ชาวฝรั่งเศส แย่งกันซื้อแอร์ เตรียมรับคลื่นความร้อนระลอกใหม่
เกิดเหตุโกลาหลในห้างสรรพสินค้า Lidl ประเทศฝรั่งเศส เหตุแย่งกันซื้อเครื่องปรับอากาศที่ประกาศจำหน่ายในราคาโปรโมชั่น ซึ่งถูกกว่าราคาตามท้องตลาดทั่วไปที่พุ่งสูงถึง 1,200 ยูโร จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้าควบคุมสถานการณ์
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2026 ที่ผ่านมา บรรยากาศหน้าห้างสรรพสินค้า Lidl ทั่วประเทศฝรั่งเศสต้องเกิดเหจุจลาจล หลังจากทางห้างประกาศจัดโปรโมชั่นลดราคาเครื่องปรับอากาศและพัดลมครั้งใหญ่ เพราะวิกฤตคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมยุโรป ส่งผลให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่พุ่งสูงทะลุ 40 องศาเซลเซียส
แอร์ลดราคา
ฝูงชนจำนวนมากวิ่งกรูเข้าไปในห้างทันทีที่ประตูเปิดออก หลายคนพยายามแย่งชิงสินค้าที่มีอยู่อย่างจำกัด จนทำให้ชั้นวางสินค้าว่างเปล่าภายในเวลาไม่กี่นาที โดยเฉพาะที่สาขาในเมือง Saint-Germain-en-Laye ใกล้กรุงปารีส
มีรายงานว่าลูกค้ากว่า 60 คน ยอมมาต่อคิวรอตั้งแต่ข้ามคืนหลังจากต้องเผชิญกับอากาศร้อนต่อเนื่องยาวนานกว่า 11 วัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดการแย่งชิงครั้งนี้คือ ‘ราคา’แอร์ในห้ามสรรพสินค้าเครือ Lidl วางจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่าท้องตลาดอย่างมาก
Lidl วางจำหน่ายเครื่องปรับอากาศในราคาเพียง 179 ยูโร หรือ ประมาณ 6,600 บาท ซึ่งถือว่าถูกกว่าราคาปกติและถูกกว่าเครื่องปรับอากาศทั่วไปในท้องตลาดที่บางรุ่นอาจมีราคาสูงถึง 1,200 ยูโร (กว่า 44,000 บาท) นอกจากนี้ยังมีพัดลมราคาประหยัดเริ่มต้นเพียง 15 ยูโรเท่านั้น
เหตุโกลาหลทำเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาระงับควบคุมสถานการณ์ไว้
ลูกค้ารายหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ ออกมาวิจารณ์การจัดการของห้างสรรพสินค้าว่า ควรจะคาดการณ์ปริมาณความต้องการซื้อให้ดีกว่านี้ โดยเฉพาะเมื่อมีการประกาศโปรโมชั่นสินค้าจำนวนกว่า 200,000 เครื่องทั่วประเทศ
ก่อนเคยเป็น ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’
มาวันนี้กลายเป็นของ ‘จำเป็น’ เมื่อหน้าร้อนในยุโรป อุณหภูมิสูงเกินขีดจำกัด ผลักดันให้พรรคการเมืองฝรั่งเศสเร่งนำเสนอนโยบายเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยวงเงิน 20,000 ล้านยูโร (ราว 7.57 แสนล้านบาท) เพื่อสนับสนุนครัวเรือนกว่า 30-40 ล้านหลังคาเรือนให้เข้าถึงการติดตั้งแอร์
CNN ตลาดเครื่องปรับอากาศในยุโรปเป็นที่ต้องการขึ้นมาก ในอดีตชาวยุโรปมองว่า ‘แอร์’ เป็นสิ่ง ‘สิ้นเปลือง’ ที่มีราคาแพงและก่อมลพิษ
สถิติระบุว่า ขณะที่บ้านเรือนในสหรัฐอเมริกากว่า 90% ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ แต่ในยุโรปกลับมีสัดส่วนเพียงประมาณ 20% และในสหราชอาณาจักรมีเพียง 5% เท่านั้น
มาวันนี้ ยุโรปเผชิญกับจุดความร้อนในทวีปที่เร็วกว่าภูมิภาคอื่นของโลกถึง 2 เท่า ความต้องการเครื่องปรับอากาศในภาคที่อยู่อาศัยจึง พุ่งสูงขึ้นกว่า 3 เท่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า จำนวนเครื่องปรับอากาศในสหภาพยุโรปจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า แตะระดับ 275 ล้านเครื่อง ภายในปี 2050
แม้คาดการณ์ในอนาคต ตลาดเครื่องปรับอากาศในยุโรปจะมีแนวโน้มขายดีขึ้น แต่ปัจจุบันพลเมืองยังลังเลว่าจะซื้อเครื่องปรับอากาศดีหรือไม่ เรื่องนี้มีเหตุผลสนับสนุนความลังเลอยู่หลายข้อ
ภาระค่าใช้จ่ายและข้อจำกัดของอาคารเก่า
แม้ความต้องการจะสูง แต่การติดตั้งระบบทำความเย็นในอาคารเก่าหรือสถานที่ทางประวัติศาสตร์ของยุโรป มีต้นทุนการดัดแปลงและติดตั้งที่สูงมาก
ในประวัติศาสตร์ ประเทศแถบยุโรป โดยเฉพาะทางตอนเหนือและตอนกลาง มีสภาพอากาศที่เย็นสบายมาตลอด
ต่อให้มีช่วงที่ร้อนจัดบ้างก็เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วัน ไม่ได้ลากยาวเป็นสัปดาห์เหมือนในปัจจุบัน
ไบรอัน มาเธอร์เวย์ หัวหน้าสำนักงานด้านประสิทธิภาพพลังงานของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ยุโรปไม่มี วัฒนธรรมการใช้เครื่องปรับอากาศ มาก่อน เพราะมันไม่ใช่สิ่งจำเป็นในชีวิตประจำวันเหมือนกับฮีตเตอร์ทำความร้อน
แอร์จึงถูกจัดหมวดหมู่ให้เป็นเพียง ‘สินค้าฟุ่มเฟือย’
นอกจากนี้ ปัจจัยด้านเศรษฐกิจก็เป็นกำแพง ค่าไฟฟ้าในยุโรปแพงกว่าสหรัฐมาก ในขณะที่รายได้เฉลี่ยของประชากรกลับต่ำกว่า ต้นทุนค่าติดตั้งและการเปิดใช้งานแอร์ในระยะยาวจึงกลายเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่เกินเอื้อมสำหรับครัวเรือนทั่วไป
ความมั่นคงทางพลังงานและภาระค่าไฟ
เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่กินไฟมหาศาล การเพิ่มขึ้นของแอร์นับร้อยล้านเครื่องหมายถึง กำลังไฟมากขึ้น อาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดสูงขึ้น และสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อโครงข่ายไฟฟ้า ของประเทศ
นโยบายเพื่อลดต้นทุน
เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายด้านพลังงานระดับชาติ รัฐบาลหลายแห่งต้องออกกฎระเบียบควบคุม อย่างในปี 2022 ประเทศสเปนออกกฎหมายบังคับให้พื้นที่สาธารณะและเชิงพาณิชย์ ต้องตั้งอุณหภูมิแอร์ห้ามต่ำกว่า 27 องศาเซลเซียส เพื่อประหยัดงบประมาณด้านพลังงาน
ลูปร้อน วงจรอุบาทว์ Net Zero
ยุโรปวางเป้าหมายเป็นประเทศ ‘ปลอดคาร์บอน’ (Climate Neutral) ภายในปี 2050 แต่การใช้ไฟฟ้าจากแอร์ที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความร้อนที่คอมเพรสเซอร์ปล่อยออกมานอกอาคาร อาจทำให้ต้นทุนในการบรรลุเป้าหมายเศรษฐกิจสีเขียวนี้แพงขึ้นและยากขึ้นไปอีก
แม้ว่าการติดตั้งแอร์จะมีต้นทุนสูง แต่ความร้อนที่รุนแรงก็สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจเช่นกัน
ทั้งจากปัญหาสุขภาพ ผลผลิตมวลรวมที่ลดลง และประสิทธิภาพการเรียนรู้ในโรงเรียนที่แย่ลง ทำให้รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินมารองรับ เช่น รัฐบาลฝรั่งเศส ที่ให้คำมั่นว่าจะทุ่มงบฯถึง 80 ล้านยูโร เพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศในโรงเรียนและสถานรับเลี้ยงเด็ก
ขณะที่ กรุงเบอร์ลิน ก็ต้องอนุมัติงบฯผ่าน “แผนปฏิบัติการรับมือความร้อน” เป็นครั้งแรก
หายนะทางเศรษฐกิจจากความร้อน
The Independent รายงานว่า นอกจากประเด็นเรื่องแอร์ วิกฤตความร้อนยังทำลายการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเดิมที่มีอยู่
รางรถไฟเกิดบิดเบี้ยว ทางวิ่งของสนามบินพังเสียหาย และถนนสายหลักปูดบวมทรุดตัว (เช่น ทางหลวงสาย A14 ในเคมบริดจ์ ที่ถูกสั่งปิดกะทันหัน
ถนนหนทางและระบบขนส่งต้องหยุดชะงัก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่น้อย
การศึกษาในปี 2017 ประเมินว่า ภายในปี 2080 คลื่นความร้อนจะเป็นสาเหตุของความเสียหายถึง 92% ของภัยพิบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับภาคการขนส่งของยุโรป
ความเสียหายไม่ได้จำกัดแค่ในยุโรป แต่ออสเตรเลีย แคนาดา และแอฟริกา ต่างก็ต้องเผชิญกับต้นทุนการซ่อมแซมถนนที่พุ่งหลักพันล้านถึงแสนล้านดอลลาร์ เนื่องจากวัสดุที่ใช้ก่อสร้างกว่า 35% ไม่เหมาะสมกับสภาพอากาศที่ร้อนขึ้นอีกต่อไป
การปิดซ่อมบำรุงเส้นทางสำคัญส่งผลทางเศรษฐกิจมหาศาล เช่น การปิดสะพานเลเวอร์คูเซ่นในเยอรมนี สร้างความเสียหายถึง 80 ล้านยูโร
นวัตกรรมและการลงทุนเพื่ออนาคต
โจทย์ครั้งนี้ของวิศวกรและรัฐบาล คือการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่ทนทานในต้นทุนที่ต่ำที่สุด และป้องกันตั้งแต่เนิ่น ๆ จะสามารถลดค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมได้กว่า 90%
ปัจจุบันจึงมีการนำนวัตกรรมมาใช้ในทางเศรษฐศาสตร์การก่อสร้างมากขึ้น เช่น
โพลิเมอร์ทนความร้อนสูง : นครดูไบยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าเพื่อผสมโพลิเมอร์สูตรพิเศษลงในยางมะตอย ทำให้ถนนทนความร้อนได้กว่า 60°C โดยไม่เสียรูป
การลงทุนระยะยาว : ประเทศเบลเยียมเลือกใช้คอนกรีตเสริมเหล็กในการทำถนน แม้ต้นทุนเริ่มต้นจะแพงกว่า แต่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ในแง่ของอายุการใช้งานที่ยาวนาน
วัสดุทางเลือกที่ประหยัดและรักษ์โลก : แอฟริกาใต้ สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร หันมาใช้วัสดุเหลือทิ้งอย่าง เศษยางรถยนต์ หรือพลาสติกรีไซเคิล มาผสมในยางมะตอย ซึ่งผลการทดสอบพบว่าทนความร้อนได้ดีเยี่ยม ยืดอายุการใช้งาน และมีต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้วัสดุเคมีแบบเดิมมาก