ประเพณีลอยกระทงปี 2565 จะถือเป็นครั้งแรกในรอบ 3 ปี ที่ชาวไทยจะได้เฉลิมฉลองประเพณีลอยกระทง แบบเกือบไร้มาตรการยับยั้งโควิด-19 คาด มีประชาชนออกไปลอยกระทงกันเป็นจำนวนมากกว่าปี 2564 ซึ่งยังถือว่าเงียบเหงา
รัฐบาลคาดการณ์ว่า จะมีประชาชนออกไปร่วมงานเป็นจำนวนมากกว่าปีที่แล้ว เพราะสถานการณ์โควิดคลี่คลายลงไปมาก โดย น.ส. ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรียินดีที่ปีนี้ประชาชนจะได้กลับมาร่วมกันสืบสานประเพณีสำคัญของประเทศ และมีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและกิจกรรมทางเศรษฐกิจ
มาตรการที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำ ภายใต้แนวคิด “ลอยกระทงวิถีใหม่ สืบสานประเพณีไทย สู่ความยั่งยืน” มีดังนี้
ที่มาของภาพ, Getty Images
- ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 เว้นระยะห่าง สวมหน้ากากอนามัย หมั่นล้างมือ และเฝ้าระวังตนเองก่อนร่วมงาน และหลังกร่วมงาน 3-5 วัน ไม่จำหน่ายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในสถานที่จัดงาน งดเล่นดอกไม้ไฟ พลุ ประทัด โคมลอย และยิงปืนขึ้นฟ้า
- จัดงานและกิจกรรมที่สื่อให้เห็นคุณค่า สาระประเพณีลอยกระทง ที่สะท้อนความเชื่อที่สืบทอดกันมา เช่น แสดงความกตัญญู สำนึกคุณของน้ำในการดำรงชีวิต ขอขมาที่ทำให้แหล่งน้ำไม่สะอาด บูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ หรือลอยเพื่อสะเดาะเคราะห์ เป็นต้น
- ต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ โดยการใช้ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น วัสดุธรรมชาติที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และร่วมกันลดขยะด้วยการลอยกระทงร่วมกัน 1 ครอบครัว 1 กระทง หรือ 1 คู่รัก 1 กระทง
อ่านรายละเอียดมาตรการจัดงานปี 2565 ฉบับเต็มได้ทางนี้
“วิถีใหม่” ของประเพณีเก่า
การลอยกระทงแบบ “วิถีใหม่” ตามแนวทางของ พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา เริ่มเมื่อปี 2564 ภายใต้แนวทางและมาตรการการจัดประเพณีลอยกระทงที่นายกฯ พูดถึงว่าผู้จัดต้องมีมาตรการ เช่น คัดกรองผู้เข้าร่วมงาน จัดพื้นที่เว้นระยะห่างทางสังคม ทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสก่อนและหลังการจัดงาน และทุกคนจะต้องสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาเข้าร่วมงาน ขณะเดียวกัน ต้องคำนึงถึงมาตรการด้านความปลอดภัยภายในงาน โดยห้ามปล่อยโคมลอย งดเล่นดอกไม้เพลิง พลุ ประทัด และรณรงค์ลอยกระทงปลอดเหล้า เพี่อให้ความมั่นใจกับประชาชนที่มาร่วมงาน
นับเป็นอีกครั้งที่ประเพณีเก่าแก่ดั้งเดิมของไทยต้องปรับสู่ “วิถีใหม่” เพื่อให้เข้ากับบริบทสังคมและสถานการณ์ในแต่ละปี ซึ่ง ผศ.คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง อาจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เคยให้ความเห็นเมื่อปี 2564 ว่า การปรับตัวของประเพณีต่าง ๆ รวมถึงประเพณีลอยกระทงเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้
ไม่เพียงแต่การปรับตัวตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อมในแต่ละช่วง หากยังปรับเปลี่ยนไปตามความคิดต่อ “ความเป็นไทย” ที่เปลี่ยนไปด้วย
ผศ.คมกฤช อธิบายว่า ทุก ๆ ประเพณีใหญ่ของไทยมีการเปลี่ยนแปลงมาตลอด ตามเงื่อนไขและบริบทในช่วงเวลานั้น อย่างกรณีของประเพณีสงกรานต์ ที่แต่เดิมการสาดน้ำไม่ได้เป็นแกนหลักของประเพณี แต่ในยุคปัจจุบันความสนุกสนานจากการสาดน้ำกลับถูกให้ความสำคัญมากที่สุด
ที่มาของภาพ, Thai News Pix
สำหรับประเพณีลอยกระทงที่หลายคนอาจไม่ได้ให้ความสำคัญเพราะไม่ได้ยึดโยงกับความเชื่อเรื่องพระแม่คงคา อีกหลายคนเลือกที่จะไม่ลอยกระทงเพราะไม่อยากเพิ่มขยะในแม่น้ำลำคลอง หรือในยุคโรคระบาดที่ผู้คนหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่มีผู้คนพลุกพล่าน แต่ ผศ.คมกริชก็เชื่อว่าลอยกระทงจะไม่หายไปง่าย ๆ เพราะเศรษฐกิจที่ต้องอาศัยการท่องเที่ยวจะสนับสนุนให้เทศกาลงานประเพณีหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป แต่ด้วยรูปแบบและจุดประสงค์ที่เปลี่ยนไป
“การปรับเป็นเรื่องบันเทิงเลย ก็อาจจะสูญเสียคุณค่าบางอย่างต่อชุมชน บางประเพณีมีคุณค่าในมิติจิตใจชุมชน แต่ไม่ใช่ทำไม่ได้ สุดท้ายต้องหาจุดลงตัวของการแสวงหาคุณค่าที่แท้จรองของประเพณี กับเรื่องของความบันเทิง”
“ประเพณีไม่หายไปหรอกแต่มันเปลี่ยน” นักวิชาการผู้สังเกตการณ์ความเปลี่ยนแปลงของวัฒนธรรมประเพณีไทยกล่าว
ประวัติวันลอยกระทง
หนังสือเรื่องลอยกระทงที่จัดพิมพ์โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ให้ข้อมูลว่า ลอยกระทงเป็นพิธีเพื่อขอขมาต่อธรรมชาติ ซึ่งมีความเกี่ยวเนื่องกับ “ผี” โดยไม่ได้มีหลักฐานชัดเจนว่าเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่เมื่อไร
เมื่อชีวิตผู้คนต่างอยู่รอดโดยพึ่งพาน้ำและดินมาแต่อดีต ดังนั้นผีน้ำและผีดิน ซึ่งต่อมาถูกเรียกว่า “แม่พระคงคา”และ “แม่พระธรณี” จึงได้รับการจัดพิธีขอขมาจากชาวบ้านที่อาจล่วงเกินไปเมื่อใกล้สิ้นสุดปีนั้น ๆ ทำให้วันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ กลางเดือน 12 ซึ่งเป็นช่วงที่น้ำขึ้นสูงสุด และถือเป็นการสิ้นสุดปีนักษัตรเก่า ถูกเลือกเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด
ต่อมาเมื่อดินแดนแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เริ่มรับอิทธิพลของศาสนาพุทธ-พราหณ์มาจากอินเดียเมื่อราว 2,000 ปีก่อน เอกกสารของลาลูแบร์ จึงมีการบันทึกไว้ถึงความหมายที่เปลี่ยนไปของการลอยกระทงที่เกิดขึ้นในราชสำนักของกรุงศรีอยุธยา ซึ่งให้ความหมายถึงการบูชาพระพุทธเจ้าและเทวดา แต่สำหรับชาวบ้านนั้นก็ยังคงปฏิบัติเช่นเดิม
ที่มาของภาพ, Getty Images
จุดกำเนิดกระทงใบตอง
นักประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่ากระทงใบตองที่นำมาใช้ในพิธีลอยกระทงนั้น มีที่มาจากหนังสือเรื่องนางนพมาศหรือตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ที่เชื่อว่ามีผู้แต่งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 2-3
หนังสือเล่มนี้กล่าวถึงนางนพมาศ สนมเอกของพระร่วง ที่ได้ประดิษฐ์กระทงใบตองเป็นรูปดอกบัวโกมุท เพราะมีความพิเศษที่บานในเวลากลางคืนเพียงปีละครั้ง จึงสมควรทำเป็นกระทงสักการะพระพุทธเจ้า พระร่วงพอพระราชหฤทัยอย่างมากจึงมีพระราชดำรัสให้กษัตริย์สยามดำเนินพิธีกรรมนี้สืบไป โดยให้ทำโคมลอยเป็นรูปกระทง
อย่างไรก็ตามตามหลักฐานประเพณีที่ลอยกระทงด้วยใบตองในช่วงแรกมีเพียงในราชสำนักเท่านั้น ก่อนจะขยายมาสู่คนทั่วไป และจากนั้นประเพณีลอยกระทงก็เปลี่ยนแปลงไปตามสมัยนิยม เช่น มีการจุดพลุและดอกไม้ไฟ การประกวดนางนพมาศ และการประดิษฐ์กระทงจากวัสดุที่หลากหลายไม่ใช่แค่กระทงใบตอง
ที่มาของภาพ, Getty Images
“ขยะกระทง”
ระยะหลัง สิ่งที่ถูกพูดและได้รับความสนใจค่อนข้างมากของประเพณีลอยกระทงคือจำนวนกระทงที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดเก็บได้ในเช้าวันรุ่งขึ้น
กทม. เปิดเผยปริมาณกระทงที่ถูกจัดเก็บภายหลังงานประเพณีย้อนหลังช่วง 7 ปีที่ผ่านมา พบว่า มีปริมาณลดลงตามลำดับ จากเหตุที่ประชาชนมีความตระหนักเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยเฉพาะในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบกระทงที่ทำจากโฟมลดลงเหลือไม่ถึง 20,000 ใบ
โดยก่อนหน้านั้นช่วงปี 2555-2561 จะมีการจัดเก็บกว่า ปีละ 800,000-900,000 ชิ้น ซึ่งในนั้นมีตัวเลขกระทงที่ทำจากโฟมอยู่ระหว่าง 40,000-131,000 ชิ้น
ประเพณีลอยกระทงไม่ได้มีแค่ที่ไทย
เชื่อกันว่าประเพณีลอยกระทงเป็นพิธีกรรมร่วมกันของผู้คนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีต
ในพม่ามีเรื่องเล่าว่า ครั้งพระเจ้าอโศกจะสร้างเจดีย์แต่ก็มีพญามารขัดขวาง จึงขอให้พระอรหันต์องค์หนึ่งช่วย ต่อมาพระยานาคเมืองบาดาลเข้าช่วยเหลือ สำหรับชาวพม่า พิธีลอยกระทงจึงถือเป็นการบูชาคุณพญานาค
ลาวเป็นอีกประเทศหนึ่งที่จัดประเพณี “ไหลเฮือไฟ” หรือลอยกระทงแบบลาวเป็นประจำทุกปี เนื่องจากชาวลาวมีวิถีชีวิตเกี่ยวเนื่องกับแม่น้ำสำคัญอย่างแม่น้ำโขง จนเป็นที่มาของประเพณีต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับน้ำ
ส่วนที่กัมพูชามีการจัดงานลอยกระทงถึง 2 ครั้งต่อปี ซึ่งเป็นเทศกาลรื่นเริงที่มีการแข่งเรือยาวและการแสดงพลุบริเวณทะเลสาบโตนเลสาบ
ประเทศอื่นในเอเชียอย่างอินเดียและจีนก็มีประเพณีที่คล้ายการลอยกระทงเช่นกัน ซึ่งมีที่มาและความเชื่อที่ต่างกันไป แต่โดยส่วนใหญ่ก็เพื่อขอขมา และขอพรให้เทพเจ้าช่วยปกป้องคุ้มครอง
……
ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว