สัมพันธ์ ‘ไทย-เวียดนาม’ ดันการค้า 5 หมื่นล้านเหรียญ
เป็นครั้งแรก “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ในการเยือนสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมการประชุม ASEAN Future Forum (AFF) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569
โดย “อนุทิน” ขนทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเต็มคณะ นำโดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกฯ และ รมว.คลัง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ “สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว” รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ “วราวุธ ศิลปอาชา” รมว.อุตสาหกรรม “สุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล” รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา “ภราดร ปริศนานันทกุล” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการภาครัฐที่เกี่ยวข้อง พ่วงนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในเวียดนามมากกว่า 10 บริษัท
ในด้านความมั่นคง มี “พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ” รมว.กลาโหม นำทีมผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการทหารเรือ ทำให้การเยือนครั้งนี้มีนัยยะทั้งทางเศรษฐกิจ การเมือง และความมั่นคงของภูมิภาค
ดันการค้า 2.5 หมื่นล้านเหรียญ
ทั้งนี้ “อนุทิน” ได้หารือกับนายเล มิญ ฮึง (H.E. Mr.Le Minh Hung) นายกรัฐมนตรีเวียดนาม แบบเต็มคณะ โดยทั้งสองฝ่ายหารือใน 5 ประเด็น 1.ในด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องถึงความสำคัญในการใช้กลไกความร่วมมือทวิภาคีที่มีอยู่
2.กระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุนโดยต่างมุ่งหมายที่จะผลักดันมูลค่าการค้าของทั้งสองประเทศให้ทะลุ 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐ พร้อมมุ่งยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ และยุทธศาสตร์ Three Connects
ได้แก่ การเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน เศรษฐกิจท้องถิ่น และยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน ให้ใกล้ชิดและลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยใช้ประโยชน์จากศักยภาพของทั้งสองประเทศ
รวมถึงส่งเสริมการเชื่อมโยงด้านการขนส่ง โลจิสติกส์ การบิน และการท่องเที่ยว การวิจัยและพัฒนาเส้นทางการขนส่งทางบกและทางน้ำชายฝั่งที่เชื่อมโยงสองประเทศและอนุภูมิภาคแม่น้ำโขง
3.ส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับประชาชนต่อประชาชน โดยประชาชนของทั้งสองประเทศต่างชื่นชอบในวัฒนธรรมรวมถึงอาหารซึ่งกันและกัน
4.ความร่วมมือด้านความมั่นคง ไทยและเวียดนามเห็นพ้องยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง ผ่านกลไกคณะกรรมการด้านความมั่นคง โดยมุ่งปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล
5.ความร่วมมือระดับภูมิภาค ส่งเสริมความเชื่อมโยงกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ทั้งการคมนาคม และความร่วมมือในลุ่มน้ำโขง รวมถึงร่วมกันสร้างความเข้มแข็งให้กับอาเซียน และสร้างอาเซียนให้มีความเป็นเอกภาพสามารถต่อรองในเวทีระดับโลกได้
นอกจากนี้ ยังมีข้อตกลงร่วมกันที่จะขยายความร่วมมือในด้านการเกษตรเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ปัญญาประดิษฐ์ การเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล เศรษฐกิจดิจิทัล เศรษฐกิจสีเขียว การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน และนวัตกรรม
ดันยุทธศาสตร์ Three Connects
“อนุทิน” ยังได้เข้าเยี่ยมคารวะนายโต เลิม (H.E. Mr.To Lam) เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม และประธานาธิบดีเวียดนาม ที่ทำเนียบประธานาธิบดีเวียดนาม เพื่อสานต่อความร่วมมือและติดตามผลการหารือระหว่างกัน ภายหลังการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อ 28 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยไทยเน้นย้ำความสำเร็จของการเยือนและความสัมพันธ์อันใกล้ชิดของผู้นำทั้งสองประเทศ
เร่งขับเคลื่อนความร่วมมือทวิภาคีและเป้าหมายการค้าร่วมกัน ทั้งสองฝ่ายยืนยันเจตนารมณ์ร่วมกันในการขับเคลื่อนหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านไทย-เวียดนาม พร้อมผลักดันยุทธศาสตร์ Three Connects และเป้าหมายการค้าระหว่างกันที่ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ก่อนขยายสู่ 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคต
ทั้งนี้ ไทยพร้อมสนับสนุนยุทธศาสตร์ Three Connects โดยเฉพาะความร่วมมือด้านเศรษฐกิจสีเขียวและการบรรลุเป้าหมาย Net Zero พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่ามูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะบรรลุ 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐได้ภายในปีนี้ และมีโอกาสขยายตัวถึง 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอนาคตอันใกล้
เสถียรภาพ คือ จุดแข็งอาเซียน
อนุทินยังได้กล่าวถ้อยแถลงต่อที่ ASEAN Future Forum ครั้งที่ 3 ภายใต้หัวข้อ “Shaping our Future Together : Peace, Prosperity, People-Centered” โดยกล่าวชื่นชมเวียดนามในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุม ASEAN Future Forum 2026 ซึ่งได้กลายเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคในช่วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ทั้งความแตกแยกทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงของรูปแบบการค้าโลก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งสะท้อนว่าระบบภูมิภาคและระบบโลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ระเบียบใหม่ โดยอาเซียนกำลังเผชิญทั้งความเสี่ยงและโอกาสสำคัญในเวลาเดียวกัน
ในสถานการณ์ที่หลายภูมิภาคของโลกเผชิญความผันผวน อาเซียนมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่มีเสถียรภาพมากที่สุดของโลก และเป็นจุดหมายสำคัญของการลงทุน การเติบโต และนวัตกรรมในอนาคต โดยสิ่งที่จะกำหนดอนาคตดังกล่าวคือการตัดสินใจร่วมกันของประเทศสมาชิกในวันนี้
ทั้งนี้ อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากจุดแข็งเชิงยุทธศาสตร์ที่มีมาอย่างยาวนาน โดยยึดมั่นหลักการผสานผลประโยชน์ของชาติและผลประโยชน์ของภูมิภาค เพื่อรักษาความเป็นแกนกลางของอาเซียน (ASEAN Centrality) ในการส่งเสริมสันติภาพ ความมั่นคง การสร้างความไว้วางใจ และการเปิดพื้นที่สำหรับความร่วมมือกับทุกฝ่ายท่ามกลางโลกที่มีความแตกแยกมากขึ้น
อนุทินยังย้ำว่า “ความยืดหยุ่น” หรือ Resilience จะเป็นรากฐานสำคัญของความมั่งคั่งในอนาคตของอาเซียน โดยต้องเร่งส่งเสริมการบูรณาการทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงในทุกมิติ ทั้งด้านกายภาพและดิจิทัล พร้อมแสดงความยินดีที่อาเซียนมีเป้าหมายลงนามความตกลงกรอบเศรษฐกิจดิจิทัลอาเซียน (ASEAN Digital Economy Framework Agreement: DEFA) ภายในปีนี้ เพื่อปลดล็อกศักยภาพเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาค
เดินหน้าแลนด์บริดจ์
นายกรัฐมนตรียังระบุว่า ไทยยังผลักดันโครงการแลนด์บริดจ์ภาคใต้ของไทยในฐานะเส้นทางทางเลือกเพื่อเสริมความมั่นคงของห่วงโซ่อุปทานโลก ลดความเปราะบางจากจุดคอขวดด้านการคมนาคมทางทะเล รวมทั้งพร้อมสนับสนุนความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของภูมิภาค โดยไทยได้เสนอความพร้อมในการจัดหาเชื้อเพลิงอากาศยานแก่ประเทศสมาชิกอาเซียนจากกำลังการผลิตส่วนเกินที่มีอยู่
AFF เวียดนามเล่นบทบาทเชิงรุก
ทั้งนี้ การที่เวียดนามเป็นเจ้าภาพจัดฟอรั่มอนาคตอาเซียน (ASEAN Future Forum 2026 : AFF) ในระหว่างวันที่ 9-10 มิ.ย. ซึ่งเป็นโครงการของเวียดนามเกี่ยวกับอนาคตและทิศทางการพัฒนาของอาเซียน สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนจากผู้มีส่วนร่วมสู่การเป็นผู้กำหนดวาระสำคัญของกลุ่ม บทบาทเชิงรุกที่เพิ่มมากขึ้นของเวียดนามในการสร้างสรรค์แนวคิด ส่งเสริมความร่วมมือ และช่วยกำหนดลำดับวาระงานที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอาเซียน
รายงานจากสถานีวิทยุวอยซ์ออฟเวียดนาม นายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน กล่าวว่า เวทีนี้ได้สร้างชื่อเสียงและเอกลักษณ์อย่างค่อยเป็นค่อยไป ในฐานะช่องทางที่มีประโยชน์และเป็นรูปธรรมสำหรับการเจรจาเชิงนโยบาย ซึ่งมีส่วนช่วยในการกำหนดนโยบาย ความร่วมมือระดับภูมิภาค และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของบทบาทสำคัญของอาเซียนในโครงสร้างระดับภูมิภาค เขาอธิบายว่า เวทีนี้เป็นโครงการริเริ่มที่สำคัญของเวียดนามที่มุ่งส่งเสริมการทูตของอาเซียนทั้งในระดับภูมิภาคและระดับโลก
เลขาธิการอาเซียนยังระบุอีกว่า การตัดสินใจของเวียดนามที่จะเป็นเจ้าภาพจัดงานเป็นปีที่สามติดต่อกันในปี 2026 หลังจากความสำเร็จของการจัดงานในปี 2024 และ 2025 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้าของเวียดนามในการสร้างประชาคมอาเซียนและความพยายามในการปรับปรุงสถานะระหว่างประเทศของกลุ่มอาเซียน
หลังจากจัดมาสามครั้งติดต่อกัน เวที AFF กำลังสร้างตัวเองให้เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มการเจรจาเชิงกลยุทธ์ที่สำคัญของภูมิภาคอย่างมั่นคง ซึ่งหัวข้อของการประชุม AFF 2026 คือ “ร่วมกันสร้างอนาคตของเรา : สันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และการมุ่งเน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง” สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 และสะท้อนถึงวาระสำคัญของกลุ่มอาเซียนในด้านการเมือง-ความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคม-วัฒนธรรม
การประชุมนี้มุ่งหวังที่จะรวบรวมรัฐบาล นักวิชาการ ภาคธุรกิจ องค์กรระหว่างประเทศ และเยาวชน เพื่อหาแนวทางแก้ไขใหม่ๆ สำหรับการพัฒนาในอนาคตของภูมิภาค โดยมีผู้เข้าร่วมพิธีเปิด ได้แก่ นายเล มิญ ฮึง นายกรัฐมนตรีเวียดนาม นายสอนไซ สีพันดอน นายกรัฐมนตรีลาว นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย นายเคย์ ราลา ซานานา กุสเมา นายกรัฐมนตรีติมอร์-เลสเต นายเล ฮว่าย จุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเวียดนาม และนายเกา กิม ฮวน เลขาธิการอาเซียน
ชี้สร้างโอกาสให้ธุรกิจไทย
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทยได้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ทางการทูตสู่การยกระดับเศรษฐกิจ ผ่านยุทธศาสตร์ ThreeConnects โดยในมุมมองของเวียดนาม ไทยเป็น 1 ใน 10 นักลงทุนต่างชาติรายสำคัญของเวียดนาม ด้วยมูลค่าเงินลงทุนสะสมสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านดอลลาร์ กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ทั้งธุรกิจพลังงาน ค้าส่งค้าปลีก ภาคอุตสาหกรรม และบริการทางการเงินการธนาคารดังนั้น ยุทธศาสตร์ Three Connects จึงไม่เพียงมุ่งส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้เวียดนามดึงดูดเงินลงทุน เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทาน และยกระดับบทบาทของตนในเศรษฐกิจภูมิภาคผ่านความร่วมมือกับภาคธุรกิจไทยมากขึ้น
ขณะที่ในมุมมองของไทย Three Connects เปิดโอกาสให้ภาคธุรกิจไทยขยายการลงทุนในตลาดที่มีผู้บริโภคมากกว่า 100 ล้านคนและกำลังซื้อเติบโตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในอาเซียน ความเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจไทยไปลงทุนเพื่อเชื่อมโยงกับภาคการผลิตกับเวียดนามได้มากขึ้น และได้รับประโยชน์ผ่านผลตอบแทนของการลงทุน
ขณะที่ความเชื่อมโยงเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นจะช่วยเปิดตลาดใหม่ให้ผู้ประกอบการ SMEs ในระดับจังหวัดสามารถส่งออกสินค้าไปยังเวียดนาม ส่วนความเชื่อมโยงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวจะสร้างโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าไทย
แนะไทยเร่งยกระดับแข่งขัน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญอาจไม่ได้อยู่ที่ยุทธศาสตร์ Three Connects เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ว่าไทยจะรักษาความสามารถในการแข่งขันของตนเองได้อย่างไร ในช่วงเวลาที่เวียดนามใช้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ในการดึงดูดการลงทุนจากทั่วโลก
ดังนั้น ความท้าทายสำคัญของไทยอาจไม่ได้อยู่ที่การแข่งขันกับเวียดนามโดยตรง แต่อยู่ที่การเร่งแก้ไขข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ เพื่อให้ไทยสามารถเติบโตควบคู่ไปกับการขยายตัวของเวียดนามและเศรษฐกิจในภูมิภาคได้ โดยยังคงรักษาศักยภาพทางเศรษฐกิจและความน่าสนใจในสายตานักลงทุนโลก