กระทรวงพลังงาน เดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนให้ภาคประชาชน สามารถเข้าถึงการใช้พลังงานทางเลือกเพื่อลดภาระต้นทุนการผลิต อันจะนำมาสู่การเพิ่มรายได้อย่างยั่งยืนมากยิ่งขึ้น ควบคู่ไปกับการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เปิดตัวโครงการ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” เป็นอีกหนึ่งในโครงการเป้าหมายที่นำแนวคิดพลังงานสะอาดมาใช้ในกระบวนการผลิตสินค้าท้องถิ่น และต่อยอดสู่ตลาดผู้บริโภคทั่วประเทศ
ซึ่งในปี 2569 เป็นปีแรกของการขยายผลทางการตลาดในผลิตภัณฑ์ชุมชนโลว์คาร์บอน ที่ผ่านการรับรองรับการลดใช้พลังงาน และเป็นสินค้าโลว์คาร์บอน ผู้ซื้อสามารถสังเกตได้ที่ ตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชนลดใช้พลังงาน” ที่อยู่บนกล่อง หรือซองบรรจุภัณฑ์
การขับเคลื่อนการจัดการพลังงานในระดับชุมชนของกระทรวงพลังงานที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 โดยเริ่มจากการให้ความสำคัญกับ “ต้นทาง” ของกระบวนการผลิต ผ่านการสนับสนุนเทคโนโลยีด้านพลังงานสะอาดให้แก่กลุ่มวิสาหกิจชุมชน เพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับสินค้าในพื้นที่ การดำเนินงานนี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และลดต้นทุนการผลิต แต่ยังมีส่วนสำคัญในการลดการใช้พลังงานฟอสซิล เชื่อมโยงทั้งเศรษฐกิจฐานรากและการดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
14 หมวดสินค้าชุมชนติดตราลดใช้พลังงาน
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา กระทรวงพลังงานได้ยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน ด้วยการมอบตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เพื่อรับรองว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่เพียงมีคุณภาพตามมาตรฐาน แต่ยังมีกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน
กลุ่มวิสาหกิจที่จะได้รับตราสัญลักษณ์รับรอง จะต้องผ่านเกณฑ์การพิจารณา 4 ด้าน ได้แก่ 1) ผลิตภัณฑ์ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานที่เป็นที่ยอมรับในประเทศ เช่น อย. OTOP หรือ GMP 2) มีการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตอย่างมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนดสำหรับสินค้าแต่ละชนิด 3) มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ในช่วงที่กำหนด และ 4) มีการนำของเสียที่เกิดขึ้นในกระบวนการผลิตกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ปัจจุบันมีกลุ่มแปรรูปผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ความสนใจเข้าร่วมโครงการแล้ว 706 กลุ่มทั่วประเทศ และมีผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการประเมินและได้รับตราสัญลักษณ์ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เนื่องจากมีการนำเทคโนโลยีการอบแห้งและโซลาร์เซลล์มาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อช่วยลดของเสียและลดระยะเวลาในการผลิต ซึ่งหากกระบวนการผลิตผ่านเกณฑ์ที่กำหนด ก็จะได้รับการติดตราสัญลักษณ์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ ซึ่งครอบคลุม 14 หมวด ได้แก่ กล้วยตาก ข้าวแตน ข้าวฮาง กะปิ กล้วยกรอบ ข้าวเกรียบ ผ้าไหมทอมือ กาแฟ ผลไม้กวน กระยาสารท สุรากลั่นชุมชน แคบหมู ผ้ามัดย้อม และผลไม้หยี
ดันสินค้าชุมชน ผ่านแคมเปญ “กินพี่…แล้วหมีหนาว”
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชุมชนจะสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้สำเร็จ แต่ความท้าทายสำคัญคือ “การขยายช่องทางจำหน่าย” เพื่อเข้าถึงผู้บริโภคให้มากที่สุดทั้งทางตรงและทางอ้อม เพื่อต่อลมหายใจของผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ให้ยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างยั่งยืน
ล่าสุด กระทรวงพลังงานได้เดินหน้าสนับสนุนในส่วนของ “ปลายทาง” ด้วยการจับมือกับผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ (มาตรา 7) ได้แก่ OR, PTG, บางจาก, เชลล์, และ คาลเท็กซ์ เปิดพื้นที่ในร้านค้าและร้านกาแฟภายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ ผ่านแคมเปญ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” เพราะกลุ่มผู้ค้าเหล่านี้มีเครือข่ายร้านค้ากระจายทั่วประเทศ สามารถนำสินค้าชุมชนไปวางจำหน่ายในมินิมาร์ตของแบรนด์เหล่านี้ได้โดยตรง ซึ่งจะช่วยให้สินค้าเข้าถึงมือผู้บริโภคได้มากขึ้น และส่งผลให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น
อีกทั้งยังสามารถสื่อสารได้อย่างสร้างสรรค์ว่า ทุกการอุดหนุน “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” นอกจากจะได้สนับสนุนสินค้าฝีมือคนไทยแล้ว ยังมีส่วนช่วยลดภาวะโลกร้อน อุณหภูมิเย็นลงจน “หมีขั้วโลกหนาวขึ้น”
ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน ภายใต้แบรนด์ “หมีหนาว” มีจำนวนมากถึง 140 รายการ โดยในช่วงนำร่อง มีสินค้าชุมชนกว่า 20 รายการเข้าวางจำหน่ายผ่านเครือข่ายร้านค้าในสถานีบริการน้ำมัน ได้แก่ ร้านไทยเด็ด ร้าน Jiffy ในเครือ OR 176 สาขา, ร้าน PT Maxmart และกาแฟพันธุ์ไทยในเครือ PTG กว่า 100 สาขา, ร้าน Shell Café 5 สาขาในกรุงเทพฯ รวมถึงสถานีบริการน้ำมันคาลเท็กซ์ (จ.อุดรธานี), และร้านอินทนิล (เครือบางจาก)
นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงานและโฆษกกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า หนึ่งในภารกิจหลักของกระทรวงคือการนำเทคโนโลยีพลังงานสะอาดเข้าไปช่วยยกระดับกระบวนการผลิตของวิสาหกิจชุมชน เพื่อลดต้นทุนและลดการใช้พลังงานฟอสซิล โครงการนี้จึงไม่เพียงช่วยสร้างรายได้เพิ่มให้ชุมชน แต่ยังเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่กับการเปลี่ยนผ่านประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ
“โครงการนี้มุ่งส่งเสริมสินค้าชุมชนภายใต้การกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งนอกจากจะช่วยสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนและผู้ค้าน้ำมันแล้ว ยังเป็นการขับเคลื่อนประเทศไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero อีกด้วย
ตัวอย่างความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว
หนึ่งในตัวอย่างความสำเร็จ คือ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านหาดไก่ต้อย อ.ท่าปลา จ.อุตรดิตถ์ ผู้ผลิตเม็ดมะม่วงหิมพานต์แบรนด์ “ควีน” ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้ใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ในกระบวนการผลิต ทำให้ผลิตภัณฑ์ขนาด 100 กรัม ปล่อยก๊าซ CO₂ เพียง 0.119 กิโลกรัม CO₂ เทียบเท่า เป็นสินค้ารักษ์โลกที่ถูกคัดเลือกเพื่อจำหน่ายในร้าน PT MaxMart ในสถานีบริการน้ำมัน PT กว่า 100 สาขาทั่วประเทศ และร้านไทยเด็ด ของ PTTOR ปัจจุบันสร้างรายได้เฉลี่ย 2.5 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังมี “ลำไยอบแห้ง” จากวิสาหกิจชุมชนลำไยแปลงใหญ่ หมู่ 7 อ.สามเงา จ.ตาก ซึ่งปรับเปลี่ยนมาใช้ตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์เช่นกัน (ผลิตภัณฑ์ 1 ห่อ ขนาด 50 กรัม ปล่อยก๊าซ CO₂ เพียง 0.035 กิโลกรัมCO₂ เทียบเท่า) และได้ขยายช่องทางจำหน่ายในร้านกาแฟพันธุ์ไทย ของสถานีบริการน้ำมัน PT ทั่วประเทศ มียอดจำหน่ายในปี 2568 รวม 1,052,880 บาท
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนว่า เมื่อได้รับการยกระดับกระบวนการผลิตด้วยเทคโนโลยีพลังงานสะอาด และมีตลาดรองรับที่ชัดเจน สินค้าชุมชนสามารถขยายตลาดและมีรายได้เพิ่ม และสามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่น ๆ ทั่วประเทศ
นางพัทธ์ธีรา สายประทุมทิพย์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2569 กระทรวงพลังงานพร้อมเดินหน้าส่งเสริม “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” ทั่วประเทศ ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างยิ่งขึ้น ในฐานะสินค้ารักษ์โลก โดยเดินหน้าขยายความร่วมมือกับสถานีบริการน้ำมันและพันธมิตรอื่น ๆ เพิ่มเติม เพื่อให้ “ผลิตภัณฑ์ชุมชน ลดใช้พลังงาน” เข้าถึงผู้บริโภคในวงกว้างขึ้น
จากต้นทางการผลิตในชุมชนท้องถิ่น สู่ช่องทางจำหน่ายในสถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ “กินพี่…แล้วหมีหนาว” จึงเป็นอีกกลไกหนึ่งที่เชื่อมพลังงานสะอาดกับเศรษฐกิจฐานรากเข้าด้วยกัน และเชื่อมโยงตลาดกับผู้บริโภคอย่างเป็นรูปธรรม