ผุด “ออโต้ฮับ” 200 แห่งทั่วปท. “พาโก้” ทุ่ม 100 ล. ขยายตลาดแอร์รถยนต์
“พาโก้” แต่งตัวเข้า ตลท. ปีหน้าเทเพิ่มอีก 100 ล้านขยายโรงงานเพิ่มกำลังผลิตแตกไลน์สินค้า รับออร์เดอร์อุปกรณ์ทำความเย็นในรถทั้งใน ปท.และส่งออกพุ่ง ปั้น “พาโก้ ออโต้ฮับ” ยกระดับยี่ปั๊ว200 แห่งทั่วประเทศ
นายสมชาย เลิศขจรกิตติ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ จำกัด หรือพาโก้ (PACO) ผู้ผลิตคอนเดนเซอร์ ชิ้นส่วนและชุดทำความเย็นในรถยนต์ครบวงจร เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงแผนธุรกิจว่า บริษัทจะยื่นขอจดทดเบียนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในสิ้นปี 2563 นี้ เพื่อเตรียมระดมทุน ขยายธุรกิจรองรับ ตลาดที่กำลังเติบโตเพิ่มขึ้น และมีกลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง

หลังจากปี 2562 ที่ผ่านมา บริษัทได้ลงทุนมูลค่ากว่า 30 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังผลิต และรองรับความต้องการของลูกค้า ทำให้บริษัทมีกำลังผลิตอยู่ที่ 1.6-1.7 ล้านชิ้นต่อปี จากปัจจุบันที่มียอดขายอยู่ราว 1.2 ล้านชิ้นต่อปี และมีการเพิ่มระบบออโตเมชั่นเข้ามาในกระบวนการผลิตมากขึ้น
สินค้าส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อรองรับกับตลาดทดแทน หรืออาร์อีเอ็มเป็นหลัก ได้แก่ คอนเดเซอร์รถยนต์-รถบรรทุกที่มีมากกว่า 1,800 รุ่น, ชิ้นส่วนประกอบอะไหล่แอร์รถยนต์ ทั้งแผงระบายความร้อน คอยล์เย็น-ร้อน ตัวกรองน้ำยาแอร์ สายน้ำยาแอร์ ข้อต่อสายน้ำยาแอร์ ฯลฯ ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้ผลิตหลักในตลาดอาร์อีเอ็ม หรือคิดเป็นกว่า 99% ของรายได้บริษัท และอีก 1% ที่ผลิตให้กับตลาดโออีเอส หรือศูนย์บริการรถยนต์ต่าง ๆ
สำหรับเป้าหมายปีนี้ คาดว่าจะมีรายได้อยู่ราว 700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่ทำได้กว่า 600 ล้านบาท และพาโก้จะมีส่วนแบ่งตลาด 40% ในตลาดทดแทน (อาร์อีเอ็ม) สำหรับปัจจัยที่ทำให้เชื่อว่า ปีนี้ยอดขายของบริษัทจะเติบโตเพิ่มขึ้นนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดชิ้นส่วนความเย็นในรถยนต์นั้น มีการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี ประกอบกับสถานการณ์ในช่วงแพร่ระบาดโควิด ส่งผลให้ผู้ใช้รถตัดสินใจยืดระยะเวลาการใช้งานรถยนต์ออกไป ทำให้ต้องซ่อมและเลือกใช้อะไหล่ทดแทน บวกกับคุณภาพสินค้าของพาโก้ได้รับการยอมรับจากลูกค้าทั้งในประเทศต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ส่วนปี 2564 บริษัทยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มอีก 70-100 ล้านบาท เพื่อขยายโรงงานผลิตบนพื้นที่ 4 ไร่ ซึ่งจะเป็นการลงทุนเพื่อขยายต่อออกไปจากพื้นที่โรงงานเดิมอีก 4 ไร่ และจัดซื้อเครื่องจักรเข้ามา สำหรับการขยายกำลังผลิตในส่วนของคอยล์ร้อน-เย็นอีก 30,000 ตัวต่อปี เพื่อรองรับความต้องการทั้งในประเทศและส่งออก
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เดินหน้าขยายเครือข่ายการจัดจำหน่าย (ยี่ปั๊ว) ไปยังตัวแทนจำหน่ายหลัก ๆ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ซึ่งเป็นร้านอะไหล่ โดยมีการปรับปรุงหน้าร้านให้เป็น “พาโก้ ออโต้ฮับ” ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 75 แห่งทั่วประเทศ และปีหน้าจะเพิ่มเป็น 200 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป็นการช่วยเสริมสร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า และเพิ่มการรับรู้ สร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”
“จริง ๆ แล้วพาโก้ ตลาดหลักของเราอยู่ที่ตลาดอาฟเตอร์มาร์เก็ต ซึ่งเป็นตลาดชิ้นส่วนทดแทน ที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่มาก ๆ ส่วนตลาดโออีเอ็ม หรือผลิตเพื่อป้อนให้กับโรงงานรถยนต์ตรงนั้นเราแทบจะยังไม่ได้เข้าไปทำตลาด เนื่องจากมีผู้เล่นหลักซึ่งเป็นบริษัทข้ามชาติ แต่เราเองก็เข้าไปอยู่ในตลาดนี้ในส่วนของผู้ผลิต เทียร์ 2-3 เพื่อผลิตชิ้นส่วนให้รายใหญ่ หรือเทียร์ 1 นำไปประกอบหรืออย่างในศูนย์บริการของอีซูซุ ซึ่งได้มอบความไว้วางใจเลือกใช้สินค้าของพาโก้ ซึ่งเป็นการตอกย้ำคุณภาพได้เป็นอย่างดี”
นายสมชายยังกล่าวว่า นอกจากนี้ บริษัทยังเพิ่มโอกาสทางธุรกิจด้วยการแตกไลน์ หันไปผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องกับระบบความเย็นในรถยนต์ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะพัดลม, ไส้กรองแอร์, สวิตช์ต่าง ๆ ของวงจรภายใน ตัวตัดต่อความเย็น เพื่อให้พาโก้เป็นผู้ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ความเย็นในระยนต์ครบวงจร
“จากโนว์ฮาวที่เรามีอยู่ คือความชำนาญและความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว เรารู้ว่าชิ้นส่วนไหนต้องใช้แบบไหน อะไรดี แทนที่เราจะทำแต่คอยล์ร้อน-เย็น เราก็ค่อย ๆ แตกไลน์มาผลิตและนำเสนอชิ้นส่วนอื่นด้วย ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีจากตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศ”
ส่วนแผนการบุกตลาดส่งออกได้เข้าไปทำตลาดในกลุ่มประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียน ยุโรป ตะวันออกกลาง อเมริกาแล้ว ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ของการเข้าไปบุกยังตลาดใหม่ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศโซนอเมริกาใต้ รวมทั้งการมองหาฐานลูกค้าใหม่ ๆ เพิ่มมากขึ้น