‘โลกเดือด’ ดันส่งออกแอร์ไทยพุ่ง 40.7% ยุโรปขึ้นแท่นตลาดดาวรุ่ง รับดีมานด์คลื่นร้อน
คลื่นความร้อนที่รุนแรงเป็นประวัติการณ์ในยุโรป กลายเป็นแรงหนุนสำคัญให้การส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบของไทยไปตลาดยุโรปเดือนพฤษภาคม 2569 พุ่ง 40.7% สูงสุดในรอบ 7 เดือน ขณะที่สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) มองยุโรปกำลังกลายเป็นตลาดยุทธศาสตร์ใหม่ของไทย หลังความต้องการเครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง พร้อมแนะผู้ประกอบการเร่งพัฒนาสินค้าประหยัดพลังงานและ Heat Pump รองรับมาตรฐานสีเขียวของสหภาพยุโรป (EU)
นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) เปิดเผยว่า เดือนพฤษภาคม 2569 ไทยส่งออกเครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบไปทวีปยุโรปมูลค่า 148.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 40.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เร่งขึ้นจากเดือนเมษายนที่ขยายตัว 8.5% และเป็นอัตราการเติบโตสูงสุดในรอบ 7 เดือน ส่งผลให้ช่วง 5 เดือนแรกของปีมีมูลค่าส่งออกรวม 783.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 18.9%
สินค้าที่ขยายตัวโดดเด่น ได้แก่ เครื่องปรับอากาศแบบเปลี่ยนวงจรความเย็นหรือวงจรความร้อน (Heat Pump) เพิ่มขึ้น 70.6% ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ เพิ่มขึ้น 49.6% และเครื่องปรับอากาศแบบติดหน้าต่างหรือฝาผนัง เพิ่มขึ้น 21.6%
ปัจจัยสำคัญมาจากคลื่นความร้อน (Heat Wave) ที่เกิดเร็วกว่าปกติในยุโรปตะวันตกจากปรากฏการณ์โดมความร้อน (Heat Dome) ทำให้อุณหภูมิในหลายพื้นที่สูงกว่าค่าปกติมากกว่า 10 องศาเซลเซียส โดยโปรตุเกส สหราชอาณาจักร และไอร์แลนด์ทำสถิติอุณหภูมิเดือนพฤษภาคมสูงสุด ขณะที่ฝรั่งเศสมีวันที่ร้อนที่สุดของเดือนพฤษภาคมเป็นประวัติการณ์ ส่งผลให้ผู้นำเข้าและผู้ค้าปลีกเร่งสั่งซื้อสินค้าเพื่อรองรับความต้องการในช่วงฤดูร้อน
เมื่อแยกตามประเทศ เยอรมนียังคงเป็นตลาดส่งออกอันดับหนึ่ง มูลค่า 30.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 89.6% รองลงมา ได้แก่ ฝรั่งเศส เพิ่มขึ้น 50.9% สหราชอาณาจักร เพิ่มขึ้น 58.2% และสเปน เพิ่มขึ้น 42.2% ขณะที่ตลาดยุโรปเหนือเติบโตโดดเด่น โดยฟินแลนด์ขยายตัว 366.6% และสวีเดน 177.3%
สนค.ประเมินว่า อุปสงค์เครื่องปรับอากาศในยุโรปยังแข็งแกร่งต่อเนื่องในไตรมาส 3 หลังหลายประเทศเผชิญคลื่นความร้อนระลอกใหม่ช่วงปลายเดือนมิถุนายน และองค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) คาดว่าอุณหภูมิยุโรปช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2569 จะสูงกว่าค่าปกติ โดยเฉพาะยุโรปใต้และยุโรปกลาง ส่งผลให้ผู้ค้าปลีกต้องเร่งเติมสต็อกสินค้าอย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยุโรปยังเป็นภูมิภาคที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นเร็วที่สุดในโลก โดยเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 0.53 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 หรือมากกว่าค่าเฉลี่ยโลกกว่า 2 เท่า ขณะที่ครัวเรือนในยุโรปมีเครื่องปรับอากาศเพียงประมาณ 20% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 37% ทำให้ตลาดยังมีศักยภาพเติบโตอีกมาก
นายนันทพงษ์กล่าวว่า ยุโรปกำลังก้าวขึ้นเป็นตลาดเชิงยุทธศาสตร์ที่ช่วยกระจายความเสี่ยงการส่งออกของไทย โดยสัดส่วนการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยุโรปเพิ่มจาก 19.4% ในเดือนมกราคม เป็น 23.8% ในเดือนพฤษภาคม 2569 และสูงกว่าระดับเดียวกันในช่วง 3 ปีก่อนอย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวให้สอดคล้องกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมของสหภาพยุโรป โดยเฉพาะการพัฒนาเครื่องปรับอากาศประสิทธิภาพสูง ระบบ Heat Pump และการลดการใช้สารทำความเย็นที่มีค่าก่อภาวะโลกร้อนสูง พร้อมยกระดับการแข่งขันจากด้านราคาไปสู่คุณภาพ ประสิทธิภาพพลังงาน และมาตรฐานความยั่งยืน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในระยะยาว
“อากาศร้อนจัดในยุโรปไม่ใช่เหตุการณ์ชั่วคราว แต่กำลังกลายเป็นความปกติใหม่ของภูมิภาค ไทยในฐานะผู้ส่งออกเครื่องปรับอากาศรายใหญ่ ควรใช้จังหวะนี้เร่งขยายตลาดยุโรป และเปลี่ยน ‘โลกเดือด’ ให้เป็นโอกาสของอุตสาหกรรมไทย” นายนันทพงษ์กล่าว


