Skip to content

คัดคนจนป่วนมนุษย์เงินเดือนบทเรียนรัฐ-ตัดสิทธิภาษี

10 มิ.ย. 2569 | 06:31น.
คัดคนจนป่วนมนุษย์เงินเดือนบทเรียนรัฐ-ตัดสิทธิภาษี

อลหม่านพอสมควรกับการ “คัดกรอง” ผู้รับสิทธิถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ หลังจากกระทรวงการคลังประกาศเกณฑ์เข้มข้น เพิ่มเงื่อนไขอีกหลายข้อเพื่อสแกน “ผู้ถือบัตรรายเก่า” หวังคัดคน “ไม่จนจริง” ออก จากเดิมที่มีตัวเลขถึง 13-14 ล้านคน

โดยเปิดให้ลงทะเบียนยืนยันสิทธิระหว่างวันที่ 4-21 มิ.ย.นี้ และจะประกาศผลในวันที่ 17 ก.ค. 2569

ประเด็นร้อนที่สุดในเงื่อนไขใหม่ไม่พ้นตัดสิทธิพ่อ-แม่ที่ลูกนำชื่อไปลดหย่อนภาษีที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ต้องสั่งให้กระทรวงการคลังทบทวน เพราะกระทบสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะ “มนุษย์เงินเดือน” ที่ถูกโยงเข้ากับความ “กตัญญู” หรือ “ไม่กตัญญู” ต่อบุพการี

เป็นการถอยในเรื่อง “ลดหย่อนภาษี” ที่กระทรวงการคลังพยายามจะลดการใช้สิทธิตรงนี้ลงอีกครั้ง เหมือนกับที่เคยถอยเรื่องบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ Thailand Individual Saving Account (TISA) ไปก่อนหน้านี้

รัฐบาลปรับเกณฑ์คัดคนจนเข้ม

การลงทะเบียนรอบนี้ไม่ได้เปิดให้ “รายใหม่” มาลงทะเบียน แต่มุ่งคัดกรอง “คนเก่า” ที่ถือบัตรอยู่แล้วเป็นหลัก โดยเปลี่ยนเกณฑ์พิจารณาคุณสมบัติจาก “ครอบครัว” เป็น “รายบุคคล” ตามที่เคยประกาศไว้ เมื่อคราวที่เตรียมเปิดลงทะเบียนใหม่ แต่มีเหตุต้องเลื่อนออกมา

เกณฑ์ที่ประกาศใหม่เพิ่ม “กลุ่มต้องห้าม” จากเดิมที่มีแค่ 4 กลุ่มคือ นักบวช, ผู้ต้องขัง, ผู้อยู่ในสถานสงเคราะห์ และข้าราชการ ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ ผู้รับบำเหน็จ บำนาญ เบี้ยหวัด ข้าราชการการเมือง สส. สว. เพิ่มเติมอีก 5 กลุ่ม

ประกอบด้วย นักเรียน/นักศึกษา, ผู้ถือหุ้น/กรรมการบริษัท, ผู้มีบัญชีหุ้น/ตราสารหนี้, ผู้จ่ายเบี้ยประกันชีวิตเกินกว่า 12,000 บาทต่อคนต่อปี และบิดา/มารดา/บุตร/คู่สมรส ที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อน

พร้อมกับปรับเกณฑ์ด้าน “รายได้” กำหนดว่าต้องมีรายได้หรือมีการจ่ายเงินให้กับผู้อื่นไม่เกิน 100,000 บาทต่อปี โดยพิจารณาเป็น “รายบุคคล” จากเดิมเป็น “ครอบครัว”

เช่นเดียวกับเกณฑ์ด้าน “ทรัพย์สินทางการเงิน” กำหนดว่า แต่ละบุคคลต้องมีเงินฝาก/สลาก รวมกันไม่เกิน 100,000 บาท

ด้านเกณฑ์ “การถือครองอสังหาริมทรัพย์และรถยนต์” เพิ่มเติมว่าต้องไม่มีกรรมสิทธิ์ในรถยนต์ ยกเว้นรถจักรยานยนต์ รถยนต์สามล้อม รถยนต์สี่ล้อเล็กรับจ้าง และรถใช้งานเกษตรกรรม ส่วนเกณฑ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ยังคงไว้ตามเดิม ที่กำหนดว่าเกษตรกรต้องมีที่ดินไม่เกิน 10 ไร่ (รวมครอบครัวไม่เกิน 20 ไร่) ส่วนบุคคลทั่วไปต้องมีไม่เกิน 1 ไร่ (รวมครอบครัวไม่เกิน 2 ไร่)

สุดท้าย เกณฑ์ด้าน “หนี้สิน” ปรับจากเดิม กำหนดว่ามีสินเชื่อบ้านไม่เกิน 1.5 ล้านบาท และรถไม่เกิน 1 ล้านบาท เป็นมีวงเงินสินเชื่อรวมทุกบัญชีไม่เกิน 100,000 บาท

นับได้ว่า “เข้มข้นมาก” เลยทีเดียว

ผู้ถือบัตรต้อง “คนจนตัวจริง”

“ลวรณ แสงสนิท” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเพิ่มเกณฑ์การคัดกรองเพื่อให้สิทธิเป็นของผู้ที่มีรายได้น้อย และไม่มีผู้ดูแลจริง ๆ ซึ่งรัฐบาลจะเข้าไปช่วยเหลือกลุ่มคนเหล่านั้น และลบคำวิจารณ์ว่าทำไมคนจนไม่จริงจึงได้สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐด้วย

“คนแต่ละกลุ่มควรได้สิทธิที่เหมาะสมกับตัวเอง ซึ่งสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรเป็นของคนกลุ่มล่างสุดที่ไม่มีใครดูแลจริง ๆ”

“ปลัดกระทรวงการคลัง” กล่าวยืนยันว่า รัฐบาลยังมีโครงการช่วยเหลืออื่น ๆ ที่จะรองรับผู้ที่หลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ และบัตรคนพิการ รวมถึงอาจพิจารณาเรื่องการให้สิทธิโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40)สำหรับผู้ที่หลุดออกจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐครั้งนี้ด้วย

นอกจากนี้เพื่อให้สวัสดิการที่เหมาะสมกับแต่ละคน “ปลัดคลัง” ระบุว่ากระทรวงการคลังจะผลักดันแนวทางการจัดเก็บภาษีและสวัสดิการแห่งรัฐ หรือ Negative Income Tax (NIT) ให้แล้วเสร็จภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ โดยระบบดังกล่าวจะกำหนดให้ประชาชนทุกคนต้องยื่นภาษี
จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ 2 กรณีคือ หากมีรายได้ถึงเกณฑ์ก็ต้องเสียภาษี ส่วนผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ หรือไม่มีรายได้จะได้รับสวัสดิการแทน

การนำ NIT มาใช้จะทำให้รัฐบาลช่วยเหลือได้แบบพุ่งเป้า ให้สวัสดิการที่เหมาะสมกับแต่ละคน เนื่องจากแต่ละคนมีความต้องการจากรัฐบาลไม่เหมือนกัน

“สิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและสวัสดิการอื่น ๆ ไม่ได้ยกเลิกหรือหายไปไหน เพียงแต่ปรับมาใช้เป็นเครื่องมือช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์แทน เช่น กลุ่มที่ลำบากที่สุดจะได้รับสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ”

“ปลัดคลัง” กล่าวว่า เหตุที่ต้องนำ NIT มาใช้ เพราะต้องการใช้งบประมาณช่วยเหลือประชาชนให้เหมาะสมกับแต่ละคนที่สุด สอดคล้องกับงบประมาณที่มี และจัดสวัสดิการอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยยอมรับว่าการผลักดันเรื่องเหล่านี้ต้องมี “แรงต้าน-แรงเสียดทาน” จากการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

คลังชี้พื้นที่การคลัง-งบฯมีจำกัด

สำหรับเกณฑ์ที่เป็นข้อถกเถียงและคัดค้านกันมากที่สุด ก็คือการตัดสิทธิบิดา/มารดา/บุตร/คู่สมรส ที่ผู้มีเงินได้ใช้สิทธิหักลดหย่อนภาษี

“วินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ” ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลังกล่าวว่า เกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่นี้ เป็นกระบวนการคัดกรองที่คิดอย่างรอบคอบแล้ว ว่าจะทำให้เหลือผู้ที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ไม่ได้รับการดูแล และเป็นกลุ่มที่ลำบากที่สุด กรณีที่มีผู้โต้แย้งไม่เห็นด้วยกับการตัดสิทธิพ่อแม่ที่ถูกลูกนำชื่อไปใช้หักลดหย่อนภาษี ทำให้พ่อแม่หลุดจากสิทธิบัตรสวัสดิการแห่งรัฐนั้น ถือเป็นหนึ่งในเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังคิดว่าเหมาะสม

“ถือว่าพ่อแม่กลุ่มนี้มีลูกดูแลอยู่แล้ว ซึ่งโครงการนี้ต้องการช่วยคนที่มีรายได้น้อยอย่างแท้จริง ลำบากที่สุด และไม่มีผู้ดูแลจริง ๆ ก่อน โดยการลงทะเบียนรอบใหม่มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบแล้ว หลังจากประกาศผล ผู้ที่ไม่เห็นด้วยสามารถร้องเรียนเข้ามาหรือยื่นอุทธรณ์ได้”

“โฆษกคลัง” ยืนยันว่าขณะนี้อยู่ในช่วงวิกฤตและมีพื้นที่ทางการคลังจำกัด ดังนั้น จึงต้องคัดกรองผู้ที่ยากจนจริง ๆโดยคัด “คนอยากจน” ออกจาก “คนยากจน”

“การเมือง” ถอยปีหน้าว่ากันใหม่

อย่างไรก็ตามหลังมีเสียงคัดค้านจากบรรดามนุษย์เงินเดือน ตลอดจนฝ่ายค้านที่ออกมาจี้ให้ยกเลิกเกณฑ์ดังกล่าว สุดท้าย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย สั่งการให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ทบทวนเกณฑ์ตัดสิทธิการลดหย่อนภาษี

คาดว่าคณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานรากและสังคม จะประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนเกณฑ์ดังกล่าวในวันที่ 11 มิ.ย.นี้ ก่อนเสนอ ครม.พิจารณาในวันที่ 16 มิ.ย.ต่อไป

“เอกนิติ” ระบุว่า ตามที่นายกฯสั่งการให้ทบทวน โดยสั่งให้กระทรวงการคลังนำเข้าพิจารณาในคณะกรรมการประชารัฐฯ เพื่อทบทวนสิทธิข้อนี้ โดยคำนึงถึงเสียงของสังคมและเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน

“วันนี้เกณฑ์ในข้อนี้มันได้มีการลดหย่อนภาษีไปแล้ว เพราะอาจเกิดความไม่เป็นธรรมจากปีที่แล้วที่ลูกได้ลดหย่อนภาษีแล้ว พ่อถูกตัดสิทธิ ซึ่งส่วนนี้คิดว่าอาจไม่ได้ใช้ในปีนี้ เพราะได้ดำเนินการผ่านแล้ว สำหรับปีหน้าคงต้องทบทวนกันใหม่ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

เปิดข้อมูลไม่จนจริงแต่มีบัตร

ข้อมูลที่น่าสนใจจาก “ศาสตราจารย์ ดร.อธิภัทร มุทิตาเจริญ” อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในยุคก่อนการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ที่ระบุว่าปัจจุบันประเทศไทยมีคนจนประมาณ 4.4 ล้านคน แต่มีผู้ได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐถึง 14.6 ล้านคน ขณะที่คนจนจริงอีกประมาณ 2.7 ล้านคนยังไม่ได้รับสิทธิ

หากยึดตามข้อมูลดังกล่าว สะท้อนว่าตัวเลขผู้ถือบัตรคนจนที่ถูกมองว่า “ไม่จนจริง” อาจจะมีถึงเกือบ 10 ล้านคนเลยทีเดียว

“ศาตราจารย์ ดร.อธิภัทร” โพสต์เฟซบุ๊กระบุว่า การที่รัฐบาลถอยเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่รัฐยังมี “โจทย์ใหญ่” ในเรื่องบัตรคนจนที่ต้องดำเนินการต่อไป

“บทเรียนจากเรื่องนี้ ผมไม่อยากให้สังคมจดจำเพียงว่ารัฐยอมถอยเพราะกระแสคัดค้าน แต่อยากให้เราใช้โอกาสนี้ตั้งคำถามที่สำคัญกว่า ว่าเราจะออกแบบระบบคัดกรองสวัสดิการอย่างไรให้แม่นยำ เป็นธรรม และคำนึงถึงต้นทุนที่ประชาชนต้องแบกรับไปพร้อมกัน”