สำหรับเอ็มจีนั้นมุ่งเน้นการผลิตรถยนต์เพื่อจำหน่ายในประเทศเป็นสำคัญ เพราะก่อให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับคนไทย เราผลิตรถเพื่อคนไทย เพื่อขายให้กับคนไทย ภายใต้นโยบาย IN THAILAND FOR THAILAND ประเทศไทยได้ประโยชน์มาก
ที่สำคัญรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทยนั้นมีการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ ทำให้มีความได้เปรียบในการดูแลลูกค้ามากกว่า ซึ่งตรงนี้ “ฉัตวิทัย” ย้ำว่า ไม่มีถูก-ไม่มีผิด
สุดท้ายลูกค้าจะเป็นผู้ตัดสินใจ ว่าจะเลือกซื้อรถยนต์แบบไหน หากเลือกซื้อรถที่นำเข้า ที่ราคาถูกกว่า
แต่เขายังไม่มีการสต๊อกอะไหล่เพียงพอ ลูกค้าก็ต้องแบกรับความกังวลในกรณีที่ต้องใช้เวลารออะไหล่ที่มากกว่า
ส่วนเอ็มจีเองนั้นวันนี้ถือว่าในประเทศไทยเรามีความสมบูรณ์และแข็งแรงอย่างมาก