บิ๊ก “โตโยต้า-นิสสัน-มิตซูบิชิ” ผลัดใบ เติมเชื้อไฟสมรภูมิอุตฯรถยนต์
รายงาน
ยังคงเป็นไปตามฤดูกาลสำหรับการสับเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำสูงสุดฝ่ายบริหารชาวญี่ปุ่นของบรรดาค่ายรถยนต์ต่าง ๆ
แต่การผลัดใบแต่ละครั้ง ก็มีนัยที่แฝงไว้ไม่น้อยทีเดียว
โดยเฉพาะตลาดรถยนต์ในประเทศไทย ที่หลายคนมองว่าเป็น “อู่ข้าวอู่น้ำ” ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก
จากการประเมินตัวเลขยอดขายรถยนต์ในปี 2564 แม้ว่ายังต้องเผชิญกับปัจจัยลบรอบด้านทั้งสถานการณ์โควิด เศรษฐกิจขาลง กำลังซื้อที่หดหาย
รวมทั้งความเข้มงวดของสถาบันการเงินในการปล่อยสินเชื่อ
แต่ทุกค่ายรถยนต์ยังมองบวก ประเมินว่ายอดขายปีนี้น่าจะอยู่ราว 850,000 คัน
หรือหากสถานการณ์ดีหน่อยอาจจะกระโดดไปถึง 900,000 คันได้ไม่ยาก
แน่นอนว่าปีนี้จะเป็นปีแห่งการก่อร่างสร้างยอดขายอีกครั้ง แม้จะยังไม่กลับไปดีเหมือนช่วง 2-3 ปีก่อนหน้า
แต่ก็เชื่อว่าดีกว่าปีที่แล้วแน่นอน
เริ่มกันที่ค่ายบิ๊กเบิ้มอย่างโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ตามรอบของฤดูกาลเปลี่ยนแปลงจะแตกต่างจากบรรดาค่ายรถยนต์เพื่อนร่วมชาติ
ที่ส่วนใหญ่จะเลือกเปลี่ยนตามปีงบประมาณ (มีนาคม) ซึ่งถือเป็นเดือนสุดท้ายของปี
โดยโตโยต้าใช้เดือนธันวาคมตามรอบปีปฏิทินส่งสัญญาณให้ทีมงานได้เตรียมตัวก่อนดีเดย์ 1 มกราคม 2564 เพื่อให้การกลับมาเริ่มงานปีใหม่ไร้รอยต่อ
โดยเมื่อวันที่ 9 ธ.ค. 2563 ที่ผ่านมา หลังจาก บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ได้ประกาศปรับโครงสร้างบริหารงานทั่วโลก
โดยโตโยต้าประเทศไทยได้ ส่ง “โนริอากิ ยามาชิตะ” มารับหน้าเสื่อนั่งประธานแทน “นิจิโนบุ ซึงาตะ” มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2564
แม้การเข้ามารับตำแหน่งในบ้านจะผ่านมาระยะหนึ่ง แต่นายยามาชิตะยังไม่มีโอกาสได้พบปะหน้าสื่อ มีเพียงการแสดงวิสัยทัศน์และประเมินตลาดผ่านออนไลน์เมื่อช่วงเข้ามารับตำแหน่งใหม่ ๆ
ที่สำคัญยังไม่มีคำตอบกับประเด็นการพลาดท่าเสียตำแหน่งผู้นำรถยนต์นั่งและผู้นำรถปิกอัพให้คู่แข่งสำคัญอย่างฮอนด้าและอีซูซุ
มีเพียงตำแหน่งผู้นำยอดขายสูงสุดหรือตลาดรวมเท่านั้น
ดังนั้น การมาใหม่ของนายยามาชิตะจึงเป็นที่เฝ้ามองว่า โตโยต้าจะพลิกฟื้นเกมรุกตลาดอย่างไร
ท่ามกลางวิกฤตที่ยังไม่จบไปง่าย ๆ
วันที่ 23 มี.ค. 2564 จะเป็นครั้งแรกที่นายใหญ่ยามาชิตะจะถือโอกาสเปิดตัวเองอย่างเป็นทางการบนเวทีบางกอกมอเตอร์โชว์
ข้ามฟากมาที่ ค่ายนิสสัน ช่วงที่ผ่านมาต้องบอกว่ามีทั้งศึกในและศึกนอก
ศึกในก็คือการต่อสู้กันระหว่างบริษัทแม่กับดีลเลอร์
ส่วนศึกนอกก็เป็นที่รู้ว่าต้องเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงกับทุกแบรนด์
หนำซ้ำที่ผ่านมาก็ต้องยอมรับว่า นิสสันเลือกจังหวะเวลาในการเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ไม่ดีเอาเสียเลย
ทำให้ทั้งนิสสัน ลีฟ และคิกส์ รวมถึงปิกอัพนาวาราบิ๊กไมเนอร์เชนจ์ ไม่ซักเซสเท่าที่ควร
ตัวเลขที่พอเชิดหน้าชูตา ก็มีเพียงอีโคคาร์ขายดี นิสสันอัลเมร่า
ยิ่งระยะหลังกลับมีข่าวลือหนาหูขึ้นเรื่อย ๆ ว่า นิสสันจะมีการปรับลดสเกลขององค์กร รวมถึงข่าวลือเกี่ยวกับประธานบริษัท
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 5 มี.ค. นิสสัน มอเตอร์ (ประเทศไทย) ประกาศปรับเปลี่ยนตำแหน่งบริหาร หลังจาก นายราเมช นาราสิมัน ประธานนิสสันประเทศไทย ชาวอินเดียได้ตัดสินใจลาออก
โดยให้เหตุผลว่า เพื่อมองหาความท้าทายใหม่ ๆ
ส่วนนายคนใหม่ที่มาแทน “ราเมช” ได้แก่ นายอิซาโอะ เซคิกุจิ รองประธานสายงานการตลาด และการขาย นิสสัน ภูมิภาคอาเซียน และประธานกรรมการบริหาร นิสสัน อินโดนีเซีย
โดยให้เข้ามารับตำแหน่งประธาน นิสสัน ประเทศไทย เพิ่มเติม
ประเด็นนี้แม้จะยังไม่มีการวิเคราะห์กันอย่างละเอียด
แต่เสียงสะท้อนจากเหล่าดีลเลอร์ก็มองว่า
บริษัทแม่ที่ญี่ปุ่นเลือกที่จะดึงศูนย์รวมการกลับมาไว้กับทีมบริหารฝ่ายญี่ปุ่น
หลังจากก่อนหน้านี้ปล่อยให้ทีมบริหารจากฝั่งเรโนลต์เข้ามามีบทบาท แต่งตั้งผู้บริหารที่ไม่ใช่สายเลือดซามูไรมาดูแลประเทศไทยถึง 2 คน
การแต่งตั้งนายอิซาโอะ น่าจะเพราะคุ้นเคยกับตลาดในภูมิภาคนี้ รวมทั้งวัฒนธรรมของคนเอเชีย น่าจะช่วยทำให้องค์กรสามารถขยับกลับมาทำงานร่วมกับผู้แทนจำหน่าย นำเสนอสินค้าได้ตรงใจผู้บริโภค ที่สำคัญ น่าจะทำให้นิสสันไทยแลนด์วิ่งได้อย่างแข็งแรงมากขึ้น
และเพิ่งสด ๆ ร้อน ๆ กับ ค่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์
หลัง มิตซูบิชิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ตัดสินใจโยก โมริคาซุ ชกกิ จาก ค่ายอีซูซุ ให้มาคุม ค่ายมิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย เมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา
ล่าสุดได้ประกาศแต่งตั้ง นายเออิอิชิ โคอิโตะ ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่
ส่วนนายโมริคาซุ ชกกิ นั้น ด้วยประสบการณ์และฝีมือ และน่าจะเป็นบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นเพียงรายเดียวที่ผลดำเนินการปี 2563 ยังมีตัวเลขเติบโต
ตรงนี้มั้ง จึงยังได้รับความวางใจจากบริษัทแม่ให้นั่งในตำแหน่งประธานคณะกรรมการบริษัท
โดยทั้งสองตำแหน่งจะมีผลอย่างเป็นทางการตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2564 นี้
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากทั้ง 3 ค่ายทำให้ตลาดรถยนต์ที่เงียบเหงาแบบไม่เคยมีมาก่อน
กำลังจะเป็นในหนึ่งสมรภูมิการแข่งขันที่หลายคนไม่กล้ากะพริบตา