คอลัมน์ : เวทีรถใหม่
ถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% คันที่ 3 ที่ออกจากไลน์ประกอบโรงงานรถยนต์เอ็มจี จ.ชลบุรี
MG URBAN รถยนต์อีวีสไตล์รถแฮตช์แบ็กที่มาตอบโจทย์การใช้ชีวิตของคนเมืองยุคใหม่ ภายใต้นิยาม “LIFE EASY”

รถคันนี้พัฒนาขึ้นจาก SAIC E3 PURE ELECTRIC PLATFORM ที่รองรับรถยนต์พลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ ผสานโครงสร้างตัวถังและแบตเตอรี่เข้าเป็นหนึ่งเดียว “Cell-to-Body” (CTB) มีความยืดหยุ่นสูง ช่วยให้ตัวรถเบาขึ้นแต่ยังคงความแข็งแกร่ง ลดจุดศูนย์ถ่วง เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่ และเพิ่มพื้นที่ภายในห้องโดยสารกว้างขวางขึ้น

MG URBAN ใช้ขุมพลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าแบบ Permanent Magnet Synchronous Motor มีให้เลือก 3 รุ่นย่อย ได้แก่
รุ่น STANDARD ให้พละกำลังสูงสุด 150 แรงม้า (110 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion Phosphate (LFP) จาก CATL ความจุ 42.8 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 435 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จแบบเร็ว Quick Charge จาก 10% – 80% ใช้เวลาประมาณ 28 นาทีที่ความเร็วสูงสุด 82 kW ชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW

ส่วน รุ่น MAX และ รุ่น ULTRA ให้กำลังสูงสุด 160 แรงม้า (118 กิโลวัตต์) แรงบิดสูงสุด 250 นิวตันเมตร แบตเตอรี่แบบ Lithium-ion Phosphate (LFP) จาก CATL ความจุ 53.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง วิ่งได้ระยะทางสูงสุด 530 กิโลเมตร ต่อการชาร์จ 1 ครั้ง (ตามมาตรฐาน NEDC) รองรับการชาร์จแบบเร็วQuick Charge 10% – 80% ใช้เวลาประมาณ 30 นาที ความเร็วสูงสุด 88 kW และชาร์จแบบธรรมดา Normal Charge ผ่าน MG HOME CHARGER ที่ 6.6 kW

มี 5 โหมดการขับขี่ ได้แก่ ECO, NORMAL, SPORT, SNOW และ CUSTOM
ช่วงล่างด้านหน้าแบบ McPherson Struts ส่วนด้านหลังแบบ Torsion Beam ที่ช่วยควบคุมรถได้มั่นคงและแม่นยำ เพิ่มเสถียรภาพการขับขี่และควบคุมง่าย มาพร้อมดิสก์เบรก 4 ล้อ, ระบบเบรกด้านหน้าแบบ Ventilated Disc และด้านหลังแบบ Disc

โดดเด่นด้วยโลโก้ MG เรืองแสงที่ฝากระโปรงหน้า,ไฟหน้า LED เปิด-ปิดอัตโนมัติ พร้อมไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่เวลากลางวัน, ไฟท้ายดีไซน์ Union Jack แบบ LED มีระบบไล่ฝ้ากระจกหลัง สปอยเลอร์หลังและระบบเปิด-ปิดประตูท้ายไฟฟ้าแบบอัตโนมัติ

กระจกมองข้างพับ และปรับไฟฟ้า ติดไฟเลี้ยวในรุ่น MAX และ ULTRA, กระจกไฟฟ้า One-Touch Up-Down, ระบบชาร์จโทรศัพท์แบบไร้สาย ในรุ่น MAX และ ULTRA, ระบบเชื่อมต่อโทรศัพท์มือถือผ่านบลูทูท เชื่อมต่อ USB TYPE C จำนวน 3 จุด

เบาะนั่งด้านหลังพับได้แบบ 60:40 พร้อมที่วางแขนเบาะหลัง มีที่วางแก้วน้ำ ระบบปรับอากาศอัตโนมัติ, ช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง

ล้ออัลลอยขนาด 16 นิ้ว พร้อม Aero Wheel Cover ในรุ่น STANDARD และล้ออัลลอยขนาด 17 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA

MG URBAN รองรับระบบ V2L ไฟฟ้าสูงสุด 3.3 kW ในทุกรุ่นย่อย
มาพร้อมระบบอัจฉริยะควบคุมด้วยชิปประมวลผลจาก Qualcomm Snapdragon
หน้าจอแสดงผลข้อมูลการขับขี่ (Multi-Information Cluster) ขนาด 7 นิ้ว หน้าจอสีระบบความบันเทิงแบบสัมผัส (Infotainment) ขนาด 12.8 นิ้ว ในรุ่น STANDARD และขนาด 15.6 นิ้ว ในรุ่น MAX และ ULTRA ไฟ Ambient Light 256 เฉดสี ในรุ่น MAX และ ULTRAระบบเครื่องเสียงพร้อมลำโพง 4 จุด ในรุ่น STANDARD และ 6 จุด ในรุ่น MAX และ ULTRA

พวงมาลัยแบบ Dual Pinion Electric Power Steering ควบคุมด้วยไฟฟ้าแม่นยำตอบสนองฉับไว พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นหุ้มหนัง ปรับได้ 4 ทิศทาง

เบาะหุ้มวัสดุหนังสังเคราะห์ ลายข้าวหลามตัด เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า 6 ทิศทาง และเบาะผู้โดยสารด้านหน้าปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง พร้อมระบบเป่าลม ในรุ่น ULTRA

ภายในตกแต่งภายในด้วยวัสดุ Soft Touch มีหลังคากระจกพาโนรามิกเต็มแผ่น พร้อมม่านบังแดด พื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถ 382 ลิตร เมื่อพับเบาะสามารถจุได้มากถึง 1,266 ลิตร ยังมีพื้นที่เก็บสัมภาระด้านท้ายรถเพิ่มเติม ความจุ 98 ลิตร

รัศมีวงเลี้ยว 5.2 เมตร และมีระบบ Intelligent Smart Access เพิ่มความสะดวกในการเข้า-ออกและสตาร์ตรถ
และยังมาพร้อมกับระบบ i-SMART PRO ในรุ่น ULTRA ที่สามารถควบคุมรถได้ทุกที่ ทุกเวลา เพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านสมาร์ทโฟน โดยมีระบบช่วยจอดอัตโนมัติ (Smart Parking Assist) ส่วนรุ่น MAX มาพร้อมระบบ i-SMART ควบคุมการจอดระยะไกล (Remote Parking), ปลดล็อกรถ และเปิดเครื่องปรับอากาศผ่านโทรศัพท์มือถือ

ระบบตรวจเช็กอัจฉริยะ (Smart Check) ระบบสั่งการอัจฉริยะ (Smart Command) และระบบเชื่อมต่ออัจฉริยะ (Smart Connect), ระบบ One Pedal รองรับระบบการเชื่อมต่อ Apple CarPlay และ Android Au-to แบบไร้สาย
MG URBAN ยังมากับระบบ Advanced Driver Assistance System (ADAS) ระดับ L2 +Auto Parking Assistance ช่วยอำนวยความสะดวกในการควบคุมรถ และลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ
MG URBAN ราคาจำหน่าย จะประกาศพร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการ 17 มิถุนายน 2569