ประท้วงจีน : พลังรุ่นใหม่ในจีนขับเคลื่อนการชุมนุม “ผลักอุดมการณ์ แต่ไม่เสี่ยงแตกหัก”

 

ม็อบ

Getty Images

 

ช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เหล่าคนรุ่นใหม่ในจีนได้ลุกฮือ ต่อต้านนโยบายโควิดเป็นศูนย์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง สำหรับคนรุ่นใหม่หลายคน นี่คือการเข้าร่วมการชุมนุมสาธารณะเป็นครั้งแรกในชีวิต

เหล่าผู้ชุมนุมเรียกร้องให้ยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ ที่รัฐบาลจีนบังคับใช้มาเกือบ 3 ปี

Advertisment

ในนครเซี่ยงไฮ้ ผู้ประท้วงรวมตัวกันอย่างเงียบ ๆ ในช่วงแรก เพื่อไว้อาลัยให้แก่ผู้สูญเสียในเหตุเพลิงไหม้อะพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเมืองอุรุมซี เขตปกครองตนเองซินเจียงอุยกูร์ หลายคนเชื่อว่ามาตรการควบคุมโควิดที่เข้มงวด เป็นสาเหตุให้ผู้คนหนีออกจากอาคารไม่ได้ 24 พ.ย. ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 10 คน

ผู้ประท้วงชูกระดาษเปล่า ซึ่งเป็นการแสดงเชิงสัญลักษณ์ถึงเสรีภาพการแสดงออกที่ถูกลิดรอน พร้อมยืนสงบนิ่ง ท่ามกลางการตึงกำลังอย่างแน่นหนาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ก่อนที่ใครบางคนจะตะโกนออกมาว่า “เสรีภาพ เราต้องการเสรีภาพ เลิกล็อกดาวน์”

ยิ่งมืด มวลชนยิ่งมากขึ้น ๆ กระทั่งเวลา 03.00 น. ของวันอาทิตย์ (27 พ.ย.) ผู้ประท้วงเริ่มตะโกนว่า “สี จิ้นผิง ลาออกไป”

Advertisment

หนึ่งในผู้เข้าร่วมชุมนุมวัย 20 ปีต้น ๆ กล่าวว่า เขาวิ่งไปที่ถนน หลังจากได้ยินเสียงมวลชนจากห้องของเขา

“ผมเคยเห็นผู้คนโกรธเกรี้ยวในโลกออนไลน์ แต่ไม่มีใครออกมายืนประท้วงบนท้องถนนเลย” เขากล่าวกับบีบีซี

เขาหยิบกล้องบันทึกภาพเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ที่เห็นตรงหน้า

“ผมเห็นคนหลากหลายเลย ทั้งตำรวจ นักเรียน คนเฒ่าคนแก่ ชาวต่างชาติ พวกเขามีความเห็นที่แตกต่างหลากหลาย แต่อย่างน้อยพวกเขาก็สามารถพูดมันออกมาได้”

“การชุมนุมครั้งนี้มีความหมาย ผมรู้สึกว่านี่เป็นความทรงจำอันล้ำค่าสำหรับผม”

หญิงสาวอีกคนที่อยู่รอบนอกของการชุมนุม บอกว่า มันเป็นช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นเร้าใจ ทว่าก็เปราะบาง

“ฉันไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนตลอดชีวิตในประเทศจีนของฉัน” เธอกล่าวกับบีบีซี

“รู้สึกเหมือนถูกปลดปล่อย ในที่สุดเราก็มารวมตัวกันได้ มารวมตัวกันเพื่อพูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดมาตั้งนานแล้ว”

เธอกล่าวต่อไปว่า นโยบายโควิดเป็นศูนย์ได้ขโมยปีที่ดีที่สุดในชีวิตของพวกเธอไป  คนรุ่นเธอต้องสูญเสียรายได้ การใช้ชีวิต โอกาสทางการศึกษา และออกไปท่องเที่ยว ต้องติดอยู่กับการล็อกดาวน์หลายเดือนและหลายครั้ง ต้องแยกจากครอบครัว ถูกเลื่อนหรือยกเลิกแผนการต่าง ๆ ในชีวิตที่ตระเตรียมไว้

พวกเขารู้สึก “โกรธ เศร้า และทำอะไรไม่ได้ ในรัฐแห่งขุมนรก”

ข้อเรียกร้องทำนองเดียวกันนี้ ยังเกิดขึ้นในหลายเมืองใหญ่ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่เว้นกระทั่งมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศอย่างชิงหวา ในกรุงปักกิ่ง

คลิปวิดีโอที่กลายเป็นไวรัลในโลกออนไลน์เผยให้เห็นภาพของเด็กสาวคนหนึ่งขณะพูดปราศรัยอย่างรวดเร็วผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยทีท่าหวาดกลัว บางครั้งเสียงเธอแตกพร่า และมีน้ำตานองหน้าเธอด้วย ทว่ามวลชนต่างพากันให้กำลังใจโดยตะโกนว่า “อย่ากลัว พูดต่อไป”

“ถ้าเราไม่พูด เพียงเพราะเรากลัวเสียชื่อเสียง ฉันคิดว่าผู้คนคงผิดหวังในตัวเรา” เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง และว่า “ในฐานะนักศึกษาของมหาวิทยาลัยชิงหวา ฉันคงต้องเสียใจตลอดไป”

ชาญฉลาด หรือ ไร้เดียงสา

บรรดาผู้สังเกตการณ์การเมืองซึ่งเป็นผู้อาวุโสกว่า มองการชุมนุมทางการเมืองที่เกิดขึ้นว่า เป็นภาพที่ไม่ได้เห็นมานานหลายนับทศวรรษแล้ว และปลุกความทรงจำสมัยการชุมนุมต่อต้านรัฐบาลของเหล่านักศึกษาที่จัตุรัสเทียนอันเหมิน เมื่อปี 1989

บางส่วนให้ความเห็นว่า ความกระตือรือร้นของคนรุ่นใหม่เกิดจากการที่พวกเขาไม่รู้ว่าประท้วงในครั้งนั้น จบลงด้วยการปราบปรามอย่างรุนแรง จนกลายเป็นเหตุนองเลือด

“ส่วนผสมระหว่างอุดมคติของคนรุ่นเยาว์ การปราศจากความกลัวเพราะไม่มีภาระความทรงจำอันเจ็บปวด ทำให้คนหนุ่มสาวออกไปบนท้องถนนและเรียกร้องสิทธิของพวกเขา” ยาคิว หวัง นักวิจัยของฮิวแมน ไรท์ วอทช์ จีน กล่าว

นักศึกษา

Reuters
นักศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศจีนร่วมประท้วงด้วย เมื่อ 27 พ.ย.

 

บางส่วนโต้แย้งว่า การชุมนุมจะเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นเท่านั้น โดย เหวิน-ทิ ซุง จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กล่าวว่า เยาวชนเข้าใจดีว่าพวกเขาจะปรับตัวให้เข้ากับระบบและกฎเกณฑ์ของรัฐบาลจีนได้อย่างไร

เขายังทึ่งใน “ยุทธวิธีอันชาญฉลาด” ของผู้ประท้วงรุ่นเยาว์ในปัจจุบัน พร้อมระบุว่าคนรุ่นนี้ถือเป็น “คนรุ่นที่มีการศึกษาดีที่สุดของจีนเท่าที่เคยเห็นมา”

“พวกเขารู้ว่าเส้นตายอยู่ตรงไหน พวกเขาพยายามผลักข้อเรียกร้อง แต่ไม่ถึงขั้นแตกหัก” เขากล่าว

ในขณะที่ผู้ประท้วงในเซี่ยงไฮ้ตะโกนเรียกร้องให้ถอดถอนประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ออกจากตำแหน่ง แต่ในพื้นที่ชุมนุมอื่น ๆ ผู้ประท้วงกลับพยายามจำกัดข้อเรียกร้องของตัวเอง  เพราะเกรงจะกลายเป็นเรื่องทางการเมืองมากเกินไป

กระดาษเปล่า ไม่มีการขีดเขียนใด ๆ จึงกลายเป็นสัญลักษณ์การประท้วงในจีน

เมื่อตำรวจสั่งให้ยุติการแสดงออก พวกเขาก็จะตอบโต้ด้วยการร้องขอมาตรการที่เข้มงวดขึ้นไปอีก

“ดูสิครับว่าพวกเขาใช้ความระมัดระวังขนาดไหนในการเคลื่อนไหว เพื่อลดข้อกล่าวหาที่รัฐบาลจีนจะเอาผิดพวกเขาได้” นายซุงกล่าว

ผู้ประท้วงยังระแวดระวังเสียงวิจารณ์ต่าง ๆ ที่จะทำลายข้อความที่พวกเขาต้องการสื่อสาร

อย่างในกรุงปักกิ่ง เมื่อชายคนหนึ่งเตือนว่ามี “อิทธิพลจากต่างชาติ” เข้าแทรกแซงการชุมนุม เขาก็ถูกคนอื่น ๆ รุมเย้ยหยันและตะโกนตอบโต้กลับไปว่า “อิทธิพลจากต่างชาติ คุณหมายถึงอะไร มาร์กซหรือ สตาลินหรือ เลนินหรือ”

พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนยึดถือลัทธิมาร์กซ์เป็นอุดมการณ์ชี้นำ

ผู้ชุมนุมในปักกิ่งกล่าวต่อไปว่า “กองกำลังต่างชาติเป็นผู้จุดไฟในซินเจียงหรือ”

“กองกำลังต่างชาติหรือเปล่าที่ลากพวกเรามารวมตัวกันที่นี่” ผู้ประท้วงชายคนหนึ่งตะโกนถาม โดยมีเสียงมวลชนพร้อมใจกันตะโกนตอบกลับมาว่า “ไม่”

ชาตินิยมแนวเสรี

ก่อนเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ คนรุ่นใหม่ชาวจีนส่วนใหญ่ถึงพอใจกับอนาคตของตัวเอง ทว่าโควิดได้เปลี่ยนทุกสิ่งไป

“ผมไม่สามารถเดินทางไปรอบโลกได้ ผมไม่ได้พบคนในครอบครัวเลย” หนุ่มคนหนึ่งในเซี่ยงไฮ้ที่กำลังถือกล้องถ่ายรูปในมือ กล่าว

เขากล่าวกับบีบีซีเพิ่มเติมว่า รู้สึกกังวลต่ออาการป่วยด้วยโรคมะเร็งของมารดาซึ่งอาศัยอยู่เมืองกวางโจว ทางตอนใต้ของประเทศ ทางการกวางโจวเพิ่งยกเลิกมาตรการโควิดในพื้นที่ส่วนใหญ่ไปเมื่อวันพุธ (30 พ.ย.) ที่ผ่านมา

“ผมอยากเจอหน้าแม่จริง ๆ เราไม่ได้เจอกันนานมากแล้ว ไม่ได้เห็น ไม่ได้สัมผัสหน้า ไม่ได้กินข้าวเย็นกับแม่เลย ผมหวังว่ามาตรการล็อกดาวน์จะถูกยกเลิกโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ม็อบ

Reuters
การประท้วงในเซี่ยงไฮ้บานปลายไปสู่เหตุปะทะและการจับกุมผู้ชุมนุม

 

ต่อมา บีบีซีได้รับแจ้งในภายหลังว่าชายคนดังกล่าวถูกควบคุมตัวในวันนั้น

ผู้ประท้วงหลายคนที่พูดคุยกับบีบีซี หรือให้สัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านวิดีโอคอลล์ บอกตรงกันว่าพวกเขาต้องการเห็นประเทศก้าวหน้า

ในการประท้วง ผู้ชุมนุมร้องเพลงชาติจีนซ้ำไปซ้ำมา โดยเฉพาะท่อนร้องประสานเสียงที่กระตุ้นให้ประชาชน ยืนขึ้น ยืนขึ้น ยืนขึ้น และปกป้องประเทศของพวกเรา

นายซุงระบุว่า หนึ่งในวิถีของคนรุ่นนี้ที่แตกต่างออกไปคือ ความรักชาติอันแรงกล้าของพวกเขา ซึ่งเติบโตขึ้นมาพร้อมกับยุคที่จีนผงาดขึ้นในโลก

เขาจึงเรียกผู้ประท้วงหลายคนว่า “ชาตินิยมแนวเสรี” (Liberal Nationalists) กล่าวคือ เป็นผู้เชื่อมั่นในระบบอย่างแรงกล้า จึงเรียกร้องหาความรับผิดชอบเมื่อเกิดความล้มเหลว

“อารมรณ์ความรู้สึกสามารถเปลี่ยนจากฝ่ายผู้สนับสนุนรัฐบาลเป็นผู้ต่อต้านอำนาจรัฐได้อย่างรวดเร็ว” เขากล่าวและว่า อย่างไรก็ตามผู้ประท้วงยังปรารถนาร่วมกันที่จะพิสูจน์ว่าการประท้วงของเขาไม่ได้ผิดกฎหมาย

ในวิดีโอการชุมนุมภายในมหาวิทยาลัยชิงหวา หลังจากผู้บันทึกคลิปวิดีโอกล่าวแสดงความกังวลว่าการประท้วงนี้อาจสร้างปัญหาให้แก่ผู้จัดการประท้วงได้ ก็มีเสียงตะโกนสวนกลับมาจากผู้ชุมนุมว่า “ไม่มีใครทำผิดกฎหมายที่นี่”

จากนั้นมีเสียงของชายคนหนึ่งพูดขึ้นว่า “ถ้าเราคุมไม่อยู่ เราจะเกิดความสูญเสีย”

“เราไม่มีประสบการณ์ในการทำเช่นนี้ แต่เราจะค่อย ๆ แก้ปัญหานี้”

….

ข่าว BBCไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว